“ผำ” พืชน้ำพื้นบ้านอุดมสารอาหาร ที่คนในเมืองหลวงอาจไม่รู้จัก

เมื่อพูดถึงพืชน้ำที่สามารถเป็นอาหารของมนุษย์ได้ เชื่อว่าสาหร่ายคงเป็นชื่อแรกๆ ที่ผุดเข้ามาในความคิดของเราหลายๆ คนแน่ แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีพืชน้ำอีกชนิดหนึ่งที่สามารถพบได้ในประเทศ และยังสามารถน้ำมารับประทานเป็นอาหารได้อีกด้วย และพืชที่ว่านี้คือ “ผำ” ผำ,ไข่แหน, ไข่น้ำ หรือ ไข่ขำ (Wolffia globosa) เป็นพืชมีดอกขนาดเล็กที่สุด จัดอยู่ในวงศ์ Lemnaceae สกุล Wolffia อาศัยลอยอยู่บนผิวน้ำ และอาจลอยอยู่เป็นกลุ่มปนกับพืชชนิดอื่น เช่น แหน แหนแดง ก็ได้ มีรูปร่างรี ๆ ค่อนข้างกลม มีขนาดยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร แต่ละต้นมีสีเขียว ไม่มีราก ไม่มีใบ ต้นประกอบด้วยเซลล์ชนิดพาเรงคิมาเป็นส่วนใหญ่ มีช่องอากาศแทรกอยู่ระหว่างเซลล์ ทำให้เห็นเป็นฟองน้ำ และช่วยให้มีการลอยตัวอยู่ในน้ำได้ ไม่มีเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่นำน้ำและอาหาร มีช่องให้อากาศเข้าออกได้อยู่ทางบนของต้น ผำกระจายอยู่ในหลายประเทศ ตั้งแต่ทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกากลาง ตอนใต้ของเกาะมาดากัสการ์ และในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะบริเวณเขตศูนย์สูตรใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังพบในประเทศบราซิล ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศออสเตรเลียด้วย จากข้อมูลพบว่า ผำเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้ จึงเหมาะแก่การทำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการศึกษา […]

ก่อน “แกงเทโพ” จะใช้หมูสามชั้น นี่คือเป็นวัตถุดิบดั้งเดิมของอาหารไทยชามนี้

อีกหนึ่งอาหารที่น่าจะเป็นจานโปรดของใครหลายๆ คน นั่นคือ แกงเทโพร้อน ที่แค่กินกับข้าวสวยก็อร่อยสบายท้องแล้ว และก็อย่างที่เราทราบกันดี ว่าแกงแบบไทยๆ ชามนี้มีเนื้อหมูสามชั้นเป็นวัตถุดิบหลัก แต่รู้หรือไม่ว่า…ก่อนหน้าที่แกงนี้จะมีการใช้เนื้อหมู เคยมีปลาชนิดหนึ่งที่ถูกวางตัวว่า จะต้องใช้ปลาชนิดนี้ในการทำแกงเทโพเท่านั้น และชื่อของแกงเองก็มาจากชื่อปลาเช่นกัน นั่นคือ ปลาเทโพ เป็นที่ทราบกันดีกว่าแกงเผ็ดใส่กะทิที่เป็นอาหารพื้นบ้านของไทยเรานั้น ทุกวันนี้มีหมูสามชั้นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แต่หากย้อนกลับไปถึงสูตรดั้งเดิมแล้วล่ะก็ แกงเทโพต้องใส่ ปลาเทโพ (Black ear catfish) เท่านั้น ซึ่งปลาน้ำจืดในวงศ์ปลาสวาย (Pangasiidae) มีส่วนหัวและจะงอยปากมน ปากอยู่ค่อนไปทางด้านล่าง รูปร่างป้อมสั้น ปลาขนาดใหญ่มีลำตัวส่วนท้องลึก ปลายครีบหลัง ครีบท้อง ครีบอก ครีบท้อง และครีบก้นยื่นเป็นเส้นยาวเรียว มีแต้มสีดำเห็นชัดเจนที่ฐานครีบอก ตัวมีสีเทาคล้ำอมน้ำตาล ด้านข้างมีสีเทาจาง ด้านท้องสีจางอมชมพู ครีบสีจาง ครีบก้นมีแถบสีคล้ำตามยาว ครีบหางมีแถบสีคล้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง มีขนาดประมาณ 50 เซนติเมตร ใหญ่สุดได้ถึง 1.5 เมตร ปลาเทโพนั้นสามารถพบได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น “หูหมาด”, “หูดำ” หรือ “ปึ่ง” ในภาษาเหนือ […]

รสชาติแห่งออสเตรเลีย!! เมื่อ “เนื้อจิงโจ้” ได้รับความนิยม เพราะโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เข้มข้นกว่าเนื้อวัว

