ออสเตรเลียขึ้นทะเบียน ‘โคอาลา’ เป็นสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

ออสเตรเลียประกาศขึ้นทะเบียน โคอาลา เป็นสัตว์ “เสี่ยงสูญพันธุ์” หลังประชากรโคอาลา 1 ใน 3 ตายเพราะไฟป่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลียประกาศให้ โคอาลา เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หลังเหตุไฟป่าที่ลุกลามในหลายพื้นที่ของประเทศ ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้คร่าชีวิตสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียชนิดนี้ ในกองเพลิงเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมา โคอาลา ถูกจัดให้เป็นสัตว์ที่ “เปราะบาง แต่ยังไม่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” มาตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 แต่ผลพวงจากไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ทำให้ต้องมีการปรับสถานะของโคอาล่า สู่ระดับ “สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” เป็นครั้งแรก รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลออสเตรเลียประกาศทุ่มงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยมากกว่า 1,044 ล้านบาท สำหรับตั้งกองทุนช่วยเหลือโคอาลา และสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า ข้อมูลจากทางการออสเตรเลียระบุว่า โคอาลาราว 25,000 ตัว ในรัฐเซาธ์ ออสเตรเลีย และอีกเกือบ 10,000 ตัวในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ได้ตายลงในกองเพลิง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าคาดการณ์ว่า จำนวนโคอาลาที่ตายลงจากไฟป่าในออสเตรเลีย น่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโคอาลาทั่วประเทศ

รวมช่องทางช่วยเหลือไฟป่าออสเตรเลีย

จากข่าวภัยพิบัติไฟป่าที่ประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้ในช่วงนี้เรามักจะเห็นข่าวเกี่ยวกับคนดังต่างๆทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง หรือเซเลบคนต่างๆ พากันอออกมาบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับออสเตรเลีย เพราะนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าหดหู่และเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ซึ่งคนไทยต่างก็ร่วมส่งกำลังใจและอยากจะร่วมช่วยเหลือด้วยเช่นกัน แต่หลายคนอาจยังไม่รู้วิธีการบริจาคหรือช่องทางการช่วยเหลือเพราะเป็นเหตุการณ์ในต่างประเทศ วันนี้ทางอมรินทร์ทีวีจึงได้รวบรวมช่องทางการช่วยเหลือที่คนไทยสามารถทำได้มาให้ทุกคนได้ทราบกัน และเราหวังว่าการช่วยเหลือของทุกๆคนจะส่งผลให้เหตุการณ์ไฟป่านี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในเร็ววัน – สภากาชาดออสเตรเลียที่ในตอนนี้ได้มีกองทุนเฉพาะสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หลบภัย หรือการมอบเงินสนับสนุนให้คนที่สูญเสียทรัพย์สิน รวมถึงการช่วยเหลืออาสาสมัครอีกด้วย สามารถบริจาคได้ทั้งบนเว็บไซต์ของสภากาชาดและเว็บไซต์ของกอนทุนเฉพาะ หรือเบอร์โทรศัพท์สภากาชาด 1800 733 276 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาทำการ 9.00-17.00 น. https://www.redcross.org.au/ www.gofundme.com/f/australian-wildfire-support – ช่องทางการสนับสนุนพนักงานดับเพลิงในรัฐต่างๆทั่วออสเตรเลีย หรือหน่วยงานที่ปฏิบัติงานทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนอาสาสมัครดับเพลิงด้วยเช่นกัน http://www.rfs.nsw.gov.au/volunteer/support-your-local-brigade https://www.cfa.vic.gov.au/about/supporting-cfa https://www.rfbaq.org/donate-to-rfbaq https://www.salvationarmy.org.au/donate/make-a-donation/donate-online/?appeal=disasterappeal https://cfsfoundation.org.au/donate – สำหรับการช่วยเหลือสัตว์ป่าต่างๆสามารถทำได้หลายช่องทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wide Fund for Nature หรือ WWF) ซึ่งคุณสามารถทำได้ทั้งบริจาคเงินหรือขอรับเลี้ยงเจ้าโคอาล่าที่ประสบเหตุได้ด้วย และยังมีกองทุนช่วยเหลือสัตว์ป่าของออสเตรเลียโดยเฉพาะ https://www.wwf.org.au/#gs.qouud3 https://www.gofundme.com/f/help-thirsty-koalas-devastated-by-recent-fires/donate

