“ดิงโก” สุดยอดนักล่าแห่งออสเตรเลีย ที่เสี่ยงสูญพันธุ์เพราะ…สุนัขของมนุษย์

หมาป่าดิงโก (Dingo) จัดสุนัขป่าชนิดย่อยที่พบได้เฉพาะในออสเตรเลีย แลนะนับเป็นสุนัขป่าที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายสุนัขบ้านมากที่สุด จึงสันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของหมาป่าดิงโก สืบเชื้อสายมาจากสุนัขบ้านจากเอเชียอาคเนย์ และเข้ามาอยู่ในออสเตรเลียเมื่อราว 3,000-4,000 ปีก่อน และทำให้มันเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวเท่านั้นในวงศ์สุนัข (Canidae) ที่พบในออสเตรเลีย โดยทั่วไป หมาป่าดิงโกเป็นสุนัขป่าขนสั้นหางเป็นพวง สีขนมีหลากหลายมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ในบางตัวอาจมีสีเทาหรือแดง แม้กระทั่งขาวล้วนหรือดำล้วนก็มี ขนาดเมื่อโตเต็มที่ สูงประมาณ 52-60 เซนติเมตร ความยาวลำตัวตั้งแต่ปลายจมูกจรดหาง 117-124 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 13-24 กิโลกรัม มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีนิสัยดุร้ายและปราดเปรียวมาก แม้พื้นที่ๆ อาศัยอยู่จะเป็นทะเลทรายหรือที่ราบกว้างใหญ่ แต่หมาป่าดิงโกก็สามารถป่ายปีนก้อนหินหรือหน้าผาได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความที่เป็นวงศ์สุนัขเพียงชนิดเดียวของที่นี่ ทำให้หมาป่าดิงโกจัดเป็นนักล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร และยังเป็นสัตว์อันตรายอันดับต้นๆ ของออสเตรเลีย ที่มักโจมตีฟาร์มปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง หรือแม้กระทั่งโจมตีใส่มนุษย์ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างพวกมันกับคนเลี้ยงสัตว์อยู่บ่อยครั้ง ที่สำคัญคือดิงโกเป็นสุนัขที่เลี้ยงให้เชื่องยากมาก แม้จะมีความพยายามฝึกมันก็ตาม ปัจจุบัน หมาป่าดิงโกมีสถานะที่มีความเสี่ยงในการสูญพันธุ์อย่างมาก เนื่องจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย และยังเผชิญกับปัญหาการผสมข้ามสายพันธุ์กับสุนัขบ้าน จนทำให้กว่า 80 เปอร์เซนต์ของหมาป่าดิงโกที่อาศัยแถบชายฝั่งทางตะวันออกของออสเตรเลีย กลายเป็นสุนัขลูกผสม ที่สูญเสียลักษณะซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของมันไปจนเกือบหมด แต่แม้จะมีการแบ่งเขตเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หมาป่าดิงโก เพื่อไม่ให้หมาป่าดิงโกเข้ามาปะปนกับมนุษย์หรือสัตว์ชนิดอื่น แต่ก็ยังมีปัญหาผสมข้ามสายพันธุ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง […]

ยักษ์เขมือบยักษ์!! เมื่อ “งูหลามมะกอก” สวาปามจระเข้น้ำจืดเข้าไปทั้งตัว

ด้วยขนาดที่ยาวว่า 4 เมตรทำให้ งูหลามมะกอก (olive python) จัดเป็นงูที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียเป็นอันดับสอง และจัดเป็นหนึ่งในนักล่าสูงสุดของระบบนิเวศบนแผ่นดินนี้ และมีนักล่าที่หวังจะเล่นงานมันน้อยมาก เพราะแม้แต่ในสัตว์นักล่าด้วยกันอย่างจระเข้ ก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับงูที่โตเต็มวัยแล้วชนิดนี้ ไม่งั้นหากเกิดการปะทะขึ้น ผลลัพธ์อาจลงเอยเหมือนกับเหตุการณ์ที่ถ่ายได้โดย Martin Muller ขณะกำลังพายเรือไปตามแม่น้ำในเมืองเมาท์ไอซ่า (Mount Isa) รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย และได้พบกับงูยักษ์ตัวหนึ่ง ที่กำลังเขมือบจระเข้ขนาดเขื่องเข้าไปทั้งตัว

“คางคกต้นอ้อย” สายพันธุ์ต่างถิ่นพิษร้าย เอเลี่ยนผู้พิชิตออสเตรเลีย!!