แม้การนำสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติมาทำเป็นอาหารนั้น อาจเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับหลายๆ คนอยู่บ้าง แต่เพราะการเพิ่มประชากรของจิงโจ้ที่ไร้การควบคุม จนทำให้เกิดปัญหาวิวาททั้งกับผุ้คน และสัตว์พื้นเมืองอื่น แถมมันยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน เพราะจิงโจ้นั้นมักจะกระโดดตัดหน้ารถทำให้เกิดอุบัติเหตุจนมีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิดนโยบาย “การุณยฆาตจิงโจ้” ขึ้น โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้อนุญาตให้มีการล่าจิงโจ้อย่างถูกกฎหมายขึ้น ซึ่งทางรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเพื่อไม่ให้โควต้าการล่าแต่ละครั้งต้องสูญเปล่า จึงได้มีการรณรงค์ให้ชาวออสซี่หันมาบริโภคเนื้อจิงโจ้กันมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มนักล่าจิงโจ้ที่มีใบอนุญาตทั้งหลาย ที่มีความอยากรู้อยากเห็นว่าเนื้อจิงโจ้ที่เขาเพิ่งลั่นไกสังหารไปนั้น จะมีรสชาติเป็นอย่างไร จากข้อมูลพบว่า การปรุงจิงโจ้ที่ดีที่สุดคือการปรุงโดยไม่ทำให้เนื้อสุกเกินไป หรือก็คือทำให้สุกในระดับ Medium Rare เท่านั้น เพราะจิงโจ้นั้นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของมันนี้เอง ที่ทำให้เนื้อจิงโจ้แทบไม่มีไขมันแทรกเลย ฉะนั้นการปรุงเนื้อจนสุกจะยิ่งทำให้เนื้อนั้นแข็งเหนียวไม่ต่างจากยางรถยนต์เลย นอกจากนี้ เนื้อจิงโจ้ยังมีรสชาติรสเข้มข้นกว่าเนื้อวัว แต่กลับไม่มีกลิ่นสาบที่น่ารำคาญจมูกแม้แต่น้อย อีกทั้งในเนื้อจิงโจ้ยังมีกรด Linoleic Conjugated ซึ่งมีมากกว่าเนื้อสัตว์ที่เรากินกันในทุกวันนี้ในน้ำหนักเท่าๆ กัน โดยเจ้ากรดตัวนี้นั้นมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและที่สำคัญคือมันเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะฟังดูคล้ายโฆษณาชวนเชื่อ และเราอาจคิดว่าคงไม่มีใครให้ความร่วมมือกินเจ้าสัตว์น่ารักชนิดนี้ได้ลงแน่ แต่เชื่อเถอะว่า…คุณสามารถหาเนื้อจิงโจ้ได้ง่ายกว่าคิดมากนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วออสเตรเลียเองก็มีเนื้อจิงโจ้วางขายอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำมาปรุงเป็นสเต็ก เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิในการปรุงได้ง่ายกว่า และยังทานง่ายกว่าเมนูยอดนิยมอัดนดับสองอย่างสตูว์เนื้อด้วย

ลองมาดูสิว่า…เมื่อสั่งเมนูหรูราคา 20,000 บาท ที่ร้านอาหารในอเมริกา คุณจะได้อะไรมาบ้าง!?

เชื่อว่าหลายคนคงมีโมเมนท์ที่อยากลองชิมอาหารจากร้านหรูๆ ที่ติดอันดับว่าแพงที่สุดในบางประเทศดูสักครั้ง แต่ถ้าคุณยังไม่กล้าลอง เรามีหน่วยกล้าตายจากเว็บไซต์ Imgur ที่ใช้ชื่อสมาชิกว่า Hoptail ซึ่งได้ลองสั่งอาหารจากร้าน Saison หนึ่งในร้านอาหารที่ได้ชื่อว่าแพงที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมื้อดังกล่าว เธอยอมทุ่มเงินเก็บที่ได้จากการทำงานกว่า 600 เหรียญ หรือประมาณ 19,600 บาท เพื่อจะได้รู้ว่า…มื้อเย็นสำหรับ 1 ที่ ของร้านอาหารสุดหรูนี้ จะเสิร์ฟอะไรให้เธอบ้าง มาเริ่มกันที่ชา ซึ่งการจิบแต่ละครั้ง คุณจะได้ช่อสมุนไพรเล็กๆ ที่ประกอบด้วยใบจากต้ Douglas fir ดอกคาโมไมล์ ดอกยาร์โรว เลมอนบาล์ม โป๊ยกั๊ก และดอกไฮพริออส โดยทั้งหมดจะแช่มาในน้ำเลมอนอุ่นๆ และเพิ่มกลิ่นกับรสชาติให้ชาแก้วนั้น จนเธอการันตีว่า นี่เป็นชาที่อร่อยที่สุดเท่าที่เธอเคยดื่มมา ต่อด้วยจานผัก เธอบอกว่ามันเป็นใบผักขมอ่อนกับสาหร่ายเคลป์ ที่ย่างกับเนย และแต่งหน้าด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์ จานปลาที่นำมาเสิร์ฟก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้เธออย่างมาก เพราะมันประกอบด้วยซาชิมิปลา Turbot (ปลาฉีกเดียว) 2 ชิ้น ที่มีรสชาติอร่อยมาก และมีอีกชิ้นนำมาย่างกับซอสถั่วเหลือง ทั้งยังมีเครื่องเคียงเป็นมะเขือเทศจิ๋วกับดอกไม้ทอดด้วย สำหรับที่สงสัยว่าหอยกูอี้ดั๊ก (Geoduck) นั้นอร่อยขนาดไหน […]

