ไม่รู้สมัยนี้เป็นยังไง แต่เมื่อ 50 ปีก่อน…เชียงใหม่เขาเล่นสงกรานต์กันแบบนี้

ก่อนจะเต็มไปด้วยปืนฉีดน้ำหลากสี และแป้งดินสอพองที่ปะกันจนเปรอะไปทั้งตัว นี่คือภาพบรรยากาศการเล่นน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของเมืองเชียงใหม่ 50 ปีก่อน ที่ถูกเผยแพร่โดยเพจ กล้องฟิล์มดีดี ที่แม้จะไม่ครื้นเครงเมื่อเช่นทุกวันนี้ แต่ก็ได้เห็นว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กๆ ในยุคนั้น และทำให้เราได้รู้ว่า…สมัยก่อนนั้นคนไทยเขาเล่นน้ำสงกรานต์กันยังไง

ย้อนรอยบรรยากาศวันสงกรานต์ในอดีต มาดูสิว่าสมัยก่อนเขาเล่นน้ำกันยังไง

เชื่อว่าหลายคนคงเตรียมนับถอยหลังสำหรับเทศกาลวันหยุดยาวที่จะมาถึงกันแล้ว และคงมีอีกหลายคนเหมือนกันที่กำลังวางแผนว่าวันสงกรานต์นี้จะเป็นทำอะไรกันบ้าง แต่ถ้านึกไม่ออกล่ะก็ วันนี้เราลองมาย้อนกลับไปดูเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนกันสักหน่อยดีกว่า ว่าก่อนจะมาเป็นวันสงกรานต์ในแบบที่เรารู้จักกันนั้น บรรยากาศในวันสำคัญนี้เมื่อก่อนนั้นเป็นยังไงกันบ้าง แม้ทุกวันนี้วันสงกรานต์จะถูกนำเสนอในแง่ของการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ และกระจายเม็ดเงินไปตามแหล่งต่างๆ แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกๆ ที่เกิดประเพณีนี้ขึ้น วันสงกรานต์นั้นเป็นการใช้น้ำเป็นตัวแทนความหมายของหลายๆ อย่าง เช่นเพื่อแก้ความหมายของฤดูร้อน ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่นและมีการขอพรจากผู้ใหญ่ รวมทั้งในวันสำคัญนี้ คนไทยยังใช้เพื่อรำลึกและแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ จึงทำให้วันสงกรานต์ถูกนับเป็นวันครอบครัวด้วย

สาบสูญตลอดกาล!! เผย 7 สิ่งปลูกสร้างสุดตระการของสหรัฐฯ ที่ไม่เหลือเค้าเดิมให้เห็นอีกต่อไปแล้ว

ที่มา – homeadvisor.com /archatlas.net แม้จะเป็นชาติที่ไม่ได้มีอารยะธรรมเก่าแก่แบบหลายๆ ชาติในโลกนี้ แต่ก็ด้วยความหลากหลายทางเชื้อชาติและความเชื่อ ทำให้สหรัฐอเมริกามีสิ่งปลูกสร้างตระการตามากมายเกิดขึ้น ทั้งที่ยังเก็บรักษาเอาไว้ และมีบางส่วนที่ถูกทำลาย เปลี่ยนแปลง หรือถูกสร้างใหม่ทับไปจนไม่เหลือสภาพเดิม อย่างเช่นอดีตตึกรามบ้านช่องต่างๆ ข้างล่างนี้ ที่หายไปตลอดกาล เพราะการพัฒนาบ้านเมือง Pennsylvania Station Singer Building Midway Gardens Mark Hopkins Mansion Birmingham Terminal Station The Beach Hotel The Hippodrome ที่มา – homeadvisor.com /archatlas.net