เช่นเดียวกับการเกิดสายพันธุ์รุกรานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก นั่นคือความเข้าใจผิดๆ ของมนุษย์ ที่คาดหวังว่าสัตว์ต่างถิ่นบางชนิดจะสามารถนำมาใช้งานในฐานะผู้ช่วยได้ และมักต่อลงเอยด้วยอาการน้ำตาตกใน เพราะสัตวืที่คาดหวังว่าจะช่วยเหลือเราได้ กลายเป็นตัวปัญหาสุดร้ายกาจที่ยากเกินควบคุม อย่างเช่นกรณีของ คางคกต้นอ้อย (Cane toad) ที่ทำให้ออสเตรเลียต้องตกที่นั่งลำบาก เดิมที คางคกต้นอ้อยมีถิ่นกำเนิดอยู่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ถูกนำมาในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1935 จำนวน 102 ตัวเพื่อใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชในพื้นที่การเกษตรของรัฐควีนส์แลนด์ แต่ดูเหมือนผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่คิดกันสักเท่าไหร่ เพราะคางคกพวกนี้มักหลบซ่อนตัวเพื่อพักเอาแรงในตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงส่วนใหญ่กำลังกัดกินผลผลิตของชาวใน และดันออกมาหากินในตอนกลางคืนซะอย่างงั้น จึงทำให้มันไม่เจอกับเหยื่อที่มนุษย์ต้องการให้มันจัดการเลย อาจฟังดูไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และนักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นก็ไม่คิดว่าจะต้องกำจัดพวกมันอย่างเป็นรูปธรรม เพราะคิดว่าคางคกพวกนี้ไม่มีทางรอดในดินแดนอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่กลายเป็นว่าพวกมันไม่เพียงเล่นงานกบสายพันธุ์ท้องถิ่นที่ตัวเล็กกว่า และแมลงบางสายพันธุ์ที่สำคัญต่อระบบนิเวศไปเป็นจำนวนมาก แต่สารพิษ Bufotoxin ที่ขับออกมาจากต่อมที่อยู่ด้านหลังของหัวของมันนั้นยังรุนแรงพอจะฆ่าสัตว์ที่คิดจะโจมตีมันอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มีสัตว์เลี้ยงของมนุาย์จำนวนมากต้องเข้ารับการถ่ายท้อง เพียงเพราะเผลอไปงับเจ้าคกคางตัวนี้เข้า นอกจากสัตว์เดือดร้อนแล้ว คางคกชนิดนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์นักล่าพันธุ์พื้นเมืองหลายชนิดต้องลดจำนวนลงอย่างมาก และกรณีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือสัตว์กินเนื้อที่เรียกว่า ควอลล์ (Quoll) ซึ่งเคยพบได้ทั่วไปในออสเตรเลีย ต้องกลายเป็นสัตว์ที่พบได้เพียงบางส่วนของประเทศ เพราะดันไปจับคางคกมีพิษกินเป็นอาหาร แม้จะมีความพยายามจัดการกับพวกมันไปหมดไปจากระบบนิเวศของออสเตรเลีย เช่นการติดกับดัก ใช้สารเคมี แต่ดูเหมือนวิธีทั้งหลายที่คิดขึ้นมานั้นกลับสร้างผลกระทบต่อสัตว์อื่นซะมากกว่า จึงมีทางเดียวที่จะป้องกันไม่ให้ความเสียหายต่างๆ บานปลายไปมากกว่า นั่นคือควบคุมให้มันอยู่ในพื้นที่บางส่วนของประเทศเท่านั้น

รสชาติแห่งออสเตรเลีย!! เมื่อ “เนื้อจิงโจ้” ได้รับความนิยม เพราะโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เข้มข้นกว่าเนื้อวัว