หมูปิ้งครองเมือง!! สตรีทฟู้ดแบบง่ายๆ กินมื้อไหนก็ได้ แต่ได้ใจคนทุกชนชั้น

แม้เทรนด์สตรีทฟู้ดจะเพิ่งเป็นที่นิยมในประเทศไทยได้ไม่กี่ปี แต่ถ้าถามถึงอาหารแบบสตรีทฟู้ดในประเทศนี้แล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่ามีมากมายมหาศาล แถมยังมีมานานกว่าที่หลายๆ คนคิดอีกด้วย และถ้าพูดถึงอาหารแนวนี้แล้วล่ะก็ คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยกิน “ข้าวเหนียวหมูปิ้ง” ที่วางขายกันทั่วทุกหัวระแหงแน่ แม้จะบอกไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของหมูปิ้งนั้นเริ่มจากที่ไหน แต่ภาพของคนขายทั้งชายหญิงยืนปิ้งหมูเสียบไม้บนตะแกรงนั้น คงจะเป็นอีกหนึ่งภาพชินตาสำหรับคนไทยอย่างมาก และจากหมูปิ้งธรรมดาๆ ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกันไปหมด คนขายส่วนใหญ่ก็พยายามเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของตนเองด้วยการคิดสูตรหมูปิ้งแบบต่างๆ ขึ้นมา ทั้งแบบที่เป็นเนื้อหมูล้วนๆ แล่แผ่ออกเป็นชิ้นบางๆ ทั้งแบบเอาหมูชนิดติดมันสักหน่อยเพื่อความนุ่มเหงือกของคนกิน และบ้างก็มาในแบบของเนื้อบดหยาบๆ มีทั้งเนื้อและมันในปริมาณเกือบจะเท่ากัน แต่ไม่ว่าจะใส่เดียเข้าไปมากมายแค่ไหน ราคากลางๆ ของหมูปิ้งขนาดมาตรฐานก็หนีไม่พ้นราคาไม้ละ 10 บาท หรือหากเป็นหมูชิ้นเล็กๆ แบบหนึ่งไม้หนึ่งคำ ก็อาจจะลดลงมาเหลือไม้ละ 4 – 5 บาท ขายคู่กับข้าวเหนียวอีกถุงละ 5 บาท เรียกว่าจ่ายธนบัตรใบเขียวๆ ไปก็ได้เมนูอิ่มท้องพอประทังชีวิตไปอีกมื้อแล้ว แม้จะไม่หรูหราสวยงามงานเหมือนกับบาร์บีคิวที่ขายกันตามโรงแรม แต่เชื่อเถอะว่านี่คืออาหารที่ครองเมือง และเข้าถึงผู้คนได้ทุกระดับชั้นแบบหมูปิ้งนั้น ย่อมเป็นที่ครองใจคนไทยอย่างปฎิเสธไม่ได้แน่ๆ

เปิดเมนู “แมงมัน” สุดยอดอาหารเปิบพิสดาร กก. ละ 2 พัน และหากินได้แค่ปีละครั้ง

เข้าช่วงฤดูฝนแบบนี้ อีกหนึ่งเมนูพื้นบ้านแบบไทยๆ ที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน คงต้องยกให้กับเจ้า แมงมัน เมนูแนวเปิบพิสดารจานเด็ด ที่จะหารับประทานได้เพียงปีละครั้ง และมีเวลาให้หาซื้อได้เพียงช่วงสั้นๆ ในต้นฤดูฝน แถมยังมีราคาซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 2,000 บาทเลยทีเดียว มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายต่อหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า “แมงมัน” ที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้มันหน้าตาเป็นอย่างไร และทำไมถึงมีราคาแสนแพง แถมยังมีให้แซ่บได้เพียงปีละครั้งเท่านั้น เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับเมนูพื้นบ้านชนิดนี้กันสักนิดดีกว่า แมงมัน (Subterranean ants) เป็นมดชนิดหนึ่งทำรังอยู่ใต้ดินที่เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ชอบดินแข็งและชอบอยู่ใกล้รากไม้ใหญ่ๆ คล้ายปลวก แต่ไม่ก่อดิน หรือพูนดินขึ้นเป็นจอมปลวก ในรอบหนึ่งปีแมงมันจะออกจากรูเฉพาะเดือนพฤษภาคม คือฤดูฝน เพราะน้ำฝนที่ซึมลงดินทำให้ แมงมันอยู่ไม่ได้จะออกจากรูขึ้นมาอยู่บนผิวดิน โดยปกติแมงมันจะไม่ย้ายรังถ้าไม่ถูกรบกวนจากคน แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มเข้าฤดูฝน แมงมันก็จะออกจากรังในช่วงที่มีฝนตกใหม่ๆ เพื่อมาผสมพันธุ์ ซึ่งในปีหนึ่งจะมีโอกาสแบบนี้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ที่ผู้คนจะสามารถจับมันมาทำอาหารได้ จึงทำให้แมงมันมีราคาแพงมาก โดยชาวบ้านจะไปซุ่มรอแมงมันออกมาจากรู บางรายก็จะใช้มือจับใส่ขวด บางรายก็จะใช้ไซครอบรูแมงมันเอาไว้ พร้อมนำหลอดไฟฟ้า หรือเทียนไขส่องสว่าง เพื่อล่อและเก็บรวบรวมแมงมันมาปรุงเป็นอาหารเมนูต่างๆ เช่น นำไปทอด คั่วกับเกลือ หรือตำน้ำพริก สำหรับแมงมันที่พบนั้นสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น แมงมันตัวเมีย มีสีแดงคล้ำ ตัวใหญ่ มีรสมันนิยมนำมาบริโภคเป็นอาหาร […]

