แฮปปรี้เอนดิ้ง! ‘แม่วัยใส’ จบดราม่า ‘ป้าพี่เลี้ยง’ เตรียมรับลูกมาเลี้ยงเอง (คลิป)

ภายหลังที่คุณแม่วัยใส และคุณป้าพี่เลี้ยงได้พบกันครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยคุณแม่วัยใสได้ยกมือขอโทษ และพูดคุยปรับความเข้าใจกับคุณป้าพี่เลี้ยง ซึ่งวันนี้เป็นครั้งแรกที่คุณป้าพี่เลี้ยงได้เข้าเยี่ยมเด็ก หลังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับมาดูแล และเป็นครั้งแรกที่ 2 ฝ่ายได้พบหน้ากันอย่างพร้อมเพรียง เจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท ได้อธิบายขั้นตอนการรับบุตรกลับไปเลี้ยงให้ครอบครัวคุณแม่วัยใส ญาติ และคุณป้าพี่เลี้ยงรับทราบ หลังจากนั้น ทางคุณแม่ และคุณยายของเด็ก ยื่นความจำนงขอรับตัวเด็กหญิงวัย 7 เดือนรายนี้กลับไปเลี้ยงดูเอง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ พม.จะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้าน เพื่อดูความพร้อมในการเลี้ยงดูอีกครั้ง ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ก่อนกลับมาประเมินผล โดยเฉพาะด้านความรักความอบอุ่นที่จะมอบให้เด็ก ก่อนจะขออนุญาตนำเด็กส่งคืนให้ครอบครัว โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการดำเนินการ และจะติดตามประเมินผลการเลี้ยงดูทุกๆ 1 และ 3 เดือนตามลำดับ เพื่อดูคุณภาพชีวิตเด็ก ทั้งสุขภาพร่างกายและการศึกษา ซึ่งจะติดตามไปจนถึงระยะเวลา 1 ปี คุณป้ารตช คำรอด ในฐานะพี่เลี้ยงเด็กหญิงรายนี้ บอกทั้งน้ำตาว่า ดีใจมากที่ได้พบเด็กอีกครั้ง ตอนนี้ทุกประเด็นที่ติดใจก็คลี่คลายหมดแล้ว ทั้งเรื่องการพาดพิงว่าอุ้มบุญ หรือน้องถูกทอดทิ้ง ตอนนี้สบายใจหมดแล้ว และหลังจากนี้ […]

ฟังจากปาก! ‘แม่วัยใส’ ยืนยันไม่ได้ทอดทิ้งลูก เตรียมประสาน พม.นำลูกมาเลี้ยงเอง (คลิป)

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี 34 ยังคงติดตามกรณีคุณป้าพี่เลี้ยงเด็กออกมาประกาศตามหาคุณแม่แท้ๆ ของเด็กที่รับเลี้ยงคนหนึ่ง หลังค้างค่าจ้าง และกล่าวหาใส่ร้ายว่า คุณป้าเกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ (สุดทน! ฝากเลี้ยงแล้วชิ่ง วอนเอาลูกคืนไป รับค่าใช้จ่ายไม่ไหว (คลิป)) ความคืบหน้า คุณปรัศนีย์ ตันนะไพบูรณ์ ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ทีวี ได้ลงพื้นที่ย่านถนนหัวหมาก เพื่อตามหาแม่แท้ๆ ของเด็ก และมีโอกาสพูดคุยกับแม่และยายของเด็ก พวกเขายอมรับว่า ตั้งใจที่จะเงียบ ไม่ตอบโต้คุณป้า ที่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ส่วนหนึ่งเพื่ออยากให้เรื่องเงียบ และจบโดยดี ที่สำคัญคือ กำลังประสานกับ พม. เพื่อนำตัวเด็กกลับมาเลี้ยงที่บ้าน และเก็บเงินให้ได้ตามจำนวนที่คุณป้าพี่เลี้ยงเรียกมา คือ 39,851 บาท เพื่อให้เรื่องนี้ยุติ และเด็กจะได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี ส่วนกรณีที่คุณยายของน้องโทรศัพท์ไปข่มขู่คุณป้าพี่เลี้ยงนั้น คุณยายยอมรับว่าโทรไปหาจริง คุยกันนานกว่า 40 นาที เพราะตัวเองก็เพิ่งรู้ว่าลูกสาวท้องเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว จากการแชร์ของเพจชื่อดัง จึงตั้งใจโทรไปเจรจาด้วย แต่ก็ยอมรับว่าวันนั้นต่างคนก็ต่างมีอารมณ์โกรธ จึงพูดกันไม่ค่อยดี ซึ่งคลิปเสียงที่มีการแชร์เป็นเพียงบางช่วงบางตอนเท่านั้น ขณะที่แม่ของเด็ก บอกว่า มีการคุยกันเรื่องเงื่อนไข 4 ข้อเพื่อยุติเรื่องนี้จริงตามคลิปเสียง ตอนแรกก็จะยอมอัดคลิปขอโทษแล้ว แต่พอเจอกระแสโซเชียลที่ค่อนข้างแรง เธอจึงตัดสินใจจะเก็บเงินใช้หนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยอัดคลิปขอโทษส่งไปพร้อมกัน […]