เผยความแตกต่างระหว่าง ‘มวยไทยในอดีต – มวยไทยสมัยใหม่’ จากปาก สมรักษ์ คำสิงห์

เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักยอดมวยคนหนึ่งของเมืองไทยอย่าง สมรักษ์ คำสิงห์ นักกีฬาทีมชาติไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่น ในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 26 ที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2539 และได้เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการแสดงนำในละครเรื่อง นายขนมต้ม ที่ออกอากาศครั้งแรกในวันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ทางช่อง 7 แม้ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะผ่านมากว่า 22 ปีแล้ว แถมยังมีบทบาทการแสดงอื่นๆ ที่อดีตนักชกรายนี้ได้มีโอกาสร่วมแสดง แต่ชื่อเสียงเรียงนามและฝีไม้ลายมือในเรื่องมวยของสมรักษ์นั้น ยังคงเป็นภาพที่แจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของชาวไทยอย่างยากที่จะลืมได้ เช่นเดียวกับมวยไทยที่เดินทางข้ามผ่านยุคสมัยต่างๆ มายาวนาน แต่ก็ยังคงรูปแบบความแข็งแกร่งเอาไว้ แม้ว่าจะมีรายละเอียดบางประการที่เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม ‘…ทุกวันนี้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มวยไทยแบบนายขนมต้มนั้นเป็นมวยไทยโบราณ ที่เน้นความดุดันและการออกอาวุธอันตราย ในขณะที่มวยไทยยุคใหม่นั้นจะเน้นความหลากหลาย รวดเร็ว ดังนั้นความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือเรื่องความเร็ว เพราะเด็กสมัยนี้มีจังหวะการก้าวที่ไวกว่าสมัยก่อนมาก…’ แม้จังหวะลีลาจะน่าตื่นตาตื่นใจ และกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่มีโอกาสได้ชมโชว์มวยไทยตามสถานที่ต่างๆ แต่ถ้าหากพูดถึงเอกลักษณ์โดยแท้จริงของมวยไทยแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องของแม่ไม้ต่างๆ ที่มีทั้งความสวยงามและอันตราย แต่ในปัจจุบันมีหลายแม่ไม้ที่หายสาบสูญไปแล้ว ‘…คำว่าแม่ไม้มวยไทยทุกวันนี้หายไปหมดแล้ว เหลือกันแค่กอดคอตีเข่าเป็นหลัก จริงๆ ก็อยากให้วงการมวยไทยช่วยกันอนุรักษ์แม่ไม้เหล่านี้ไว้ และนำมาผสมผสานมวยไทยสมัยใหม่ เราก็จะได้มวยไทยที่มีทั้งความสวยงาม ดุดัน […]

ก่อนจะมาเป็นจักรยานแบบที่เราคุ้นตา ครั้งหนึ่งมันเคยมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้มาก่อน

เมื่อพูดถึงจักรยานแล้วล่ะก็ หลายคนคงคุ้นเคยมันในฐานะพาหนะยอดนิยมในช่วงหนึ่งที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องการประหยัดพลังงาน และใช้มันในฐานะเครื่องออกกำลังสำหรับคนรักสุขภาพ แต่ทราบหรือไม่ว่ากว่าพวกมันจะมีลักษณะและรูปร่างหน้าตาอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันทุกวันนี้ ครั้งนึงในอดีตพวกมันเคยผ่านการถูกดัดแปลงรูปโฉมไปอย่างมากมาย จนบางครั้งเมื่อเราย้อนกลับมาดูภาพเหล่านั้นก็แทบไม่เชื่อสายตาว่า…มันจะสามารถใช้ปั่นได้จริงๆ

เปิดอดีตสุดอัปยศ เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมี ‘สวน(สัตว์)มนุษย์’ ภายใต้ชื่อสวยหรู..นิทรรศการชาติพันธุ์

ถึงจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว แต่สวนสัตว์ก็มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในแง่ของความเหมาะสมที่นำสัตว์มาไว้ในที่ที่มันไม่ควรอยู่ โดยเฉพาะการนำสัตว์แปลกๆ หรือหายากมาขังไว้ในกรงเพื่อผู้คนมาจ้องดูมัน และไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ครั้งหนึ่งในอดีตเราเคยมีสถานที่ที่เรียกว่า สวนสัตว์มนุษย์ (Human Zoo) หรือที่เรียกแบบสวยหรูว่า ‘นิทรรศการชาติพันธุ์’ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดนักว่าสวนสัตว์แนวนี้เริ่มต้นที่ใดเป็นแห่งแรก แต่ในช่วงปี ค.ศ.1500 หลังจากการค้นพบดินแดนใหม่มากมาย ชาวยุโรปไม่เพียงนำสัตว์แปลกๆ ที่พวกเขาเห็นมาก่อนกลับมายังประเทศบ้านเกิด แต่เขายังนำผู้คนผิวสีกลับมาด้วย และนำมาจัดแสดงเพื่อเก็บค่าเข้าชมมนุษย์ที่พวกเขาเชื่อว่ามีวิวัฒนาการต่ำกว่า และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปี ค.ศ.1870 – 1930 ซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาแสดงนั้นมักชนพื้นเมืองทั้งผิวเหลืองและผิวสี จากพื้นที่ถูกชาติตะวันตกไปล่าอาณานิคมไว้ หลังจากมีเริ่มทำการศึกษาและเข้าใจในความหลากหลายของชาติพันธุ์มากขึ้น สวนสัตว์มนุษย์จึงค่อย ๆ ลดลงและเริ่มหายจากไปในที่สุด เนื่องจากความบันเทิงดังกล่าวเข้าข่ายการดูถูกความเป็นมนุษย์ ทั้งยังเป็นการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติอย่างรุนแรง แต่ถึงจะไม่มีสวนสัตว์ที่นำมนุษย์ผิวสีมาโชว์แบบนี้ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าการเหยียดผิวและความแตกต่างทางเชื้อชาติจะหมดไปจากโลกแล้ว และมีหลายครั้งที่การมนุษย์สมัยใหม่มักทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ที่มา : boredomtherapy.com

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! เมื่อครั้งหนึ่งมนุษย์เคยขึ้นไปตีกอล์ฟบนดวงจันทร์

แม้จะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อว่ามนุษย์เราเคยเดินทางไปถึงดวงจันทร์ แต่ขณะเดียวกันก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่พิสูจน์แล้วว่า พวกเรารู้จักดวงจันทร์ดีกว่าก้นมหาสมุทร์ของตัวเองซะอีก ซึ่งหนึ่งนั้นก็คือเรื่องราวการ ตีกอล์ฟบนดวงจันทร์ ของ Alan Shepard นักบินอวกาศคนที่ 5 และเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดที่เคยได้เดินทางไปเยือนดวงจันทร์ การไปเยือนเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1971 เขาพกไม้กอล์ฟพร้อมลูกกอล์ฟขึ้นไปทดลองตีด้วย ซึ่งจากการตีกอล์ฟในครั้งนั้น เขาบอกว่าลูกกอล์ฟกระเด็นไปไหลหลายไมล์ จนเขาต้องออกตามหามันถึงสองครั้งเพื่อตามหามัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาพร้อมกับไม้กอล์ฟ ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Golf Association Museum แห่งสหรัฐฯ ส่วนลูกกอล์ฟสองลูกยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย ที่มา – MoonInGoogleEarth

ย้อนรอยหายนะ ‘นิวเคลียร์ฮิโรชิม่า’ กับภาพวาดสุดสยองของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

