เดนมาร์กจ่อย้ายนักโทษต่างชาติไว้บนเกาะ หลังชาวเมืองกังวลเรื่องความปลอดภัย

รัฐสภา เดนมาร์ก เตรียมลงมติโหวตรับรองกฎหมายฉบับใหม่ที่สนับสนุนให้มีการใช้เกาะ “ลินด์โฮล์ม” เป็นสถานที่แห่งใหม่สำหรับควบคุมตัวอาชญากรชาวต่างชาติที่ทางการเดนมาร์กไม่สามารถส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังประเทศบ้านเกิดได้  โดยเกาะดังกล่าว มีขนาดเล็ก มีประชากรอาศันอยู่เพียง 632 คน อยู่ห่างจากกรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์กไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ปัจจุบัน มีอาชญากรชาวต่างชาติจำนวนกว่า 100 คนที่ทางการเดนมาร์กไม่สามารถส่งกลับประเทศได้ เนื่องจากมีความกังวลว่า อาชญากรเหล่านี้อาจถูกประหารชีวิตหรือถูกจับทรมาน จากรัฐบาลของประเทศบ้านเกิดของพวกเขา เป็นเหตุให้ทางการเดนมาร์กต้องควบคุมตัวอาชญากรต่างชาติเหล่านี้เอาไว้ในเขตจัตแลนด์ แต่ก็ถูกต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งกังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของชุมชน นำมาซึ่งข้อเสนอล่าสุดในการย้ายที่คุมขังอาชญากรต่างชาติกลุ่มนี้ไปยังเกาะลินด์โฮล์มดังกล่าวภายในปี ค.ศ.2021 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนการดังกล่าว เหล่าอาชญากรต่างชาติ ที่มีประวัติอาชญากรรมในต่างแดน แต่ยังไม่เคยกระทำผิดกฎหมายในระหว่างอยู่ในเดนมาร์ก จะได้รับอนุญาตให้สามารถเดินทางออกจากสถานที่ควบคุมตัวแห่งใหม่บนเกาะลินด์โฮล์มได้ อย่างอิสระในตอนกลางวัน แต่จะต้องกลับเข้ามารายงานตัวบนเกาะแห่งนี้ในตอนค่ำ หรือ “เป็นนักโทษแบบเช้าไป-เย็นกลับ” ปัจจุบันพื้นที่เกาะลินด์โฮล์มของเดนมาร์ก ถูกนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นสถานที่ทดลองและค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อโรคหลายชนิด ซึ่งรวมถึง เชื้อไวรัสไข้หวัดหมู และเชื้อพิษสุนัขบ้า ทั้งนี้ คาดว่า ทางการเดนมาร์กต้องใช้งบประมาณมากกว่า 759 ล้านโครน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 3,800 ล้านบาท ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง […]

ทนายเกิดผล แนะโซเชียลหยุดจับผิด ‘ทีมหมูป่า’ ชี้ไม่ได้เป็นอาชญากรที่ต้องถูกประณาม

ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีการช่วยเหลือทีมนักฟุตบอลเยาวชนจำนวน 13 ชีวิตที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมช่วยเหลือได้เจอตัวผู้ประสบภัยทั้งหมดแล้ว และอยู่ระหว่างการฟื้นฟูสภาพร่างกายจิตใจก่อนจะนำตัวออกมาจากถ้ำ แต่ขณะเดียวกันก็มีกระแสโจมตีทีมนักฟุตบอลกลุ่มนี้ที่เข้าไปติดอยู่ในสถานที่อันตราย จนทำให้คนจำนวนมากต้องลงมาให้ความช่วยเหลืออย่างหนัก ทั้งยังมีการนำป้ายเตือนห้ามเข้าถ้ำดังกล่าวมาร่วมแสดงความเห็นถึงความไม่เหมาะสมของเด็กๆ กลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ทนายความชื่อดัง เกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าว โดยเปิดเผยว่า อย่าไปค้นหาความผิดของเด็กๆ มากนัก เพราะแค่นี้ก็เป็นบทเรียนได้ทั้งชีวิตแล้ว พร้อมแนะผู้ใหญ่ที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ดังกล่าวว่า อย่าตำหนิกันเกินพอดี เพราะแม้เหตุการณ์ครั้งนี้ เด็กๆ จะใช่ฮีโร่ แต่ก็ไม่ได้เป็นอาชญากร ที่จะต้องถูกประณาม แต่ก็สมควรถูกตำหนิ และดีดหูบ้าง นอจกจากนี้ ทานายเกิดผลยังกล่าวถึงกรณีที่มีคนนำป้ายเตือนบริเวณหน้าถ้ำหลวงมาโจมตีเด็กๆ ว่า…ป้ายเตือนว่า เดือน กรกฎาคม -พฤศจิกายน ห้ามเข้า ลืมไปหรือเปล่าครับ ว่า เด็กๆเข้าไป เดือนมิถุนายน