แม้การนำสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติมาทำเป็นอาหารนั้น อาจเป็นเรื่องทำใจยากสำหรับหลายๆ คนอยู่บ้าง แต่เพราะการเพิ่มประชากรของจิงโจ้ที่ไร้การควบคุม จนทำให้เกิดปัญหาวิวาททั้งกับผุ้คน และสัตว์พื้นเมืองอื่น แถมมันยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน เพราะจิงโจ้นั้นมักจะกระโดดตัดหน้ารถทำให้เกิดอุบัติเหตุจนมีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิตอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง จึงทำให้เกิดนโยบาย “การุณยฆาตจิงโจ้” ขึ้น โดยรัฐบาลออสเตรเลียได้อนุญาตให้มีการล่าจิงโจ้อย่างถูกกฎหมายขึ้น ซึ่งทางรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเพื่อไม่ให้โควต้าการล่าแต่ละครั้งต้องสูญเปล่า จึงได้มีการรณรงค์ให้ชาวออสซี่หันมาบริโภคเนื้อจิงโจ้กันมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มนักล่าจิงโจ้ที่มีใบอนุญาตทั้งหลาย ที่มีความอยากรู้อยากเห็นว่าเนื้อจิงโจ้ที่เขาเพิ่งลั่นไกสังหารไปนั้น จะมีรสชาติเป็นอย่างไร จากข้อมูลพบว่า การปรุงจิงโจ้ที่ดีที่สุดคือการปรุงโดยไม่ทำให้เนื้อสุกเกินไป หรือก็คือทำให้สุกในระดับ Medium Rare เท่านั้น เพราะจิงโจ้นั้นเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา และกล้ามเนื้อที่ทรงพลังของมันนี้เอง ที่ทำให้เนื้อจิงโจ้แทบไม่มีไขมันแทรกเลย ฉะนั้นการปรุงเนื้อจนสุกจะยิ่งทำให้เนื้อนั้นแข็งเหนียวไม่ต่างจากยางรถยนต์เลย นอกจากนี้ เนื้อจิงโจ้ยังมีรสชาติรสเข้มข้นกว่าเนื้อวัว แต่กลับไม่มีกลิ่นสาบที่น่ารำคาญจมูกแม้แต่น้อย อีกทั้งในเนื้อจิงโจ้ยังมีกรด Linoleic Conjugated ซึ่งมีมากกว่าเนื้อสัตว์ที่เรากินกันในทุกวันนี้ในน้ำหนักเท่าๆ กัน โดยเจ้ากรดตัวนี้นั้นมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง ป้องกันโรคเบาหวาน และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและที่สำคัญคือมันเหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเป็นอย่างยิ่ง ถึงจะฟังดูคล้ายโฆษณาชวนเชื่อ และเราอาจคิดว่าคงไม่มีใครให้ความร่วมมือกินเจ้าสัตว์น่ารักชนิดนี้ได้ลงแน่ แต่เชื่อเถอะว่า…คุณสามารถหาเนื้อจิงโจ้ได้ง่ายกว่าคิดมากนัก เพราะในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วออสเตรเลียเองก็มีเนื้อจิงโจ้วางขายอยู่มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำมาปรุงเป็นสเต็ก เพราะสามารถควบคุมอุณหภูมิในการปรุงได้ง่ายกว่า และยังทานง่ายกว่าเมนูยอดนิยมอัดนดับสองอย่างสตูว์เนื้อด้วย

ออสเตรเลีย ‘พิมพ์คำผิด’ บนธนบัตรแบบใหม่ล่าสุดรวม 46 ล้านฉบับ

ทางการออสเตรเลีย ยอมรับได้พิมพ์คำผิด บนธนบัตรแบบใหม่ล่าสุดของประเทศรวม 46 ล้านฉบับ โดยข้อผิดพลาดดังกล่าวถูกพบบนธนบัตรแบบใหม่ฉบับราคา 50 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 1,110 บาท โดยมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำว่า responsibility ( ความรับผิดชอบ) ผิดพลาดเป็น responsibilty ที่ตัวอักษร i ด้านหน้าคำว่า ty หายไป ข้อมูลจากธนาคารกลางออสเตรเลีย ระบุว่า มีธนบัตรแบบราคา 50 ดอลลาร์ ที่พบการการพิมพ์คำที่สะกดผิดเช่นนี้ มากกว่า 46 ล้านฉบับ และธนบัตรที่มีคำผิดทั้งหมดนี้ได้ถูกนำออกไปใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว อย่างไรก็ดี ทางแบงค์ชาติของออสเตรเลียยืนยันว่า ได้รับทราบถึงข้อผิดพลาดนี้แล้ว แต่ทางแบงค์ชาติออสเตรเลียยังไม่มีแผนจะเรียกคืนธนบัตรจำนวนมากกว่า 46 ล้านฉบับดังกล่าว และย้ำว่า แม้จะมีข้อผิดพลาดในการสะกดคำ แต่ธนบัตรทั้งหมดยังสามารถใช้งานได้เหมือนกับธนบัตรตามปกติทั่วไป และยังคงสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ถึงแม้จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงสถานะทางกฏหมายของธนบัตรล็อตนี้ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