แม้จะผ่านมากกว่า 70 ปี แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่าในช่วงสงครามโลกที่ 2 นั้นยังไม่หายไปจากความคิดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะกับคนญี่ปุ่นที่รอดชีวิตมาจากหายนะในครั้งนั้น ซึ่งยังคงยังมีทั้งรอยแผลบนร่างกายและจิตใจของคนเหล่านั้น และในวันครบรอบ 58 ปีของเหตุการณ์ทิ้งระเบิดในญี่ปุ่น ได้เคยมีการเชิญผู้ที่รอบชีวิตจากเหตุการครั้งนั้นมาร่วมถ่ายทอดความเลวร้ายของระเบิดครั้งนั้น ผ่านภาพวาดที่แม้จะไม่สวยงามเหมือนผลงานของศิลปินมืออาชีพ แต่ก็สามารถแสดงให้เห็นความโหดร้ายในเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่ถูกทำลาย หลังไฟสงบยังพบศพคนจำนวนมาที่นอนตายอยู่กลางเมือง ศพคนนับพันที่เสียชีวิตและลอยไปกับน้ำ ศพส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องกำจัดการกับร่างเหล่านั้นให้เร็วที่สุด แม้เหตุการณ์จะสงบแล้ว และโรงเรียนเปิดการสอนอีกครั้ง แต่เด็กส่วนใหญ่ก็ยังต้องเดินทางผ่าน ซากบ้านเรือนที่เสียหาย และเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้อบอวล ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีโอกาสได้เรียน และสิ่งที่พวกเข้าทำได้ในช่วงนี้ คือรื้อหาของมีค่าจากกองขยะและเลี้ยงน้องเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่…หรือบางคนก็อาจไม่เหลือใครอีกแล้ว หลังระเบิดถูกทิ้งลงมา คนจำนวนมากหนีตายโดยที่เสื้อผ้าบนร่างกายถูกเผาไปแล้ว บางส่วนก็พยายามหนีลงแม่น้ำ แต่ก็ยังไม่ได้วายได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและความร้อนที่รุนแรง แม้จะรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ไร้ที่อยู่อาศัย จึงมีคนจำนวนมากที่ผ่านคืนแรกไปพร้อมกับ เปลวเพลิงและเสียงโหยหวนของเพื่อนร่วมชาติ แม้บางคนจะอยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดมาก แต่ก็ไม่อาจรอดชีวิตมาได้ และจากไปโดยที่สภาพไม่เหมือนคนที่เสียชีวิต บางคนก็จากไปพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่เป็นเพื่อนคู่ใจ บางคนพยายามหลบเข้าไปซ่อนในตู้รถไฟ แต่สุดท้ายก็โดนเผาจากไหม้เกรียม ที่มา – pcf.city.hiroshima.jp

เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ! เผยเทรนด์จักรยาน BMX ในเมืองไทย ที่มีมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว

แม้จะเป็นเทรนด์ที่เพิ่งกลับมาได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นเมื่อไม่นานนี้ แต่ถ้าพูดถึงจักรยาน BMX ในบ้านเราแล้วล่ะก็ คงต้องบอกว่ากระแสนี้มีมานานเหลือ อย่างเช่นภาพเก่าๆ ที่ถูกเผยแพร่โดยเพจเฟซบุ๊ก SCHOOL BIKE ที่เปิดเผยว่า ราวๆ ปี 2524-2528 จักรยานประเภทนี้ได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันผู้นำเทรนด์ในตอนนั้นก็คงมีอายุราวๆ 50 ปีขึ้น ในภาพนี้สมัยนั้นในยุคนั้น เพื่อนๆ ก็จะเรียกกันว่า “หนุ่ม เฟสสัน” หรือ ชนะชัย สุขทวี พ่อของน้อง แนค ดวงกมล ทองมี ซึ่งปัจจุบัน น้องเเนค ก็เป็นเหมือนดั่งลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เป็นนักกีฬา Bmx racing ติดทีมชาติไทย เดินสายแข่งทั้งในและต่างประเทศทำชื่อเสียงเพื่อชาติมาหลายต่อหลายครั้ง สืบทอด ตัวเเทนจากรุ่น คุณพ่อ ที่สมัยนึงเคยทำให้วัยรุ่น ยุคปี 80s รู้จักและขนานนามในชื่อ หนุ่ม เฟสสัน

ใครทันรุ่นไหนบ้าง!? ยลโฉมโบรชัวร์มือถือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พร้อมราคาที่ทำให้สมาร์ทโฟนถูกลงในพริบตา