ทนายเกิดผล ชี้ ‘โทษประหารชีวิต’ ไม่ลดอาชญากรรม แต่ทำให้อาชญากรลดลง

สืบเนื่องจากกรณีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ฉบับหนึ่งของกรมราชทัณฑ์ โดยมีเนื้อหาระบุถึงการลงโทษ ‘ประหารชีวิต’ นักโทษในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 เหตุเกิดที่จังหวัดตรัง โดยได้มีการทำร้ายและบังคับให้เอาทรัพย์สิน รวมทั้งใช้มีดแทงผู้ตาย รวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ซึ่งได้ดำเนินการเมื่อเวลา 15.00–18.00 น. โดยกรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล (อ่านเพิ่มเติมที่ : ราชทัณฑ์ประหารนักโทษคนแรกในรอบ 9 ปี – เกิดผลชี้ ‘ปฎิญญาสากล’ ถูกยกเลิกอัตโนมัติ!!) ล่าสุด ทนายความเกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการประหารชีวิตนักโทษ โดยระบุว่า ‘การประหารชีวิต ไม่ทำให้อาชญากรรมลดได้ แต่ทำให้อาชญากรลดได้’ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้คนในโลกออนไลน์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ออกแถลงการผ่านทางเว็บไซต์ amnesty.or.th และเพจเฟซบุ๊ก Amnesty International Thailand เพื่อขอคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ (อ่านเพิ่มเติม : […]

เอาจริง! ‘บิ๊กป้อม’ ยันเดินหน้ากวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพล กำชับข้าราชการอย่ามีเอี่ยว

รัฐบาลเดินหน้าเปิดพื้นที่ปลอดภัย สร้างความเท่าเทียมให้ประชาชน พร้อมยืนยันปี 61 คงเข้มปราบอิทธิพลทั่วไทย เล็งจับตากลุ่มต่างชาติ เคลื่อนไหวกระทบความมั่นคง วอนประชาชนร่วมให้ข้อมูล วันที่ 22 ม.ค.61 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวขอบคุณ ทุกหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ที่ร่วมกันทำหน้าที่เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้สังคม ตามนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทุกพื้นที่ทั่วประเทศที่ผ่านมา โดยปี 60 มีผลการจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่และยึดของกลางได้จำนวนมาก พล.อ.ประวิตร ได้ย้ำเป็นนโยบายในปี 61 ให้ทุกหน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานร่วมกันใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในระดับพื้นที่ภาคและจังหวัด โดยให้ขยายฐานงานข่าวร่วมกับภาคประชาชน พร้อมทั้งพิสูจน์ทราบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่เลือกปฏิบัติ เน้นความเชื่อมโยงเครือข่ายให้ถึงผู้ที่มีอิทธิพลรายใหญ่ในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาวุธสงคราม การค้ามนุษย์ การบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ ให้เพิ่มการจับตาใกล้ชิดกับกลุ่มอิทธิพลที่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคง โดยต้องติดตามบังคับใช้กฎหมายเข้มกับชาวต่างชาติที่ยังคงค้างอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ( Overstay ) กว่า 40,000 คน เพื่อดำรงสถานภาพความปลอดภัยของสังคมในภาพรวม และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกันตามกฎหมายในการประกอบสัมมาชีพได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า ทุกส่วนราชการต้องดูแลไม่ให้มีข้าราชการทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลหรือเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม […]

หนุ่มพ่อลูกอ่อน วอนจบดราม่าคลิปจับลูกขับรถ ขอสังคมหยุดด่าเยี่ยงอาชญากร (คลิป)

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์คลิปวิดีโอขณะขับรถยนต์ โดยมีเด็กเล็กวัยประมาณ จับพวงมาลัย และมีผู้ที่คาดว่าเป็นพ่อคอยแนะนำพร้อมจับพวงมาลัย 1 ข้าง หลังคลิปได้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวโซเชียลเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก ทั้งในเรื่องความปลอดภัยในตัวเด็ก รวมถึงคนเป็นพ่อกระทำถูกหรือไม่ที่ให้ลูกมาอยู่หน้าพวงมาลัยขณะขับรถเช่นนี้ ล่าสุด (23 ก.ค.) นายธีรพัฒน์ ดวงเด่นนาคทอง อายุ 29 ปี คุณพ่อน้องในคลิป เปิดเผยกับทีมข่าวว่า วันเกิดเหตุ ตนกลับจากอู่รถของตัวเองช่วงสาย ขณะนั้นกำลังจะยูเทิร์นรถกลับบ้านพร้อมครอบครัว ซึ่งระยะทางกลับรถมาถึงทางเข้าบ้านตนก็ไม่ได้ไกล ลูกชาย อายุ 10 เดือนก็อยู่บนตักตนตลอด ส่วนสาเหตุที่พาลูกมาด้วย เพราะตนทำงานตลอด ไม่มีเวลาเจอหน้าลูกกับแฟน พอมาเจอก็อยากอยู่กับลูกเป็นธรรมดา ซึ่งภายในรถก็มีอุปกรณ์ป้องกันสำหรับเด็กครบ นายธีรพัฒน์ ยอมรับว่า ตนประมาท พร้อมยอมรับผิด โดยสังคมออนไลน์ บางคนก็ดีมาตักเตือน ตนก็พร้อมน้อมรับ แต่มีหลายคนที่เข้ามาด่าขึ้นมึงกู ด่าพ่อ แม่ เอาลูกไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ เอารูปไปลง ซึ่งความคิดส่วนตัวคิดว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินไป ทั้งที่ตนก็ทำงานสุจริต หาเช้ากินค่ำ เหมือนคนทั่วไป แต่มารุมด่าอย่างกับตนเป็นอาชญากร โดยความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ […]

keyboard_arrow_up