สุดยอดหม้อไก่ผัดจากฮ่องกง ‘อา นัม (AH NAM)’ ฮอทพอทแนวใหม่ อร่อยถึงเครื่อง

ฮอทพอต ถือเป็นเมนูยอดฮิตอีกอย่างนึงของยุคนี้เลยทีเดียว ซึ่งคราวนี้ อมรินทร์ทีวี เลยจะพาไปชิม ฮอทพอทแบบใหม่ ที่ไม่ซ้ำในใครในเมืองไทยแน่นอน ที่  อา นัม (AH NAM) ร้านฮอทพอทสไตล์ฮ่องกง ซึ่งมีความพิเศษอยู่ที่รสชาติอร่อยจัดจ้าน กับวิธีการกินแบบพิเศษสุด ๆ  ด้วยการ ‘ผัดก่อนต้ม’ และสามารถทานได้ถึง 3 ขั้นตอน ตั้งแต่เมนูผัด ฮอทพอท ไปจนถึงข้าวต้มเลยทีเดียว จะเป็นยังไงตามมาชิมกันเลย เมื่อเดินทางมาถึง อา นัม (AH NAM) ร้านต้อนรับเราด้วยบรรยากาศคลาสสิกสไตล์ฮ่องกงแท้ ๆ ด้วยการตกแต่งโทนสีดำ-แดง แพร-แพรพรรณ ธรรมวัฒนะ ผู้บริหารฝ่ายการตลาดฟู้ด โปรเจ็กต์ (ประเทศไทย) เจ้าของร้าน บอกกับอมรินร์ทีวี ถึงที่มาของร้าน ว่าเกิดจากการที่ได้ไปพบร้าน อา นัม ที่ฮ่องกง และติดใจในรสชาติจนทำให้ต้องกลับไปทานเป็นประจำอยู่นานหลายปี  ก่อนที่จะตัดสินใจนำมาเปิดสาขาที่เมืองไทย โดยมีการปรับเมนูเพื่อให้เข้าปากคนไทยมากที่สุด เมนูเด็ดซึ่งถือเป็น ซิกเนเจอร์ของร้านนั่นก็คือ “อานัม ชิกเก้น พอท” (AH NAM Chicken Pot) เมนูหม้อไก่ผัดซอสเสฉวนสูตรต้นตำรับซึ่งรวมเครื่องเทศหลากชนิด […]

เปิดสถิติตลอด 27 ปี ว่า “พระโค” เลือกกินอะไรในวันพืชมงคลมากที่สุด

ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีการเสี่ยงทายของกิน 7 ชนิดตั้งเลี้ยงพระโค ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา หญ้า น้ำ และเหล้า เมื่อพระโคกินของสิ่งใด โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ออกมา โดยของกินแต่ละอย่างจะมีความหมายในการทำนายแตกต่างกันไป หากพระโคเลือกกิน “ข้าวเปลือก” หรือ “ข้าวโพด” พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี หากพระโคเลือกกิน “ถั่ว” หรือ “งา” พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หากพระโคเลือกกิน “เหล้า” พยากรณ์ว่า การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศจะดีขึ้น เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง หากพระโคเลือกกิน “น้ำ” หรือ “หญ้า” พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี แม้จะไม่มีการเก็บข้อมูลว่าคำทำนายจากอาหารที่พระโคกินเข้าไปนั้นจริงตามคำพยากรณ์หรือไม่ แต่จากการรวบรวมข้อมูลการเลือกกินอาหาร 7 อย่างของพระโคตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน […]

เปิบเมนู ‘ไข่เจียวจระเข้’ ทานได้แค่ปีละครั้ง ขาย 3 ฟองร้อยเดียว (คลิป)