มีคำกล่าวว่า ‘เทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งพัฒนา ยิ่งมีราคาถูกลง’ นั่นเพราะเราได้รู้วิธีที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือดีขึ้นโดยใช้ความสามารถและอุปกรณ์ต่างๆ น้อยลงไปเรื่อย และคงไม่มีตัวอย่างไหนที่จะชัดเจนไปกว่าโทรศัพท์มือถืออีกแล้ว เพราะแม้ว่าทุกวันนี้มันจะเป็นอุปกรณ์ที่พื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถขาดได้ แต่หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คงต้องยอมรับว่าโทรศัพท์มือนั้นเป็นเครื่องแสดงฐานทางสังคมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ แถมราคาในแต่ละรุ่นนั้นยังสูงมากซะจนสมาร์ทโฟนที่ว่าแพงๆ ทุกวันนี้ ยังเทียบไม่ได้เลยอีกต่างหาก เห็นรูปทรงกับใบโบชชัวร์โฆษณาแล้ว เชื่อว่าหลายคนที่เกิดไม่ทันยุคนั้น (แหม พูดแล้วรู้สึกแก่) คงอยากจะรู้ว่าราคามือถือในยุคนั้นจะสัดเท่ากันเชียว งั้นเอาเป็นว่าเราลองมาส่องราคาบางส่วนของมือถือในยุคนั้นกันสักหน่อยดีกว่า แล้วจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงกลายเป็นสิ่งของที่แสดงฐานะทางสังคมได้ ที่มา – Pantip.com / jonaja

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อน นี่คือบรรยากาศในสถานีรถไฟใต้ดินของกรุงลอนดอน

แม้ในหลายประเทศจะมองว่ารถไฟใต้ดินนั้นเป็นระบบขนส่งสมัยใหม่ที่เพิ่งจะมีมาเพียงไม่กี่สิบปี แต่สำหรับรถไฟใต้ดินลอนดอน (London Underground) แล้ว นี่คือรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1863 โดยสายแรกคือ สาย Circle วิ่งรอบโซน 1 ชั้นในของเมือง และ สาย Hammersmith & City วิ่งพาดจากด้านตะวันตกเฉียงใต้ไปยังด้านตะวันออกของเมือง ก่อนจะได้รับการพัฒนาจนมรรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งหมด 274 สถานี มีระยะทางรวมประมาณ 406 กิโลเมตร และมีการประมาณจำนวนผู้โดยสารในช่วงปี ค.ศ. 2004 – 2005 ว่าอาจมีมากถึง 976 ล้านคน หรือเฉลี่ย 2.67 ล้านคนต่อวัน อย่างไรก็ตาม ช่วงที่รถไฟใต้ดินของกรุงลอนดอนมีชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากโลกภายนอกมากที่สุด คงต้องยกให้ช่วง ค.ศ. 1970 ที่ทั้งบรรยากาศบ้านเมืองและการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน จึงทำให้ภาพถ่ายของรถไฟใต้ดินลอนดอนในช่วงนั้นมีความสวยงาม และมากมนต์ขลังอย่างไม่น่าเชื่อ ที่มา – hankermag.com

เคยเห็นกันมั้ย!? ยลโฉมพัฒนาการ ‘ลูกฟุตบอล’ ที่ใช้ในศึก World Cup นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

นอกจากชุดนักเตะ เทคโนโลยีการตัดสินชี้ผล และกติกาการแข่งขันต่างๆ ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมในแต่ละยุคสมัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่พัฒนาขึ้นทุกครั้งที่มีการจัดการแข่งมหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้อย่าง ฟุตบอลโลก นั่นคือลูกฟุตบอลที่ใช้แข่งขันฟุต ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 จนถึงการแข่งขันในปัจจุบันที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า บอลลูกกลมๆ ที่ใช้กันนั้นก็มีเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด โดยส่วนใหญ่มักเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่เอื้อต่อการทำประตูของเหล่านักเตะเป็นหลัก และแม้ก่อนหน้านี้จะมีเสียงบ่นเรื่องความเหมาะสมในการพัฒนาลูกบอลแต่ละรุ่นอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเราก็ได้เห็นลูกบอลเหล่านั้นในการแข่งขันจริงอยู่ดี ที่มา – alfa-news.de