เผยภาพ “งูสามตา” ที่ถูกพบบนถนนในออสเตรเลีย

เรื่องราวแปลกๆ นี้ถูกเผยแพร่โดย หน่วยงานพิทักษ์สัตว์ Northern Territory Parks and Wildlife ขณะไปเจ้าหน้าที่กำลังออกลาดตระเวนอยู่บนถนน Arnhem Highway ใกล้กับเมือง Humpty Doo ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย และได้พบกับงูเหลือมตัวหนึ่งกำลังนอนอาบแดดอยู่บนถนน จึงจำเป็นต้องลงไปจับเพื่อย้ายมันไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่เมื่อพวกเขาเข้าถึงตัวเจ้างูเหลือม ก็พบกับความผิดปกติบนร่างกายของมัน เพราะเจ้างูตัวนี้มีตาเกินมา 1 ดวง และอยู่บริเวณกลางหน้าผากของงูพอดิบพอดี จากการเอ็กซ์เรย์หัวของเจ้างูเหลือม เจ้าหน้าที่พิทักษ์พวกว่าตาที่เกินมานั้นมีช่องรองรับอยู่บนกะโหลกจริงๆ และมีเส้นประสาทต่างๆ ที่ยืนยันว่าตาดวงดังกล่าวสามารถทำงานได้ ทั้งยังเชื่อว่าความผิดปกตินี้อาจมีมาตั้งแต่กำเนิด และมีสาเหตุมาจากการพัฒนาที่เร็วเกินไปในช่วงตัวอ่อน

Feral cat คืออะไร!? ทำไมออสเตรเลียถึงมีแผนกำจัดพวกมันกว่า 2 ล้านตัว ภายในปี 2020

คงเป็นอีกหนึ่งข่าวคราวสะเทือนใจคนรักสัตว์อยู่ไม่น้อย เมื่อในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพการสังหารแมวจรจัดที่เรียกว่า Feral cat เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีรายงานว่าทางการออสเตรเลียตั้งเป้าว่าจะกำจัดมันให้ได้กว่าสองล้านตัวภายในปี ค.ศ. 2020 อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความไม่พอใจต่อผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ผู้คนในแดนจิงโจ้เองก็มีกระแสต่อต้านวิธีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ว่าแต่…เจ้า Feral cat ที่กำลังเป็นดราม่าในขณะนี้ (หรืออันที่จริงคือเป็นมาหลายปีแล้ว) มันหมายถึงแมวแบบไหนกันแน่ เอาเป็นว่า Amarin TV ขอพามาทำความรู้จักกับแมวที่กลายเป็นปมขัดแย้งระหว่าง “คนรักสัตว์” กับ “นักอนุรักษ์” กันสักหน่อยดีกว่า Feral cat หรือก็คือแมวจรจัดประเภทหนึ่ง ที่ค่อนข้างแตกต่างจากแมวจรทั่วไปอยู่พอสมควร ตรงที่พวกมันเป็นแมวที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นแมวจรจัด (Strayed cat) ที่ถูกมนุษย์ทิ้ง ทำให้แมวกลุ่มนี้แทบไม่เคยถูกเลี้ยงโดยมนุษย์มาก่อน และมีสัญชาตญาณของนักล่ามากกว่าแมวบ้านและแมวจรจัดทั่วไป รวมทั้งมีขนาดใหญ่กว่า และดุร้ายกว่าแมวจรทั่วไปอีกด้วย แม้จะฟังดูไม่เป็นปัญหา แต่นักวิจัยพบว่า Feral cat นั้นมีความต้องการอาหารเฉลี่ยประมาณ 300 กรัมต่อวัน และด้วยความที่ไม่มีคนเลี้ยง รวมทั้งพวกมันเองก็ไม่มีท่าทีว่าจะไว้ใจมนุษย์เลยแม้แต่น้อย ทำให้แหล่งอาหารของมันกลายเป็นสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดเล็กอย่าง หนูแอนทิชินัส และกิ้งก่าพันธุ์พื้นเมืองขนาดเล็กนั้นมีน้ำหนักราวๆ 40 กรัม ซึ่งแปลว่าแมวแต่ละตัวต้องกินสัตว์เหล่านี้อย่างน้อย 8 ตัวเพื่อให้มีชีวิตรอด แต่ในบางพื้นที่ที่มีแมวอยู่หนาแน่นและมีเหยื่อขนาดเล็ก […]

เด็กออสซี่วัย14 ตามหาแม่ชาวไทย หลังถูกทิ้งไว้เมื่อลืมตาดูโลกได้เพียง 8 ชม.