ไชนีส ไทเป ไล่ตบ ออสเตรเลีย กระเจิง 3-0 เซต

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงรอบคัดเลือกโซนเอเชีย วันนี้ (8 ม.ค.) คู่ที่สาม กลุ่ม A ออสเตรเลีย พบกับ ไชนีส ไทเป เปิดเกมมาค่อนข้างสูสี โดยผู้เล่นของทีมไชนีส ไทเป ส่วนใหญ่เป็นนักกีฬารุ่นใหม่ แต่ได้เทคนิคการเล่นจากโค้ชชาวญี่ปุ่น จึงทำเกมได้หลากหลายกว่า เซตแรกจึงเอาชนะสาวออสซี่ไปได้ 25-20 เซตสอง ไชนีส ไทเป ยังฟอร์มแรงต่อเนื่อง อาศัยความไวบุกทำเกมรุกเข้าใส่ออสเตรเลียได้หลายจังหวะ ก่อนจะปิดสกอร์ในเซตนี้ไปอีก 25-18 เซตสาม จังหวะการทำเกมของออสเตรเลียยังไม่ลงตัว ส่วนไชนีส ไทเป ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ ทำให้เอาชนะไปได้อีกในเซตนี้ 25-14 จบเกม ออสเตรเลีย พ่าย ไชนีส ไทเป 3-0 เซต 20-25, 18-25, 14-25

ทัพอากาศออสซี่บินฝ่าท้องฟ้าสีเลือด! เข้าช่วยเหลือประชาชนติดค้าง (คลิป)

ภาพจากช่องยูทูปของกองทัพอากาศประเทศออสเตรเลีย หรือ Royal Australian Air Force เผยคลิปวิดีโอระหว่างปฏิบัติการเข้าช่วยเหลือประชาชน ที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่ประสบภัยไฟป่า ณ ขณะนี้ จากวิดีโอเราจะเห็นได้ว่าสภาพอากาศโดยรอบนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานน่ากลัว เนื่องจากควันและแสงจากไฟป่าที่ลอยขึ้นมาบนอากาศ โดยทางกองทัพอากาศเผยว่าได้ส่งเครื่องบินขนส่งออกไป 2 ครั้ง คือเครื่อง C-27J Spartan ไปยังรัฐวิกตอเรียและสามารถลงจอดได้สำเร็จ สามารถช่วยเหลือประชาชนออกมาได้เมื่อช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนอีกครั้งคือเครื่อง C-130J Hercules ไปยังรัฐนิวเซาท์เวลส์ แต่โชคร้ายที่ครั้งนี้ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะสภาพอากาศที่ย่ำแย่เกินกว่าจะลงจอดได้ ซึ่งทางกองทัพได้อธิบายว่าแม้ทหารทุกนายจะถูกฝึกมาอย่างดี แต่สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถทำภารกิจได้สำเร็จในความพยายามครั้งแรกเสมอไป แต่ทางกองทัพจะส่งเครื่องบินขนส่งต่อไปจนกว่าการช่วยเหลือจะสำเร็จ

โปลิสออสซี่ จับยาไอซ์-เฮโรอีน ล็อตใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ ซุกใน “ลำโพงจากเมืองไทย”