พาไปดูเมนูอาหารสุดแปลกที่ ทวีชัยฟาร์ม ฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ ต.หนองกระทุ่ม อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี กับเมนูพิเศษ ไข่เจียวจระเข้ ทำแสนง่าย แต่จะทานได้ปีละครั้งเท่านั้น น.ส.มินตรา เพ็ญชาติ เจ้าของร้านอาหารทวีชัยฟาร์ม กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาวของทุกปี จะเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของจระเข้ และตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม – ปลายเดือนพฤษภาคม จระเข้ก็จะวางไข่ ซึ่งจะมีไข่บางส่วนไม่ได้รับการปฏิสนธิ ไม่มีตัวลูกจระเข้ เมื่อตอกดูลักษณะไข่แดงจะออกสีเหลืองอ่อน ไข่ขาวจะจับตัวกันเป็นก้อนวุ้นเหนียว ซึ่งจากเดิมจะนำมาแปรรูปรับประทานเองในครัวเรือน รวมไปถึงแจกให้กับญาติและคนรู้จัก แต่ปัจจุบันทางฟาร์มได้เปิดเป็นร้านอาหาร จึงได้นำเมนูของครอบครัวมาให้ลูกค้าได้รับประทาน นั่นคือ เมนูไข่เจียวจระเข้ และ ไข่ตุ๋นจระเข้ มาขายให้กับลูกค้าได้ลิ้มลอง หรือจะซื้อเป็นไข่สด นำไปประกอบอาหารเองที่บ้านก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้นำไปทำเป็นไข่ต้ม เนื่องจากส่วนของไข่ขาวจะไม่สุก ส่วนขั้นตอนการทำไข่เจียว เริ่มจากนำไข่จระเข้ จำนวน 3 ฟอง มาตอกใส่ภาชนะ ใส่เครื่องปรุงรส น้ำปลา ซีอิ๊ว ตีเนื้อไข่ให้เข้ากัน แล้วลงทอดในกระทะ ที่น้ำมันร้อนๆ จนเหลืองฟู สุกทั่วถึงก็สามารถนำเสิร์ฟได้ ส่วนเมนู ไข่ตุ๋น ก็จะนำไข่จระเข้ มาผสมกับนมสด […]

“อภัยภูเบศร” เผยภูมิปัญญาชาวบ้านใช้กัญชาปรุงอาหารไทย ย้ำอย่าใส่มากเดี๋ยว “เมา”

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Supaporn Pitiporn ในหัวข้อเรื่อง “กัญชา…ก่อนภูมิปัญญาจะหายไป” โดยมีเนื้อหาดังนี้… จากการลงพื้นที่สำรวจความรู้ของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในพื้นภาคใต้พบว่า ชาวบ้านมีการใช้กัญชาปรุงอาหาร ใบอ่อนนามาใช้เป็นอาหาร โดยเอามาใส่แกงส้ม แกงกะทิ แกงมัสมั่นเมนูผัดหรือรับประทานสด เป็นผักจิ้มน้ำพริก น้ำบูดู แต่จะใช้ปริมาณน้อย 1-2 ใบ (ใช้มากจะทำให้เมาได้) ว่ากันว่ากัญชาเพิ่มรสชาติอาหาร ทำให้กินข้าวได้มาก นอนหลับสบาย ในส่วนของการใช้ประโยชน์ทางยา หมอยาพื้นบ้านภาคใต้ใช้ใบกัญชาแก้ปวดฟันโดยนำใบมาขยี้พอแหลก นำไปพอกหรืออุดบริเวณที่มีอาการ หรือนำใบไปต้มจนเดือด ดื่มอุ่นๆ ช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย เป็นยาแก้กษัยเส้นและให้ผ่อนคลาย คลายเครียด หรืออีกตำรับหนึ่ง ท่านก็ว่านำใบตำละเอียดผสมน้ำต้มสุกนำมาพอกหนังศีรษะประมาณครึ่งชั่วโมง แก้อาการผมร่วง คันหนังศีรษะได้ นอกจากภาคใต้แล้วหมอยาพื้นบ้านในภาคอื่นใช้ดอกกัญชาปิ้งไฟให้เหลือง กรอบ ตำผสมพริกแกงเผ็ดปรุงให้คนไข้เบื่ออาหารรับประทาน ทำให้คนไข้กินข้าวได้มากโดยไม่รู้ตัว หมอยาบางท่านใช้น้ำจากบ้องกัญชากรอกให้คนไข้อหิวาต์กิน ตื่นมาอาการทุเลาลง ในใบกัญชามีสารเมาน้อย สารเมาละลายน้ำได้น้อย การเอามาใส่แกง ในปริมาณจำกัด เช่น 1-2 ใบสารเมาจึงจะน้อยมากๆ สารเมาในกัญชา ละลายในน้ำมันได้ดี […]