รายการ เคอร์เรนท์ แอฟแฟร์ส์ รายการสารคดีเชิงช่าวชื่อดังของออสเตรเลีย เผยแพร่รายงานพิเศษ บอกเล่าเรื่องราวของ เด็กหญิง เจสซิกา โบทไรท์ วัย 14 ปี ที่กำลังพยายามตามหาแม่ชาวไทย ซึ่งกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในนครซิดนีย์บันทึกภาพไว้ได้ขณะที่เธอนำลูกมาทิ้งไว้หลังคลอดได้ 8 ชั่วโมง รายงานพิเศษ เริ่มต้นด้วยการให้เจสซิกา ดูภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกช่วงเวลาที่แม่ชาวไทย อุ้มเธอมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลลิเวอร์พูล ในนครซิดนีย์ ซึ่งเธอบอกว่าไม่เคยดูมาก่อน และยอมรับว่ารู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อยที่ได้ดูคลิปวีดีโอนี้ ภาพจากคลิป เผยให้เห็นหญิงวัยรุ่นชาวเอเชียสวมชุดนอนคนหนึ่ง อุ้มเด็กแรกเกิดที่ได้รับการห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนู มาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเมื่อเวลาราว 1.37 นั่นเป็นช่วงเวลาเพียง 8 ชั่วโมง หลังเจสสิกาลืมตาดูโลก จากนั้น หญิงไทยปริศนา ก็ไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อรอพบแพทย์ แม้ภาพจะไม่ชัดเจนเหมือนกล้องปัจจุบัน แต่กล้องก็บันทึกช่วงเวลาที่หญิงไทยคนนี้ดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยของเธอ จากนั้นเธอก็ถูกเรียกให้ไปที่เคาน์เตอร์ และแจ้งว่าเธอต้องการล่ามภาษาไทย และทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่โรงพยาบาล 6 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้น หญิงคนนี้ก็ตัดสินใจทิ้งลูกของเธอไปด้วยเดินออกจากโรงพยาบาล ในวัย 14 ปี เจสสิกา ซึ่งได้รับการอุปการะจากครอบครัวที่มีฐานะ บอกว่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่แม่ทิ้งเธอไป เธอให้อภัย และไม่อยากให้แม่รู้สึกผิด เธออยากเจอและอยากกอดแม่แท้ๆ สักครั้ง […]

เจ้าของห้อง Airbnb รับสารภาพ ฆ่าคนเช่าเหตุเบี้ยวค่าห้อง

ศาลออสเตรเลียพิจารณาคดีฆาตกรรมนายรามิส โจนูซี แขกที่เดินทางมาใช้บริการที่พักแอร์บีเอ็นบีที่เป็นห้องพักของแฟลตแห่งหนึ่งในนครเมลเบิร์นของออสเตรเลีย ซึ่งเหตุฆาตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเจ้าของห้องพักที่ร่วมก่อเหตุฆาตกรรมดังกล่าวเป็นผู้ชาย 3 คน ซึ่งได้แก่นายเจสัน โคลตัน นายเครก เลวี่ และนายไรอัน สมาร์ท ในวันที่เกิดเหตุนายโจนูซี่ แขกที่เข้าพักบอกว่าจะนอนค้าง 3 คืน แต่ได้ขออยู่ต่ออีกหนึ่งอาทิตย์ เมื่อถึงวันต้องเช็คเอาท์จากที่พัก นายโจนูซี่ได้เก็บของและแอบออกจากห้องโดยไม่ยอมจ่ายเงินค่าที่พักจำนวน 210 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 4,700 บาท เจ้าของห้องทั้ง 3 คนจึงได้ทวงเงิน ซึ่งนายโจนูซี่ก็ยอมรับว่ามีเงินไม่พอ เจ้าของห้องพักจึงได้รุมทำร้ายเขาจนเสียชีวิต ซึ่งกล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ในเวลานี้ผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนได้ยอมรับผิดในข้อหาฆาตกรรม ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจได้รับโทษจำคุก 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ขณะที่ทางแอร์บีแอนด์บีได้ประณามเหตุฆาตกรรมอันโหดร้ายดังกล่าว และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

เผยนาที “ฮาคีม” เดินทางถึงออสเตรเลีย ผู้คนแห่ต้อนรับอบอุ่น

ความคืบหน้ากรณี นายฮาคีม อัล-อาไรบี ซึ่งได้ขึ้นเครื่องบินสายการบินไทย เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียแล้ว ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา หลังศาลอาญาอนุมัติปล่อยตัว จากการที่ทางการบาห์เรน ส่งหนังสือแสดงความประสงค์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน (อ่านเพิ่มเติม – รอดแล้ว! ศาลฯสั่งปล่อยตัว “ฮาคีม” หลังอัยการยื่นถอนฟ้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน) ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ทางเพจเฟซบุ๊ก Amnesty International Australia ได้แพร่ภาพ ขณะ นายฮาคีม อัล อาไรบี เดินทางมาถึงสนามบินในกรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นและเสียงปรมมือต้อนรับจากกลุ่มประชาชนที่ติดตามข่าว เพื่อนร่วมทีม และกองทัพนักข่าว โดยทันทีที่นายฮาคีมปรากฏตัวขึ้น โดยมีการเสียงร้องเพลงต้อนรับอีกด้วย