ตำรวจออสเตรเลีย จับยาไอซ์-เฮโรอีน 1.6 ตัน ซุกใน “ลำโพงจากเมืองไทย” คาดมีมูลค่าในท้องตลาดเฉียด 2.5 หมื่นล้าน ชี้! เป็นการจับยาเสพติด “ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์” ของประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย ตรวจยึด “ยาไอซ์” รวมถึง “เฮโรอีน” ล็อตใหญ่ ที่มีน้ำหนักกันรวมถึง 1,632 กิโลกรัม ถูกลักลอบนำเข้าสู่ออสเตรเลีย ที่เมืองเมลเบิร์น โดยถูกซุกซ่อนมาใน “ลำโพงเครื่องเสียง” ที่ส่งมาจากประเทศไทย ถือเป็นการตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย รายงานข่าวระบุว่า ยาไอซ์และเฮโรอีน ที่ถูกซุกอยู่ในลำโพงจากประเทศไทยล็อตนี้ จะมีมูลค่าสูงถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 25,000 ล้านบาท หากเล็ดรอดจากการจับกุมไปได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของออสเตรเลีย ระบุว่า นอกจากการตรวจยึดยาไอซ์และเฮโรอีนที่ซุกซ่อนอยู่ในลำโพงล็อตนี้แล้ว ยังสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 3 ราย ประกอบด้วย ชายวัย 37 และ 38 ปี และผู้หญิงวัย 37 ปีอีกรายหนึ่ง ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อ และขณะนี้ทางตำรวจออสเตรเลีย […]

ออสเตรเลียจับกุม ‘ยาอี’ ล็อตใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่าทะลุ 1.8 หมื่นล้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย จับกุม ยาอี ล็อตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พบของกลางมีมูลค่ามากกว่า 900 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 18,770 ล้านบาท รายงานข่าวระบุว่า ยาอีล็อตนี้มีน้ำหนักมากถึง 766 กิโลกรัม โดยทั้งหมดถูกซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านหลังหนึ่งที่เมืองโลแกนเลอา ทางตอนใต้ของนครบริสเบน ขณะนี้มีการตั้งข้อกล่าวหากับชายชาวอังกฤษจำนวน 2 ราย และชายชาวออสเตรเลีย 1 ราย ซึ่งมีหลักฐานบ่งชี้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาอี ล็อตนี้ สื่อท้องถิ่นรายงานว่า การตรวจยึดยาอีที่มีมูลค่าสูงถึง 18,770 ล้านบาท ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการสืบสวนขยายผลของตำรวจออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ หลังมีการตรวจยึดยาบ้าน้ำหนัก 200 กิโลกรัมได้ที่เมืองออคแลนด์ของนิวซีแลนด์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

“ปลากัด” สัตว์น้ำประจำชาติของไทย และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นในออสเตรเลีย

คงไม่มีใครปฏิเสธความสวยงาม และทางท่าอันดุดันของ ปลากัด (Siamese fighting fish) ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และมันยังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงปลาทั่วโลกเป็นอย่างมาก แต่ก็เช่นเดียวกับปัญหาเอเลี่ยนสปีชีย์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่เกิดจากผู้เลี้ยงไร้ความรับผิดชอบ นำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปโยนทิ้งในคลองหลังบ้าน และหวังว่ามันจะโดนธรรมชาติลงโทษไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยเอาตัวรอดเองเหล่านั้น ได้ขยายพันธุ์จนกลายเป็นภาระต่อระบบนิเวศดั้งเดินไปโดยปริยาย และเจ้าปลากัดไทยที่ถูกส่งออกไปยังออสเตรเลีย ก็กลายเป็นตัวปัญหาในฐานะสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเช่นกัน อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อที่ปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำในเมืองเล็กๆ อย่าง Adelaide River ของ Dr. Michael Hammer ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาและสัตว์น้ำของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ของนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี พบว่ามีปลากัดไทยจำนวนมากแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าพวกมันอาจถูกปล่อยทิ้งโดยเจ้าของที่ขาดความรับผิดชอบ หรืออาจจะหลุดออกมาพร้อมกับตอนเกิดน้ำท่วมในเมือง แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปลากัดเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศพื้นฐานของออสเตรเลียบ้าง แต่การพบพวกมันมากกว่า 1,000 ตัวในการลงพื้นสำรวจนั้น ก็สร้างความหวาดวิตกให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะดด้วยจำนวนขนาดนี้ แปลว่าปลาต้องมีอาหารการกินที่ดีพอสมควร จึงมีความเป็นได้ที่ปลากัดจะแย่งอาหารของปลาท้องถิ่น อีกทั้งในระบบนิเวศที่มีนักล่าขนาดใหญ่อย่างจระเข้นั้น ยังกลายเป็นการป้องกันปลากัดไปในตัว เพราะจระเข้ขนาดใหญ่ไม่ค่อยสนใจเหยื่อตัวเล็กๆ อย่างปลากัด แถมบริเวณที่พบปลาพวกนี้กระจายตัวอยู่ ยังมีพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนยากที่นักล่าจะเข้าถึงตัวพวกมันได้ รวมถึงนักวิจัยที่พยายามจะจับพวกมันออกมาด้วย