จบดราม่า ‘แตงโม’ เคลียร์ปัญหาอุ้มบุญ ‘น้องอีสเตอร์’ แง้มหัวใจมีใครอยู่!?

กลายเป็นดราม่าขึ้นมาหลังจากที่สาว “แตงโม นิดา” โพสต์ภาพของตัวเองและน้องอีสเตอร์ พร้อมข้อความชวนสงสัยว่า “อ่ะ! ยอมรับก็ได้ว่าอุ้มบุญ” จนเกิดเป็นกระแสข่าวใหญ่ เพราะการอุ้มบุญยังถือว่าผิดกฎหมายในเมืองไทย จนทำให้ “ผู้จัดการส่วนตัว” ออกมาบอกว่า ที่แตงโมพูดไปเป็นเพียงแค่การล้อเล่นเท่านั้น คราวนี้ถึงคิวเจ้าตัวออกมาเคลียร์ดราม่าแบบชัดๆ กันบ้าง โดยสาว “แตงโม” เผยว่า “ในความจริงแล้วเรื่องน้องไม่มีใครสงสัยเลย ไม่มีคนมาถามเราด้วย ไปดูในไอจีโมได้เลย ไม่มีคนดราม่า ซึ่งสิ่งที่โมโพสต์ เราก็พิมพ์มาตลอดเวลาอยู่แล้ว และประเด็นไม่ได้อยู่ที่โมพิมพ์อะไร แต่ประเด็นอยู่ที่ผู้ใหญ่คิดอะไร จริงๆ คนอื่นไม่ได้คิด แต่คนทำข่าวนั้นคิดอะไร โมเฉยๆ แล้วแต่วิจารณญาณของคนแล้วกัน ซึ่งข่าวที่ออกไปโมไม่ได้ตกใจ ตลกมากกว่า และเราก็ไม่อยากพูดถึง เพราะมันจบไปแล้ว คือข่าวไม่มีผลกระทบกับโมเลย แต่มันมีก็ต่อเมื่อโมพูด” “โมถึงไม่พูด เพราะเราไม่อยากให้ลูกมีปัญหา เป็นแม่ก็ต้องปกป้องลูก และที่โมเรียกตัวเองแบบนี้ คือเราก็เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่ารับน้องอีสเตอร์เป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่น้องคลอดแล้ว และน้องเองก็เป็นลูกของผู้จัดการเรา ส่วนเรื่องที่บอกว่า สบส. เรียกโมไปชี้แจง จริงๆ เราก็ได้โทรศัพท์ไปถามเขา แต่ทางนั้นบอกว่าเขาไม่เคยคิดที่จะเรียกไปสอบเลยค่ะ” เป็นอันว่าจบดราม่าเรื่องอุ้มบุญ ส่วนเรื่องหัวใจมีคนดูแลใหม่รึยัง เจ้าตัวบอกว่า “ส่วนหัวใจโมตอนนี้ก็ไม่มีแฟนค่ะ แต่มีคนเข้ามาคุยทั้งในและนอกวงการ ก็เป็นเพื่อนๆ กันไป […]