รอดแล้ว! ศาลฯสั่งปล่อยตัว “ฮาคีม” หลังอัยการยื่นถอนฟ้องส่งผู้ร้ายข้ามแดน

จากกรณีที่ น.ส.เสฎฐา เธียรพิลากุล พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอถอนฟ้องคดีส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ในคดีดำหมายเลข ผด.6/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศเคย ยื่นคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายฮาคีม อัล อาไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน กลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน ตามคำขอของทางการบาห์เรนที่ส่งมาให้ทางการไทยยื่นส่งผู้ร้ายข้ามเเดน ล่าสุด ศาลพิจารณาคำร้องของอัยการเเล้วอนุญาตให้ถอนคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามเเดน นายฮาคีม ได้ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ศาลอาญาจะออกหมายปล่อยไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อปล่อยตัวนายฮาคีมต่อไป และประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่งตัวนายฮาคีมเดินทางไปประเทศออสเตรเลียต่อไป

ไม่สนกระแสต้าน!! ทีมรักบี้ออสซี่ ยันจับมือการบินไทยตามเดิม

สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัว ฮาคีม อัล โอไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลกัปตันทีมชาติบาห์เรน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ตามการนัดสอบปากคำให้การ หลังอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอส่งตัวนายฮาคีม ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปรับโทษที่ประเทศบาห์เรน ในข้อหาลอบวางเพลิง เผาทำลายทรัพย์สินราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยระหว่างที่นายฮาคีม ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาส่งที่ศาล เจ้าตัวมีใบหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับตะโกนว่าตนไม่ต้องการเดินทางกลับไปยังประเทศบาห์เรน (อ่านเพิ่มเติม : อัปยศ!! สุณัย ทวิตฉะ หลังไทยตีตรวน “ฮาคีม” ประหนึ่งนักโทษ / สถานทูตออสเตรเลีย ย้ำ “ฮาคีม” ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย วอนส่งกลับออสเตรเลีย) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่าเว็บไซต์ Stuff ของนิวซีแลนด์ เผยรายงานว่า เมลเบิร์น เรเบิลส์ (Melbourne Rebels) สโมสรรักบี้อาชีพชื่อดัง ในกรุงเมลเบิร์น ออสเตรเลีย เตรียมเดินหน้าโครงการเป็นผู้สนับสนุนทางธุรกิจกับสายการบินไทยตามเดิม แม้ว่าจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างหนัก […]

“นักเตะ – สโมสรฯ” แห่ติด #SaveHakeem วอนไทยปล่อยตัว “ฮาคีม” กลับออสเตรเลีย

สืบเนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัว ฮาคีม อัล โอไรบี อายุ 25 ปี อดีตนักฟุตบอลกัปตันทีมชาติบาห์เรน จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ตามการนัดสอบปากคำให้การ หลังอัยการสูงสุด ยื่นคำร้องขอส่งตัวนายฮาคีม ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปรับโทษที่ประเทศบาห์เรน ในข้อหาลอบวางเพลิง เผาทำลายทรัพย์สินราชการ เมื่อปี พ.ศ. 2555 โดยระหว่างที่นายฮาคีม ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวมาส่งที่ศาล เจ้าตัวมีใบหน้าเคร่งเครียด พร้อมกับตะโกนว่าตนไม่ต้องการเดินทางกลับไปยังประเทศบาห์เรน (อ่านเพิ่มเติม : อัปยศ!! สุณัย ทวิตฉะ หลังไทยตีตรวน “ฮาคีม” ประหนึ่งนักโทษ / สถานทูตออสเตรเลีย ย้ำ “ฮาคีม” ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย วอนส่งกลับออสเตรเลีย) ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ในทวิตเตอร์ได้มีกลุ่มนักเตะระดับโลกจำนวนมากทำการทวิตรูปภาพพร้อมติดแฮชแท็ก #SaveHakeem เพื่อให้กำลังใจนายฮาคีม และเรียกร้องให้ประเทศไทยปล่อยตัวอดีตนักฟุตบอลรายดังกล่าวกลับประเทศออสเตรเลีย อาทิ ดิดิเยร์ ดรอกบา (Didier Drogba) ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ […]