“ดิงโก” สุดยอดนักล่าแห่งออสเตรเลีย ที่เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะ…สุนัขของมนุษย์

หมาป่าดิงโก (Dingo) จัดสุนัขป่าชนิดย่อยที่พบได้เฉพาะในออสเตรเลีย แลนะนับเป็นสุนัขป่าที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายสุนัขบ้านมากที่สุด จึงสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของหมาป่าดิงโก สืบเชื้อสายมาจากสุนัขบ้านจากเอเชียอาคเนย์ และเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียเมื่อราว 3,000-4,000 ปีก่อน และทำให้มันเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้นในวงศ์สุนัข (Canidae) ที่พบในออสเตรเลีย โดยทั่วไป หมาป่าดิงโกเป็นสุนัขป่าขนสั้นหางเป็นพวง สีขนมีหลากหลายมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ในบางตัวอาจมีสีเทาหรือแดง แม้กระทั่งขาวล้วนหรือดำล้วนก็มี ขนาดเมื่อโตเต็มที่ สูงประมาณ 52-60 เซนติเมตร ความยาวลำตัวตั้งแต่ปลายจมูกจรดหาง 117-124 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 13-24 กิโลกรัม มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีนิสัยดุร้ายและปราดเปรียวมาก แม้พื้นที่ๆ อาศัยอยู่จะเป็นทะเลทรายหรือที่ราบกว้างใหญ่ แต่หมาป่าดิงโกก็สามารถป่ายปีนก้อนหินหรือหน้าผาได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่เป็นวงศ์สุนัขเพียงชนิดเดียวของที่นี่ ทำให้หมาป่าดิงโกจัดเป็นนักล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร และยังเป็นสัตว์อันตรายอันดับต้นๆ ของออสเตรเลีย ที่มักโจมตีฟาร์มปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งโจมตีใส่มนุษย์ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างพวกมันกับคนเลี้ยงสัตว์อยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือดิงโกเป็นสุนัขที่เลี้ยงให้เชื่องยากมาก แม้จะมีความพยายามฝึกมันก็ตาม ปัจจุบัน หมาป่าดิงโกมีสถานะที่มีความเสี่ยงในการสูญพันธุ์อย่างมาก เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย และยังเผชิญกับปัญหาการผสมข้ามสายพันธุ์กับสุนัขบ้าน จนทำให้กว่า 80 เปอร์เซนต์ของหมาป่าดิงโกที่อาศัยแถบชายฝั่งทางตะวันออกของออสเตรเลีย กลายเป็นสุนัขลูกผสม ที่สูญเสียลักษณะซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของมันไปจนเกือบหมด แต่แม้จะมีการแบ่งเขตเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หมาป่าดิงโก เพื่อไม่ให้หมาป่าดิงโกเข้ามาปะปนกับมนุษย์หรือสัตว์ชนิดอื่น แต่ก็ยังมีปัญหาผสมข้ามสายพันธุ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง […]