“อึ่งเพ้า” อาหารอีสานราคาหรู แต่เสี่ยงพยาธิ…หากไม่ปรุงให้สุก

การเกิดฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานนั้น นับเป็นสัญญาณที่ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้ดีว่า จะมีสัตว์ที่จำศีลออกมาผสมพันธุ์ในช่วงดังกล่าวแน่ๆ โดยเฉพาะ อึ่งเพ้า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำราคาแพงที่สามารถขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละหลายร้อยบาท แถมชาวบ้านส่วนใหญ่ยังสามารถออกไปจับได้ครั้งละมากกว่า 5 กิโลกรัมต่อคนอีกด้วย อึ่งปากขวด หรือ อึ่งเพ้า (Glyphoglossus molossus) เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชนิดหนึ่ง จำพวกอึ่งอ่าง จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Glyphoglossus มีความยาวจากหัวจรดถึงก้นประมาณ 73 มิลลิเมตร ลำตัวอ้วนป้อม มีลักษณะเด่นคือ หน้าสั้นมาก ปากแคบและทู่ ไม่มีฟัน ไม่เหมือนกับกบหรืออึ่งอ่างชนิดอื่นๆ ตาเล็ก ขาสั้น แผ่นเยื่อแก้วหูเห็นไม่ชัด ลำตัวสีน้ำตาลดำหรือสีเทาดำ ใต้ท้องสีขาว บางตัวอาจมีจุดกระสีเหลืองกระจายอยู่ทั่ว เท้าทั้ง 4 ข้างมีพังผืดเกาะติดอยู่ใช้สำหรับว่ายน้ำ และมีสันใต้ฝ่าเท้าหลังใช้สำหรับขุดดิน อึ่งปากขวดพบในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยจะพบเฉพาะพื้นที่ที่อยู่เหนือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้นไป มีพฤติกรรมอาศัยโดยขุดโพรงดินที่เป็นดินปนทรายและอาศัยอยู่ภายใน ในป่าที่มีความชุ่มชื้นใกล้กับพื้นที่ชุ่มน้ำ ในฤดูร้อนจะซ่อนตัวในโพรงแทบตลอด เมื่อฝนตกจะออกมาหากิน โดยหากินในเวลากลางคืน ผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงต้นฤดูฝน และจะผสมพันธุ์วางไข่เร็วกว่าอึ่งอ่างหรือกบชนิดอื่น ลูกอ๊อดมีลำตัวป้อมและโปร่งแสง ลำตัวเป็นสีเหลือง มีส่วนบนและส่วนล่างเป็นสีดำ หากินอยู่ในระดับกลางน้ำ โดยจะว่ายทำมุมประมาณ 45 องศา อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ไปไหนมาไหนพร้อมกันเป็นฝูง จากข้อมูลของ […]

ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า!! เมื่อช้างล้มกลางป่า ก็กลายเป็นอาหารของชาวพื้นเมือง

ถึงช้างจะเป็นสัตว์ที่ได้รับการเคารพและเป็นตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งกลุ่มประเทศในแถบแอฟริกาเองก็ให้ความยำเกรงต่อยักษ์ใหญ่ตัวนี้อย่างมาก แต่นั่นก็แค่ในตอนที่พวกมันยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะเมื่อไหร่ที่มันล้มลง พวกเขาก็พร้อมจะเปลี่ยนมันเป็นอาหารมื้อต่อไปทันที แต่ถ้าใครยังนึกภาพไม่ออกว่าในโลกนี้มีคนกินช้างจริงๆ หรือเปล่า งั้นลองมาดูตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นนอกเขตอุทยานในซิมบับเว เมื่อช้างแอฟริกันตัวหนึ่งตายลงเนื่องจากความชรา และกลายมาเป็นอาหารจานโตของชาวพื้นเมืองนับร้อยที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง

เปิดเบื้องหลังเมนูอาหารทะเลจานด่วน “หอยเผาเบนซิน” ของชาวประมงเกาหลีเหนือ

ถึงน้ำมันจะถูกใช้ในการปรุงอาหารมาหลายพันปีแล้วก็ตาม แต่สำหรับเมนูที่ถูกถ่ายภาพโดยนักเขียนชาวญี่ปุ่น Kuzo ที่ได้เดินทางไปเกาหลีเหนือและแวะไปร่วมวงกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำเมนูท้องถิ่นของที่นี่ นั่นคือ “หอยเผา” ที่ใช้วิธีวางเพลิงด้วยน้ำมันเบนซิน (Gasoline) Kuzo บอกว่าภาพนี้เป็นสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่ไม่อยากเปิดเผยกับคนภาพนอก แต่เนื่องจากเหล้าโซจูที่เขาดื่มด้วยกันไปหลายแก้ว ทำให้มีโอกาสได้ไปดูเบื้องหลังการประกอบอาหารท้องถิ่นประจำฤดูร้อนจานนี้ และถ่ายภาพเก็บมาด้วย แต่ถึงจะถูกราดด้วยน้ำมันเบนซินถึง 2 ขวดและเผาด้วยไฟโดยตรงถึง 5 นาที แต่ Kuzo ก็ยอมรับว่าหอยที่ปรุงด้วยวิธีนี้มีรสอร่อยมาก โดยเฉพาะตอนกินพร้อมกับเหล้าโซจู แถมยังมีบางคนเชื่อด้วยว่าถ้าเจอปูตัวเล็กๆ ในหอยตัวใหญ่ จะถือเป็นเรื่องโชคดีด้วย