ออสเตรเลียร้อนจัด! หลังเผชิญคลื่นความร้อน อุณหภูมิทะลุ 45 องศา

หลายพื้นที่ในออสเตรเลียกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด หลังมีคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม จนทำให้ต้องมีการประกาศเตือนภัยในระดับสูงสุด  โดยมีอุณหภูมิสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ ถือเป็นการเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยที่กรุงแคนเบอร์ร่าและนครซิดนี่ย์ของออสเตรเลียก็มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 35 องศาเซลเซียส ขณะที่รัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐวิกตอเรีย และรัฐนิวเซาท์เวลส์มีอุณหภูมิเพิ่มสูงถึง 45 องศาเซลเซียสในช่วงกลางวัน สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยประจำเดือนมกราคมถึง 16 องศาเซลเซียส มีการคาดว่ารัฐเซาท์ ออสเตรเลียอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 48 องศาเซลเซียสในวันพรุ่งนี้ ซึ่งทางการเมืองแอดิเลด รัฐเซาท์ ออสเตรเลียได้ออกประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด พร้อมกับเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำงานหนักกลางแจ้ง และให้ดื่มน้ำอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ปลาตายปริศนานับหมื่นตัวในออสเตรเลีย ชนพื้นเมืองเชื่อลางเตือนภัยพิบัติ

เกิดปรากฏการณ์ประหลาดในออสเตรเลีย หลังจากที่ปลานานาชนิดจำนวนมากกว่า 10,000 ตัว พากันลอยตายอย่างเป็นปริศนาในแม่น้ำดาร์ลิ่ง ช่วงที่ไหลผ่านเมือง เมนินดี้ ซึ่งอยู่ห่างจากนครซิดนีย์ไปทางตะวันตกราว 1,000 กิโลเมตร และถือเป็นการพบปลายตายหมู่อย่างเป็นปริศนาครั้งที่ 2 ในออสเตรเลีย นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 61 ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ทางการออสเตรเลียยังไม่สามารถสรุปได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุของการตายหมู่ของปลานับหมื่นตัว แม้จะมีข้อสันนิษฐานจากนักวิทยาศาสตร์ท้องถิ่นว่าการลดลงอย่างฉับพลันของอุณหภูมิ รวมถึงการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสาหร่ายบางสายพันธุ์ในแม่น้ำที่ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาจำนวนมากพากันตายลง อย่างไรก็ดี ชนพื้นเมืองอย่างชนเผ่า อะบอริจิน มีความเชื่อว่า การพบปลาตายหมู่ ถือเป็นสัญญาณเตือนการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ตม.ไทยผลักดัน สาวซาอุฯ หนีครอบครัวกลับประเทศ

สื่อต่างประเทศหลายสำนักต่าง รายงานว่า ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยกำลังหาทางเร่งส่งตัวนางสาวราฮาฟ โมฮัมเหม็ด อัล กูนูน หญิงชาวซาอุดิอาระเบียวัย 18 ปีกลับประเทศ หลังจากที่นางสาวราฮาฟถูกเจ้าหน้าที่ซาอุดิอาระเบียและคูเวตสกัดกั้นไว้สนามบินสุวรรณภูมิ และถูกยึดเอกสารสำคัญและหนังสือเดินทาง โดยนักท่องเที่ยวสาวรายดังกล่าวกำลังเดินทางจากไทย และจะเดินทางต่อไปยังออสเตรเลียเพื่อขอลี้ภัย เนื่องจากเธอต้องการหลบหนีครอบครัวของเธอที่ทำร้ายเธอทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยนักท่องเที่ยวซาอุดิอาระเบียรายนี้ยังบอกด้วยว่าหากเธอถูกส่งตัวกลับไปซาอุดิอาระเบีย ครอบครัวจะฆ่าเธออย่างแน่นอน ขณะที่สถานทูตซาอุดิอาระเบียในไทยออกมาระบุว่านางสาวราฮาฟไม่ได้ถูกยึดหนังสือเดินทาง เธอก็ยังคงมีหนังสือเดินทางอยู่กับตัวด้วย โดยยืนยันว่าทางสถานทูตซาอุดิอาระเบียไม่มีอำนาจในการกักตัวเธอไว้ที่สนามบินของไทย พร้อมกับระบุว่าสาเหตุที่เธอถูกกักตัวไว้ที่สนามบินเป็นเพราะเธอไม่มีตั๋วเดินทางกลับ รวมทั้งหลักฐานการจองโรงแรม หรือหลักฐานที่ชี้ว่าเธอเป็นนักท่องเที่ยว โดยนางสาวราฮาฟจะต้องถูกส่งตัวกลับไปหาครอบครัวของเธอที่ขณะนี้อาศัยในคูเวต ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยยืนยันว่าไม่ได้รับการติดต่อจากทางการซาอุดิอาระเบีย ก่อนที่นางสาวราฮาฟจะเดินทางมาไทย พร้อมกับระบุว่านักท่องเที่ยวชาวซาอุดิอาระเบียรายนี้ต้องการหนีการแต่งงาน ซึ่งถือเป็นปัญหาภายในครอบครัว และเธอก็ไม่มีวีซ่าเข้าประเทศไทย เจ้าหน้าที่จึงต้องกักตัวเธอไว้ที่สนามบิน ในเวลานี้นางสาวราฮาฟยังคงปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ ซึ่งตามกำหนดเดิมเธอจะต้องถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินของสายการบินคูเวต แอร์เวย์สในเวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีของวันนี้(7 ม.ค. 62) แต่เธอก็ยังคงเก็บตัวอยู่ในห้องพักของโรงแรมในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยคุมอยู่บริเวณด้านนอกห้องพัก ขณะที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนในนครนิวยอร์กระบุว่าทางการไทยไม่ควรส่งตัวนางสาวราฮาฟให้กับครอบครัว และเรียกร้องให้ไทยยุติขั้นตอนการส่งตัวเธอในทันที หรือไม่ก็ส่งตัวเธอไปลี้ภัยในออสเตรเลีย ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