ยักษ์เขมือบยักษ์!! เมื่อ “งูหลามมะกอก” สวาปามจระเข้น้ำจืดเข้าไปทั้งตัว

ด้วยขนาดที่ยาวว่า 4 เมตรทำให้ งูหลามมะกอก (olive python) จัดเป็นงูที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียเป็นอันดับสอง และจัดเป็นหนึ่งในนักล่าสูงสุดของระบบนิเวศบนแผ่นดินนี้ และมีนักล่าที่หวังจะเล่นงานมันน้อยมาก เพราะแม้แต่ในสัตว์นักล่าด้วยกันอย่างจระเข้ ก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับงูที่โตเต็มวัยแล้วชนิดนี้ ไม่งั้นหากเกิดการปะทะขึ้น ผลลัพธ์อาจลงเอยเหมือนกับเหตุการณ์ที่ถ่ายได้โดย Martin Muller ขณะกำลังพายเรือไปตามแม่น้ำในเมืองเมาท์ไอซ่า (Mount Isa) รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และได้พบกับงูยักษ์ตัวหนึ่ง ที่กำลังเขมือบจระเข้ขนาดเขื่องเข้าไปทั้งตัว

“คางคกต้นอ้อย” สายพันธุ์ต่างถิ่นพิษร้าย เอเลี่ยนผู้พิชิตออสเตรเลีย!!

เช่นเดียวกับการเกิดสายพันธุ์รุกรานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก นั่นคือความเข้าใจผิดๆ ของมนุษย์ ที่คาดหวังว่าสัตว์ต่างถิ่นบางชนิดจะสามารถนำมาใช้งานในฐานะผู้ช่วยได้ และมักต่อลงเอยด้วยอาการน้ำตาตกใน เพราะสัตวืที่คาดหวังว่าจะช่วยเหลือเราได้ กลายเป็นตัวปัญหาสุดร้ายกาจที่ยากเกินควบคุม อย่างเช่นกรณีของ คางคกต้นอ้อย (Cane toad) ที่ทำให้ออสเตรเลียต้องตกที่นั่งลำบาก เดิมที คางคกต้นอ้อยมีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ถูกนำมาในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1935 จำนวน 102 ตัวเพื่อใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในพื้นที่การเกษตรของรัฐควีนส์แลนด์ แต่ดูเหมือนผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่คิดกันสักเท่าไหร่ เพราะคางคกพวกนี้มักหลบซ่อนตัวเพื่อพักเอาแรงในตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงส่วนใหญ่กำลังกัดกินผลผลิตของชาวใน และดันออกมาหากินในตอนกลางคืนซะอย่างงั้น จึงทำให้มันไม่เจอกับเหยื่อที่มนุษย์ต้องการให้มันจัดการเลย อาจฟังดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และนักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะต้องกำจัดพวกมันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะคิดว่าคางคกพวกนี้ไม่มีทางรอดในดินแดนอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่กลายเป็นว่าพวกมันไม่เพียงเล่นงานกบสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ตัวเล็กกว่า และแมลงบางสายพันธุ์ที่สำคัญต่อระบบนิเวศไปเป็นจำนวนมาก แต่สารพิษ Bufotoxin ที่ขับออกมาจากต่อมที่อยู่ด้านหลังของหัวของมันนั้นยังรุนแรงพอจะฆ่าสัตว์ที่คิดจะโจมตีมันอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสัตว์เลี้ยงของมนุาย์จำนวนมากต้องเข้ารับการถ่ายท้อง เพียงเพราะเผลอไปงับเจ้าคกคางตัวนี้เข้า นอกจากสัตว์เดือดร้อนแล้ว คางคกชนิดนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์นักล่าพันธุ์พื้นเมืองหลายชนิดต้องลดจำนวนลงอย่างมาก และกรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสัตว์กินเนื้อที่เรียกว่า ควอลล์ (Quoll) ซึ่งเคยพบได้ทั่วไปในออสเตรเลีย ต้องกลายเป็นสัตว์ที่พบได้เพียงบางส่วนของประเทศ เพราะดันไปจับคางคกมีพิษกินเป็นอาหาร แม้จะมีความพยายามจัดการกับพวกมันไปหมดไปจากระบบนิเวศของออสเตรเลีย เช่นการติดกับดัก ใช้สารเคมี แต่ดูเหมือนวิธีทั้งหลายที่คิดขึ้นมานั้นกลับสร้างผลกระทบต่อสัตว์อื่นซะมากกว่า จึงมีทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ความเสียหายต่างๆ บานปลายไปมากกว่า นั่นคือควบคุมให้มันอยู่ในพื้นที่บางส่วนของประเทศเท่านั้น