ถึงบางอ้อ!! ศุลกากรหนองคายแฉขบวนการอุ้มบุญ เผยนายทุนจีนอยู่เบื้องหลัง

วันที่20พ.ค.2560เวลา20.00น.ณห้องสอบสวนชั้น2อาคารด่านศุลกากรหนองคายด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่1จ.หนองคาย(ขาเข้า)นายนิมิตรแสงอำไพนายด่านศุลกากรหนองคาย,นายสมบัติฆ้อนทองหัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปรามศุลกากร,นายวศินพิศุตพุทธนิมนต์หัวหน้าฝ่ายปราบปรามศุลกากรพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากรแถลงข่าวการจับกุมตัวนายนิคมสิมารัตน์อายุ47ปีอาชีพขับรถรับจ้างอาศัยอยู่ที่ซอยลาดพร้าว71กรุงเพพมหานครและหญิงไทยอีก6คนพร้อมด้วยกล้องจุลทรรศน์1เครื่อง,กล่องโฟมบรรจุตัวอ่อนซึ่งภายในมีกล่องบรรจุหลอดบรรจุของเหลว(หลอดผสมน้ำเชื้อ)ขนาดเล็กอีกจำนวน45หลอดยาเร่งการตกไข่4แผงและถังไนโตรเจนเปล่าอีก1ถังขณะทั้งหมดกลับมาจากสปป.ลาวเพื่อทำพิธีการผ่านแดนขาออกที่จ.หนองคาย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ศุลกากรหนองคายได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีขบวนการอุ้มบุญจากฝั่งลาวเดินทางเข้ามาที่จ.หนองคายโดยใช้รถยนต์เอนกประสงค์ยี่ห้อเชฟโรเลตสีขาวจึงเฝ้าติดตามตรวจสอบกระทั่งเวลาประมาณ18.30น.พบรถยนต์ต้องสงสัยยี่ห้อเชฟเลตสีขาวรุ่นเทลเบรเซอร์หมายเลขทะเบียน3กส8296กทม.จึงทำการเรียกตรวจและพบผู้ต้องสงสัยทั้ง7คนจึงเชิญตัวมาสอบสวน จากการสอบสวนนายนิคมสิมารัตน์คนขับรถให้การรับสารภาพว่าได้ขับรถไปรับหญิงไทยทั้ง6คนที่สนามบินจ.อุดรธานีเมื่อ3วันที่ผ่านมาแล้วพาไปคลินิกแห่งหนึ่งในนครหลวงเวียงจันทน์เพื่อทำการผสมหรือทำการฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้ารังไข่ฝ่ายหญิง(ผสมเทียม)โดยมีนายทุนชาวจีนชื่อนายRANZHAOเป็นผู้ว่าจ้างและเป็นเจ้านายของตนตนมีหน้าที่ขับรถรับ–ส่งหญิงอุ้มบุญระหว่างหนองคาย–เวียงจันทน์,หนองคาย–กรุงเทพมหานครได้เงินเดือนๆละ15,000ส่วนนายRANZHAOจะเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารมาลงที่สนามบินวัดไตในสปป.ลาวเพื่อทำการควบคุมดูแลการผสมเชื้ออสุจิโดยมีหมอคนไทยนั่งเครื่องบินมาทำการผสมเทียมที่สปป.ลาวเช่นเดียวกันแต่ครั้งนี้สภาพอากาศไม่พร้อมเนื่องจากฝนตกติดต่อกัน2วัน,หมอไม่สามารถเดินทางมาได้และสภาพร่างกายของหญิงอุ้มบุญก็ไม่พร้อมจึงให้หญิงทั้ง6คนเดินทางกลับประเทศไปก่อนแล้วค่อยกลับมาทำใหม่ภายหลัง ด้านนายนิมิตรแสงอำไพนายด่านศุลกากรกล่าวว่าการจับกุมในครั้งนี้ไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาหญิงไทยทั้ง6คนได้แต่ได้อบรมตักเตือนว่าอย่าได้กระทำอีกเพราะผิดกฎหมายไทย,ผิดศีลธรรมถ้าเด็กพิการจะเป็นปัญหาสังคมเพราะพ่อแม่เด็กหรือเจ้าของเขาจะไม่เอาตัวเองก็ต้องเลี้ยงหรือฆ่าทิ้ง,หรือเด็กที่เอาไปนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาจะได้รับการเลี้ยงดูที่ดีหรืออาจจะถูกนำไปขายเอาอวัยวะจึงปล่อยตัวกลับส่วนนายนิคมนั้นได้แจ้งข้อกล่าวหานำเข้าวัตถุทั้ง3ชิ้นเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรพร้อมเปรียบเทียบปรับจำนวน100,000บาทส่วนรถยนต์พาหนะทำการตรวจยึดไว้ก่อนและจะส่งข้อมูลทางลึกส่งเจ้าหน้าที่กองปราบปรามเพื่อดำเนินการต่อไป

keyboard_arrow_up