เปลี่ยน “น้ำบะหมี่ก้นถ้วย” ให้กลายเป็นอาหารสักมื้อตอนสิ้นเดือน

ใกล้วันสิ้นเดือนแบบนี้ เชื่อว่าหลายคนคงพยายามใช้เงินในกระเป๋าให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอีกหนึ่งในตัวเลือกชั้นดีที่ทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาสิ้นเดือนนี้ไปได้โดยท้องไม่หิว ก็ต้องยกให้บรรดาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหลายนี่แหละ เพราะแค่เติมน้ำร้อนก็พองได้เต็มถ้วย เพียงพอต่อการยาไส้ไม่ให้พยาธิประท้วงได้ดีนักแล…แม้สารอาหารจะไม่ค่อยมีก็ตาม แต่ถ้าแค่นั้นยังประหยัดไม่พอล่ะก็ ลองมาดูวิธีเอาตัวรอดช่วงสิ้นเดือนด้วยบะหมี่ถ้วยที่แอ๊ดวานซ์ไปอีกขั้น และไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดสารอาหารด้วย ส่วนจะทำอย่างไรนั้น เราไปชมพร้อมๆ กันเลย หรือก็ไม่แน่ว่า…อาจจะมีคนกำลังใช้วิธีนี้อยู่แล้วก็ได้ 1. เลือกรสชาติที่ชอบ 2.ต้มบะหมี่ถ้วยเตรียมซด 3.เหลือน้ำกับเครื่องไว้นิดหน่อย 4. เทของเหลือลงไปผสมกับไข่ 5. จากนั้นตีให้เข้ากัน 6. นำเอาอุ่นไมโครเวฟ ก็จะได้เป็นไข่ตุ๋นทรงเครื่อง 7. ทีนี้จะกินเปล่าๆ หรือเก็บไว้กินกับข้าวมื้อต่อไป ก็ตามสะดวกเลย

เปิดเมนูประจำฤดูกาล “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” ของชาวแอฟริกัน

แน่นอนว่าวัฒนธรรมการกินแมลงไม่ได้จำกัดแค่ในบ้านเรา และมีหลายต่อหลายประเทศที่คิดค้นเมนูแมลงขึ้นมาจนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อย่างเช่นอาหารประจำฤดูกาลของชาวแอฟริกัน ที่นำตัวริ้น (midges) แมลงที่มีรูปร่างคล้ายยุงซึ่งจะลอกคราบเข้าสู่ตัวเต็มวัยในช่วงหน้าฝน และยังโผล่ขึ้นมาจากน้ำเป็นจำนวนมหาศาล จนสัตว์อื่นๆ ไม่สามารถกินพวกมันได้หมด กลายเป็นที่มาของเมนูสุดแปลกเรียกกันว่า “เบอร์เกอร์ตัวริ้น” อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าตัวริ้นนั้นจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นชาวแอฟริกันจึงสามารถรวบรวมพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็น ก่อนจะปั้นให้เป็นก้อนคล้ายการทำเนื้อสำหรับเบอร์เกอร์ แล้วนำไปทอดบนกระทะจนสุก นำมารับประทาน ซึ่งแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะดูไม่น่ากินนัก แต่เบอร์เกอร์ที่ทำจากตัวริ้นนั้นมีคุณท่าทางอาหารสูงไม่แพ้เนื้อสัตว์ ที่สำคัญ…เมนูแบบนี้ยังหากินได้เพียงช่วงสั้นๆ ในแต่ละปีเท่านั้น

หาก “ปูสีฟ้า” ระบาดมาถึงไทย มันจะกลายเป็นเมนูอะไรได้บ้าง!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์จาก University of Alicante Marine Research Centre (CIMAR) ในประเทศสเปน ได้พบการระบาดของ ปูสีฟ้า (Blue Crab) ที่ถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่กลับมาแพร่พันธุ์ใน Ebro Delta ทางเหนือของสเปนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปูตัวหนึ่งวางไข่ได้ถึง 8,000,000 ฟอง ภายใน 2 ปี โดยมีระยะเวลาตั้งท้อง 30-50 วัน ส่งผลให้จำนวนปูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกมันตะกละเป็นอย่างมาก สามารถกินได้ตั้งแต่ปูท้องถิ่นหรือแม้กระทั่งพวกเดียวกันเอง ด้วยเหตุนี้เองทำให้ปูสีฟ้าเริ่มส่งผลกระทบต่อการประมงในประเทศ เพราะพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมดูเหมือนจะเป็นการหาวิธีจับพวกมันให้ได้เยอะที่สุด โดยการออกใบอนุญาตให้ชาวประมงสามารถใช้ตะกร้าหรือกรงที่เอาไว้จับปูโดยเฉพาะได้มากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่าในหนึ่งสัปดาห์จำนวนปูสีฟ้าที่จับได้ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 12 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปูที่จับได้ตลอดทั้งปี 2017 ฟังมาถึงตรงนี้ คงเป็นที่แน่นอนแล้วว่าวิธีปรายสายพันธุ์ต่างถิ่นทั้งหลายคงหนึ่งไม่พ้นการนำมันมาทำอาหารแน่ และพี่น้องชาวไทยทั้งหลายคงแอบหวังให้เจ้าปูสีฟ้ารีบๆ ระบาดมาไทยสักที เพื่อจะได้มอบชะตากรรมแบบเดียวกับตั๊กแตนปาทังก้า หอยเชอรี่ และปลาซัคเกอร์ ให้กับมัน แถมดูเหมือนเราจะมีเมนูเอาไว้ต้อนรับพวกมันเอาไว้เยอะเลยทีเดียว เอามาต้มเป็นแกงน้ำข้นแบบนี้ดีมั้ย   หรือจะเอามาผัดพริกไทยดำดี   ผัดผงกะหรี่ก็เข้าท่านะ   […]