รสชาติแห่งออสเตรเลีย!! เมื่อ “เนื้อจิงโจ้” ได้รับความนิยม เพราะโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เข้มข้นกว่าเนื้อวัว

แม้การนำสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติมาทำเป็นอาหารนั้น อาจเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับหลายๆ คนอยู่บ้าง แต่เพราะการเพิ่มประชากรของจิงโจ้ที่ไร้การควบคุม จนทำให้เกิดปัญหาวิวาททั้งกับผุ้คน และสัตว์พื้นเมืองอื่น แถมมันยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน เพราะจิงโจ้นั้นมักจะกระโดดตัดหน้ารถทำให้เกิดอุบัติเหตุจนมีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิดนโยบาย “การุณยฆาตจิงโจ้” ขึ้น โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้อนุญาตให้มีการล่าจิงโจ้อย่างถูกกฎหมายขึ้น ซึ่งทางรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเพื่อไม่ให้โควต้าการล่าแต่ละครั้งต้องสูญเปล่า จึงได้มีการรณรงค์ให้ชาวออสซี่หันมาบริโภคเนื้อจิงโจ้กันมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มนักล่าจิงโจ้ที่มีใบอนุญาตทั้งหลาย ที่มีความอยากรู้อยากเห็นว่าเนื้อจิงโจ้ที่เขาเพิ่งลั่นไกสังหารไปนั้น จะมีรสชาติเป็นอย่างไร จากข้อมูลพบว่า การปรุงจิงโจ้ที่ดีที่สุดคือการปรุงโดยไม่ทำให้เนื้อสุกเกินไป หรือก็คือทำให้สุกในระดับ Medium Rare เท่านั้น เพราะจิงโจ้นั้นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของมันนี้เอง ที่ทำให้เนื้อจิงโจ้แทบไม่มีไขมันแทรกเลย ฉะนั้นการปรุงเนื้อจนสุกจะยิ่งทำให้เนื้อนั้นแข็งเหนียวไม่ต่างจากยางรถยนต์เลย นอกจากนี้ เนื้อจิงโจ้ยังมีรสชาติรสเข้มข้นกว่าเนื้อวัว แต่กลับไม่มีกลิ่นสาบที่น่ารำคาญจมูกแม้แต่น้อย อีกทั้งในเนื้อจิงโจ้ยังมีกรด Linoleic Conjugated ซึ่งมีมากกว่าเนื้อสัตว์ที่เรากินกันในทุกวันนี้ในน้ำหนักเท่าๆ กัน โดยเจ้ากรดตัวนี้นั้นมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและที่สำคัญคือมันเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะฟังดูคล้ายโฆษณาชวนเชื่อ และเราอาจคิดว่าคงไม่มีใครให้ความร่วมมือกินเจ้าสัตว์น่ารักชนิดนี้ได้ลงแน่ แต่เชื่อเถอะว่า…คุณสามารถหาเนื้อจิงโจ้ได้ง่ายกว่าคิดมากนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วออสเตรเลียเองก็มีเนื้อจิงโจ้วางขายอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำมาปรุงเป็นสเต็ก เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิในการปรุงได้ง่ายกว่า และยังทานง่ายกว่าเมนูยอดนิยมอัดนดับสองอย่างสตูว์เนื้อด้วย