นักเรียนทั่วออสเตรเลีย รวมตัวประท้วงนโยบายโลกร้อนของรัฐบาล

วันนี้(30 พ.ย.) นักเรียนหลายพันคนทั่วประเทศ ออสเตรเลีย ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเพิกเฉยและมีมาตรการในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยมีนักเรียน ผู้ปกครองและอาจารย์ ได้ออกมารวมตัวในย่านศูนย์กลางธุรกิจของมหานครซิดนีย์ และตะโกนขับไล่นาย สก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน ในเมลเบิร์น และเมืองอื่น ๆ  ทั่วประเทศก็มีการออกมาประท้วงเช่นกัน โดยในแคนเบอร์ร่า มีการประท้วงไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนมากที่สุด เนื่องจากการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลัก และในต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีไม่ยึดมั่นต่อ ความตกลงปารีส ซึ่งได้ผ่านการเห็นชอบเมื่อปี 2558 เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ตะลึง ‘วัวยักษ์’ ในออสเตรเลีย สูง 2 เมตร-น้ำหนักมากกว่ารถยนต์

วัวตอนพันธุ์ขาวดำขนาดยักษ์ ที่มีน้ำหนักมากกว่ารถยต์ 1 คัน และสูงเท่ากับ ไมเคิล จอร์แดน นักกีฬาบาสเก็ตบอลชื่อดัง กำลังกลายเป็นข่าวดังในฐานะวัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ด้วยน้ำหนัก 1,400 กิโลกรัม และสูง 194 เซนติเมตร วัวยักษ์ตัวนี้ชื่อว่า นิคเกอร์ส เป็นวัวของ เจฟ เพียร์สัน ชาวรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า เขาไม่สามารถขายวัวตัวนี้เพราะมันตัวใหญ่เกินไป ดังนั้นนิคเกอร์ส จึงได้ใช้ชีวิตต่อในไร่อันแสนสงบ ซึ่งแม้จะขายไม่ออกและต้องใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์ม เจ้าวัวตอนตัวนี้ก็มีประโยชน์ไม่น้อย เพราะวัวตัวอื่นๆ ชอบเข้าหามัน ทำให้สามารถมองหาฝูงวัวของตัวเองได้ไม่ยากระหว่างที่พวกมันออกไปเล็มหญ้า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้านิคเกอร์ส อยากลุกขึ้นและเริ่มเดิน จะมีวัวตัวอื่น ๆ เดินตามไปด้วย รูเพิร์ต โมเธอร์โซล ให้สัมภาษณ์กับสื่อในออสเตรเลีย ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้นิคเกอร์สตัวใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งรวมทั้งการคัดเลือกทางพันธุกรรม หากวัวถูกตอนตั้งแต่ยังเด็กและได้ใช้ชีวิตต่อไป แผ่นความเจริญของกระดูกจะยังเติบโตต่อไปได้นานขึ้น ทำให้วัวมีขนาดตัวใหญ่ ขนาดเฉลี่ยของวัวทุกสายพันธุ์ คือ 630 กิโลกรัม โดยขนาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 18 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี […]

keyboard_arrow_up