ยังจำกันได้มั้ย!? เผยภาพ ‘แดนเนรมิต’ อดีตสวนสนุกที่เหลืออยู่เพียงความทรงจำ

หากพูดถึงสวนสนุกในบ้านเรา เชื่อว่าหลายคนคงมีชื่อสถานที่ในดวงใจกันอยู่แล้ว แต่หากย้อนกลับไปเมื่อนหลายปีก่อน เชื่อว่าหนึ่งในสวนสนุกที่น่าจะถูกใจใครหลายๆ คน คงต้องยกให้กับ ‘แดนเนรมิต’ สวนสนุกกลางแจ้ง บนเนื้อที่ 33 ไร่ เยื้องกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2518 มีเครื่องเล่นจากต่างประเทศกว่า 30 ชนิด แดนเนรมิตมีความโดดเด่นที่ปราสาทเทพนิยาย ซึ่งตั้งอยู่ส่วนหน้าของพื้นที่ สร้างขึ้นตามแบบที่ผสมผสาน จากปราสาทเทพนิยาย ของสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ กับปราสาทนอยส์ชวานสไตน์ของเยอรมนี ภายในมีเครื่องเล่นต่าง ๆ อาทิ รถไฟเหาะ เครื่องเล่นรถไฟรางเดี่ยว เรือไวกิง ส่วนจัดแสดงสัตว์โลกล้านปี เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีพาเหรดแฟนตาซี ซึ่งออกเดินไปตามถนนโดยรอบบริเวณ หลังจากเปิดให้บริการมาก่อน 25 ปี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 แดนเนรมิตปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากหมดสัญญาเช่า และไม่สามารถต่อสัญญาเช่าได้ เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ของแดนเนรมิตกลายเป็นพื้นที่ในเมือง พื้นที่น้อยไม่เหมาะกับการทำกิจการสวนสนุก เห็นได้จากสวนสนุกใหม่ ๆ มักจะตั้งอยู่ในย่านชานเมือง […]

ยังจำกันได้มั้ย? ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน เราเคยมีน้ำมันราคาไม่ถึง 10 บาท

อย่างที่หลายคนคงจะทราบข่าวการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจนล่าสุดอยู่ที่ราคาลิตรละ 30 กว่าบาท ซึ่งได้มีคำอธิบายจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งระบุว่าเป็นผลมาจากราคาตลาดโลกที่ปรับขึ้นจาก 50 บาทต่อบาร์เรล เป็นกว่า 70 บาทต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม…นี่ไม่ใช่ระดับราคาน้ำมันสูงสุดที่คนไทยเคยใช้ เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 คนไทยเคยต้องซื้อน้ำมันในราคาลิตรละ 49 บาท 15 สตางค์ ซึ่งขณะนั้นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกมีราคาสูงเกือบ 110 ดอลลาร์สหรัฐอบาร์เรล และขณะเดียวกัน…ก่อนหน้านั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน คนไทยก็เคยมีน้ำมันราคาไม่ถึงลิตร 10 บาทเช่นกัน แต่นั่นก็คงไม่แปลก เพราะอย่างไรเสียราคาน้ำมันก็เคลื่อนไหวไปตาม ‘กลไกตลาดโลก’ ตามที่หลายๆ ฝ่ายได้ชี้แจงนั่นแล ที่มา – สมาชิกเว็บไซต์พันทิป / อย่ามาฮา

ก่อนจะเป็นเช่นทุกวันนี้ นี่คือภาพสะท้อนวิถีชีวิตสังคมญี่ปุ่นเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

เช่นเดียวกับหลายๆ สังคมบนโลกใบนี้ ที่ล้วนแต่เคยผ่านการพัฒนาทางด้านสังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรม มาแล้วเป็นเวลานับหลายร้อยปี ก่อนที่จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ และแม้ว่าบางครั้งเรื่องราวเก่าแก่ในอดีตเหล่านี้จะมีข้อมูลน้อยมาก หรืออาจเหลือเพียงภาพที่บอกอะไรไม่เยอะ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับสังคมในอดีตที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นได้ ที่มา – japanese.china.org.cn

เปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลา! เผยสภาพ Grand Orient Express อดีตขบวนรถไฟสุดหรูแห่งเบลเยียม