ออสเตรเลีย ‘พิมพ์คำผิด’ บนธนบัตรแบบใหม่ล่าสุดรวม 46 ล้านฉบับ

ทางการออสเตรเลีย ยอมรับได้พิมพ์คำผิด บนธนบัตรแบบใหม่ล่าสุดของประเทศรวม 46 ล้านฉบับ โดยข้อผิดพลาดดังกล่าวถูกพบบนธนบัตรแบบใหม่ฉบับราคา 50 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 1,110 บาท โดยมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำว่า responsibility ( ความรับผิดชอบ) ผิดพลาดเป็น responsibilty ที่ตัวอักษร i ด้านหน้าคำว่า ty หายไป ข้อมูลจากธนาคารกลางออสเตรเลีย ระบุว่า มีธนบัตรแบบราคา 50 ดอลลาร์ ที่พบการการพิมพ์คำที่สะกดผิดเช่นนี้ มากกว่า 46 ล้านฉบับ และธนบัตรที่มีคำผิดทั้งหมดนี้ได้ถูกนำออกไปใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว อย่างไรก็ดี ทางแบงค์ชาติของออสเตรเลียยืนยันว่า ได้รับทราบถึงข้อผิดพลาดนี้แล้ว แต่ทางแบงค์ชาติออสเตรเลียยังไม่มีแผนจะเรียกคืนธนบัตรจำนวนมากกว่า 46 ล้านฉบับดังกล่าว และย้ำว่า แม้จะมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำ แต่ธนบัตรทั้งหมดยังสามารถใช้งานได้เหมือนกับธนบัตรตามปกติทั่วไป และยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ถึงแม้จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงสถานะทางกฏหมายของธนบัตรล็อตนี้ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

เผยภาพ “งูสามตา” ที่ถูกพบบนถนนในออสเตรเลีย

เรื่องราวแปลกๆ นี้ถูกเผยแพร่โดย หน่วยงานพิทักษ์สัตว์ Northern Territory Parks and Wildlife ขณะไปเจ้าหน้าที่กำลังออกลาดตระเวนอยู่บนถนน Arnhem Highway ใกล้กับเมือง Humpty Doo ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย และได้พบกับงูเหลือมตัวหนึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่บนถนน จึงจำเป็นต้องลงไปจับเพื่อย้ายมันไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่เมื่อพวกเขาเข้าถึงตัวเจ้างูเหลือม ก็พบกับความผิดปกติบนร่างกายของมัน เพราะเจ้างูตัวนี้มีตาเกินมา 1 ดวง และอยู่บริเวณกลางหน้าผากของงูพอดิบพอดี จากการเอ็กซ์เรย์หัวของเจ้างูเหลือม เจ้าหน้าที่พิทักษ์พวกว่าตาที่เกินมานั้นมีช่องรองรับอยู่บนกะโหลกจริงๆ และมีเส้นประสาทต่างๆ ที่ยืนยันว่าตาดวงดังกล่าวสามารถทำงานได้ ทั้งยังเชื่อว่าความผิดปกตินี้อาจมีมาตั้งแต่กำเนิด และมีสาเหตุมาจากการพัฒนาที่เร็วเกินไปในช่วงตัวอ่อน