6 อาหารจานเสี่ยงที่ควรระวังช่วงหน้าร้อน…ถ้าไม่อยากท้องเสีย

เข้าสู่หน้าร้อนแบบนี้ นอกจากอากาศป่วยที่อาจมาจากสภาพอากาศแล้ว เรื่องอาหารการกินที่จะหยิบนำใส่ปากนั้นก็ต้องใส่ใจเป็นพิเศษเช่นกัน เพราะเผลอวางทิ้งไว้แปปเดียวก็จะเสียของเอาง่ายๆ หรือบางครั้งก็อาจจะมีปัญหาตั้งแต่เราซื้อกลับมาบ้านแล้วก็ได้ ฉะนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าในหน้าร้อนนี้จะไม่ป่วยเป็นโรคท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ เรามาดูกันสักนิดดีกว่าว่ามีเมนูไหนที่ห้ามตามใจปาก จะได้ไม่ลำบากตอนถ่ายกันบ้าง ส้มตำและยำต่างๆ เรียกว่าเป็นเมนูจานเด็ดของใครหลายคนเลยทีเดียว ซึ่งปกติแค่ระวังเรื่องความสะอาดก็ยากจะแย่แล้ว ยิ่งมาเจออากาศอบอ้าวแบบนี้ ถ้าวัตถุดิบไม่สะอาดรับรองว่าโรคอุจจาระร่วง หรืออาหารเป็นพิษถามหากันง่ายๆ อาหารทะเล ฟังดูไม่น่าอันตราย แถมยังเป็นอาหารประจำฤดูร้อนซะด้วยซ้ำ แต่เพื่อความปลอดภัยในชิวิตและปากท้อง แนะนำว่าควรทานอาหารทะเลที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น และหากจะไปรับประทานตามชายทะเลก็ควรเลือกให้ดีว่าสด สะอาดหรือไม่ หากสงสัยก็ไม่ควรเสี่ยง โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยที่มักปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ซึ่งอาจแฝงเชื้อโรคมาด้วย อาหารหมักดอง ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาดอาจมีเชื้อโรคแฝงมาได้ หากไม่ผ่านกระบวนการผลิตที่ดีพอ เพราะอากาศที่ร้อนส่งผลให้เชื้อโรคเติบโตเร็วเป็นพิเศษ และอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้ง่ายๆ แถมยังเสี่ยงต่อสารเคมีที่ถูกใส่ลงไปทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจอีกด้วย ข้าวราดแกง ถ้าเป็นของที่ทำมาใหม่ทุกวันก็สบายใจได้ ไม่มีอะไรต้องห่วง แต่ถ้าเป็นของที่มีการนำมาอุ่นซ้ำ เมื่อบวกกับอากาศร้อนแถมมีแมลงวันตอม อาจทำให้อาหารเน่าบูดหรือเสียได้ง่ายๆ นอกจากนี้ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าที่ขายอาหารไม่หมดมีการนำอาหารถุงมาวางขายในช่วงเย็นๆ ดังนั้นอย่าเห็นแก่ราคาที่ถูกลงเพราะมีการลดราคา แต่ต้องแลกกับอาหารอาการเป็นพิษเด็ดขาด ซูชิ สำหรับซูชินี่ ไม่ได้หมายถึงแค่ข้าวปั้นหน้าปลาดิบอย่างเดียวนะครับ แต่รวมถึงซูชิทุกอย่างเลย ยิ่งถ้ามาจากร้ายที่ขายตามตลาดนัดด้วยแล้ว ยิ่งควรพิจารณาให้ดี เพราะนอกจากฝุ่นละอองและอากาศร้อนๆ ที่ปลิวมาติดบนหน้าซูชิแล้ว วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ทำซูชิตลาดนัด บางครั้งก็ไม่สะอาดอีกด้วย สลัด ผักส่วนใหญ่นั้นดีต่อสุขภาพ และด้วยเติมเกลือแร่ให้กับร่างกายในช่วงหน้าร้อนได้ดี แต่การเลือกซื้อผักบางชนิดอย่าง […]

25 อาหารที่คุณอาจคิดว่าไม่น่าให้พลังงานถึง 200 แคลอรี่

มีคำพูดเล่นๆ ของคนกลัวน้ำหนักขึ้นบางคนที่มักบอกว่า “กินแค่นี้อ้วนแล้ว” ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของความกังวลในเรื่องปริมาณแคลอรี่ ยิ่งกับคนที่กำลังลดน้ำหนักก็คงจะกังวลมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่คำนวณแคลอรี่จากวัตถุดิบแบบชิ้นต่อชิ้นกันเลยทีเดียว และหากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังคิดจะคำนวณแคลอรี่ในอาหารแบบนี้ แถมยังคิดว่าการกินอาหารบางอย่างเพียงนิดๆ หน่อยๆ ก็คงไม่ได้มีแคลอรี่มากมายละก็ เตรียมสะดุ้งกันได้เลย เพราะอาหารบางหลายก็ให้พลังงานมากกว่าที่คุณคิด แม้จะกินเข้าไปเพียงนิดเดียวก็ตาม Celery 1,425 grams = 200 Calories Broccoli 588 grams = 200 Calories Baby Carrots 570 grams 200 Calories Coca Cola 496 ml = 200 Calories Apples 385 grams = 200 Calories Canned Green Peas 357 grams = 200 Calories Grapes 290 grams […]

keyboard_arrow_up