หากจะมีอะไรที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสะท้อนความเจริญของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ก็คงต้องยกให้การมาถึงของเส้นทางและขบวนรถไฟ ที่แม้ในปัจจุบันจะลดความนิยมลงไปมาก และสำหรับในอดีตแล้ว…นี่คือการสัญจรประเภทอื่นที่รวดเร็วและสะดวกสบายเกือบจะที่สุดเลยก้ว่าได้ แถมในบางประเทศยังนำขบวนรถไฟที่หมดอายุการใช้งานแล้ว มาเก็บไว้เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้อีกด้วย อย่างเช่น ขบวนรถไฟ Grand Orient Express อดีตรถไฟสุดหรูหราที่ถูกจอดทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยวในเบลเยียม Grand Orient Express เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 1883 ในโครงการ Compagnie Internationale des Wagons-Lits (CIWL) ที่ทุกวันนี้ปลดประจำการไปแล้ว และหลงเหลือไว้เพียงความงดงามแค่ 2 ขบวนเท่านั้น โดยขบวนหนึ่งถูกจอดทิ้งอยู่ที่เบลเยี่ยม ส่วนอีกขบวนหนึ่งถูกนำไปปรับปรุงเป็นห้องสวีทของโรงแรมหรูในเวนิซ ที่มา – boredpanda.com

เผยภาพถ่ายสยามประเทศในช่วงรัชกาลที่ 4 เมื่อกว่า 153 ปีที่แล้ว ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็น

หากไม่นับภาพในตาราเรียน หรือวิดีโอสารคดีรุ่นเก่าเก็บในอดีตไว้ คงต้องยอมรับว่าเรื่องราวเกี่ยวกับถ่ายสยามประเทศนั้นเป็นอะไรที่หาชมได้ยากมาก หากไม่มีการสืบค้นอย่างจริงจัง แต่ด้วยเทคโนดลยีด้านการสื่อสารและระบบอินเตอร์เน็ตที่เยี่ยมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน ทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่อาจไม่มีในบันทึกของเรา ได้รับการเปิดเผยมากขึ้น อย่างเช่นภาพถ่ายของ John Thomson ช่างภาพรุ่นบุกเบิกชาวสกอตแลนด์ ที่เดินทางมายังประเทศไทยในช่วงยุคสมัยของรัชกาลที่ 4 เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1865 และได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ งานพระราชพิธีต่างๆ และสภาพบ้านเมืองในขณะนั้นเอาไว้ด้วย ที่มา – wikipedia.org / dailymail.co.uk

เผยสภาพเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ก่อนจะมาเป็น 7 สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลก

เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ เราอาจเผลอคิดไปว่ามันมีรูปร่างหน้าแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว และเปลี่ยนแปลงไปเพียงแค่การดูแลรักษาตามกาลเวลาเท่านั้น แต่หากลองย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า 100 ปีก่อน บางทีสถานที่ที่เราต่างคุ้นตาก็อาจไม่ได้เป็นอย่างเช่นที่เห็นทุกวันนี้ และบางทีก็อาจไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับภาพลักษณะในปัจจุบันเลยก็เป็นได้ 1. จัตุรัสไทม์สแควร์ ย่านท่องเที่ยวแห่งมหานครนิวยอร์ค (1904 – 2016) 2. อนุสรณ์สถานแห่งชาติเขารัชมอร์ ประติมากรรมแกะสลักบนหน้าผาภูเขาหินแกรนิต (1927 – 2016) 3. บอสตันเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด มั่งคั่งที่สุด และมีวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา (1860 – 2016) 4. อนุสรณ์สถานลินคอล์น เป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติอเมริกาสร้างเพื่อเป็นเกียรติแก่อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 16 (1917 – 2016) 5. มหาสฟิงซ์ ในประเทศอียิปต์ ที่อยู่ในบริเวณหมู่พีระมิดทั้ง 3 แห่งกิซ่า (1871 – 2016) 6. อูกริชตูเรเดงโตร์ รูปปั้นพระเยซูคริสต์ซึ่งตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาดู ประเทศบราซิล มีความสูงกว่า 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดย เอโตร์ ดา […]

keyboard_arrow_up