Feral cat คืออะไร!? ทำไมออสเตรเลียถึงมีแผนกำจัดพวกมันกว่า 2 ล้านตัว ภายในปี 2020

คงเป็นอีกหนึ่งข่าวคราวสะเทือนใจคนรักสัตว์อยู่ไม่น้อย เมื่อในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพการสังหารแมวจรจัดที่เรียกว่า Feral cat เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีรายงานว่าทางการออสเตรเลียตั้งเป้าว่าจะกำจัดมันให้ได้กว่าสองล้านตัวภายในปี ค.ศ. 2020 อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความไม่พอใจต่อผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ผู้คนในแดนจิงโจ้เองก็มีกระแสต่อต้านวิธีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ว่าแต่…เจ้า Feral cat ที่กำลังเป็นดราม่าในขณะนี้ (หรืออันที่จริงคือเป็นมาหลายปีแล้ว) มันหมายถึงแมวแบบไหนกันแน่ เอาเป็นว่า Amarin TV ขอพามาทำความรู้จักกับแมวที่กลายเป็นปมขัดแย้งระหว่าง “คนรักสัตว์” กับ “นักอนุรักษ์” กันสักหน่อยดีกว่า Feral cat หรือก็คือแมวจรจัดประเภทหนึ่ง ที่ค่อนข้างแตกต่างจากแมวจรทั่วไปอยู่พอสมควร ตรงที่พวกมันเป็นแมวที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นแมวจรจัด (Strayed cat) ที่ถูกมนุษย์ทิ้ง ทำให้แมวกลุ่มนี้แทบไม่เคยถูกเลี้ยงโดยมนุษย์มาก่อน และมีสัญชาตญาณของนักล่ามากกว่าแมวบ้านและแมวจรจัดทั่วไป รวมทั้งมีขนาดใหญ่กว่า และดุร้ายกว่าแมวจรทั่วไปอีกด้วย แม้จะฟังดูไม่เป็นปัญหา แต่นักวิจัยพบว่า Feral cat นั้นมีความต้องการอาหารเฉลี่ยประมาณ 300 กรัมต่อวัน และด้วยความที่ไม่มีคนเลี้ยง รวมทั้งพวกมันเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะไว้ใจมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ทำให้แหล่งอาหารของมันกลายเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดเล็กอย่าง หนูแอนทิชินัส และกิ้งก่าพันธุ์พื้นเมืองขนาดเล็กนั้นมีน้ำหนักราวๆ 40 กรัม ซึ่งแปลว่าแมวแต่ละตัวต้องกินสัตว์เหล่านี้อย่างน้อย 8 ตัวเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่ในบางพื้นที่ที่มีแมวอยู่หนาแน่นและมีเหยื่อขนาดเล็ก […]

เด็กออสซี่วัย14 ตามหาแม่ชาวไทย หลังถูกทิ้งไว้เมื่อลืมตาดูโลกได้เพียง 8 ชม.

รายการ เคอร์เรนท์ แอฟแฟร์ส์ รายการสารคดีเชิงช่าวชื่อดังของออสเตรเลีย เผยแพร่รายงานพิเศษ บอกเล่าเรื่องราวของ เด็กหญิง เจสซิกา โบทไรท์ วัย 14 ปี ที่กำลังพยายามตามหาแม่ชาวไทย ซึ่งกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์บันทึกภาพไว้ได้ขณะที่เธอนำลูกมาทิ้งไว้หลังคลอดได้ 8 ชั่วโมง รายงานพิเศษ เริ่มต้นด้วยการให้เจสซิกา ดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกช่วงเวลาที่แม่ชาวไทย อุ้มเธอมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลลิเวอร์พูล ในนครซิดนีย์ ซึ่งเธอบอกว่าไม่เคยดูมาก่อน และยอมรับว่ารู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยที่ได้ดูคลิปวีดีโอนี้ ภาพจากคลิป เผยให้เห็นหญิงวัยรุ่นชาวเอเชียสวมชุดนอนคนหนึ่ง อุ้มเด็กแรกเกิดที่ได้รับการห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนู มาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเมื่อเวลาราว 1.37 นั่นเป็นช่วงเวลาเพียง 8 ชั่วโมง หลังเจสสิกาลืมตาดูโลก จากนั้น หญิงไทยปริศนา ก็ไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อรอพบแพทย์ แม้ภาพจะไม่ชัดเจนเหมือนกล้องปัจจุบัน แต่กล้องก็บันทึกช่วงเวลาที่หญิงไทยคนนี้ดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยของเธอ จากนั้นเธอก็ถูกเรียกให้ไปที่เคาน์เตอร์ และแจ้งว่าเธอต้องการล่ามภาษาไทย และทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่โรงพยาบาล 6 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้น หญิงคนนี้ก็ตัดสินใจทิ้งลูกของเธอไปด้วยเดินออกจากโรงพยาบาล ในวัย 14 ปี เจสสิกา ซึ่งได้รับการอุปการะจากครอบครัวที่มีฐานะ บอกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่แม่ทิ้งเธอไป เธอให้อภัย และไม่อยากให้แม่รู้สึกผิด เธออยากเจอและอยากกอดแม่แท้ๆ สักครั้ง […]

keyboard_arrow_up