รักษ์โลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ‘BAMBOO DE CAFE’ คาเฟ่ไม้ไผ่สุดชิลล์

ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาช่วยโลกกัน วันนี้รายการปากลำโพงพาไปชิลล์ที่ “BAMBOO DE CAFE” คาเฟ่ไม้ไผ่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ย่านหัวหมาก พร้อมพูดคุยกับคุณเสาวลักษณ์ ทิพย์เจริญ เจ้าของร้าน BAMBOO DE CAFE เล่าให้ฟังว่า เดิมทีเป็นออฟฟิศทำงาน เวลาใครไปใครมาก็จะขอถ่ายรูป แต่มันก็จะเคอะเขินกัน เพราะมันเป็นออฟฟิศทำงาน เราก็เลยเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟเลย ให้ลูกค้าเข้ามาแล้วว๊าวเลย ความพิเศษของร้าน BAMBOO DE CAFE อยู่ที่ของตกแต่ง และของใช้ในร้านจะทำจากไม้ไผ่ อย่างหลอดดูดน้ำก็ทำจากไม้ไผ่, แผ่นไม้ไผ่ที่ให้ความแข็งแรงน้องๆ ไม้สัก ตัวร้านก็สร้างจากไม้ไผ่ ตั้งแต่โครงสร้าง และเสา ร้าน BAMBOO DE CAFE ตั้งอยู่หัวหมาก 18 อยู่หลังโรงพยาบาลรามคำแหง เพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก BAMBOO DE CAFE.

คนมักง่ายกลัวคำสาป! อบต.ไอเดียเจ๋ง จัดการคนทิ้งขยะริมถนน ขึ้นป้ายแช่งเห็นผลทันตา (คลิป)

วันที่ 6 มิ.ย. 62 ผู้สื่อข่าวประจำ จ.สุรินทร์ ได้รับแจ้งว่ามีผู้นำป้ายมาติดไว้ริมถนนสายเลี่ยงเมือง 293 บริเวณบ้านสนายดวจ หมู่ที่ 5 ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยมีข้อความว่า “ใครทิ้งขยะข้างทาง… ขอให้ฉิบหาย ทั้งคนทิ้งและครอบครัว …ฟ้าดินเป็นพยาน…” จากการตรวจสอบ พบป้ายดังกล่าวขนาดประมาณ 1.5 x 2 เมตร พื้นสีขาว ตัวหนังสือสีแดง สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ติดตั้งอยู่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาของถนนสายดังกล่าว และเป็นที่น่าสังเกตว่าบริเวณนั้นแทบจะไม่มีขยะทิ้งอยู่เลย จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าผู้ที่นำป้ายมาติดคือ องค์การบริหารส่วนตำบลคอโค หลังจากมีผู้คนที่ใช้เส้นทางได้ทิ้งขยะทั้งถุงพลาสติก เศษอาหาร กระดาษ ขวดน้ำ บริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ อบต.คอโค จะต้องเก็บทิ้งแทบทุกวัน ในครั้งแรกได้ทำป้ายขอความร่วมมือกรุณาอย่าทิ้งขยะ แต่ปรากฏว่าผ่านไป 2-3 เดือน ก็ยังมีการทิ้งเหมือนเดิม สุดท้ายไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้ทำป้ายดังกล่าวขึ้น ซึ่งก็ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด แทบจะไม่มีใครทิ้งขยะบริเวณนั้นเลย หากจะเทียบเปอร์เซ็นต์ก็ลดลงไปถึง 99 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว โดยนางกุสุมา วิริยะเขษม นักบริหารงานสาธารณสุข […]

เกาหลีใต้เริ่มใช้หลอดดูดน้ำทำจาก ‘ข้าว’ หวังลดขยะพลาสติก

ชาวเกาหลีใต้ได้หันมาใช้หลอดดูดน้ำ ที่ผลิตจากข้าวมากขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และหวังลดปริมาณขยะพลาสติก ซึ่งหลอดดูดน้ำดังกล่าวมีลักษณะเหมือนหลอดทั่วไป สามารถแช่อยู่ในเครื่องดื่มร้อนได้นาน 2-3 ชั่วโมง และแช่ในเครื่องดื่มเย็นได้เป็นเวลานานโดยไม่เปื่อยยุ่ย โดยผู้ใช้งานยังสามารถรับประทานหลอดเข้าไปได้อีกด้วย เมื่อใช้งานเสร็จ ด้านบริษัทผู้พัฒนาหลอดที่ทำจากข้าวบอกว่าหลอดดังกล่าวทำจากข้าว 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ทำจากมันสำปะหลัง หรือไข่มุกมันสำปะหลังที่นิยมใส่ในชานม ซึ่งมันสำปะหลังจะช่วยให้หลอดมีความยืดหยุ่น และทำให้พื้นผิวของหลอดดูราบเรียบ การผลิตใช้หลอดที่ทำจากข้าวนี้มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้างดการใช้ถ้วย และหลอดพลาสติกให้ได้ภายในปี 2027 โดยข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมเกาหลีใต้ระบุว่าชาวเกาหลีใต้ใช้หลอดพลาสติกมากกว่า 10 ล้านหลอด และใช้ถ้วยพลาสติกมากกว่า 25 ล้านถ้วยต่อปี ซึ่งจะต้องใช้เวลามากกว่า 500 ปีในการย่อยสลายขยะพลาสติกดังกล่าว ขณะที่ในเวลานี้ต้นทุนการผลิตหลอดน้ำที่ทำจากข้าวได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆช่วยเรื่องการผลิตในปริมาณมาก โดยขณะนี้ได้มีการผลิตหลอดที่ทำจากข้าวราว 300 ล้านชิ้นต่อเดือน และชาวเกาหลีใต้ก็สนับสนุนการใช้หลอดที่ทำจากข้าวด้วย ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

จะลอยกระทงขนมปัง ให้คิดก่อน “อ.เจษฎา” เตือน เป็นตัวการทำน้ำเน่า

วันที่ 21 พ.ย. 61 รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความว่า กระทงขนมปัง คือ กระทงที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ควรหลีกเลี่ยงถ้าคิดจะลอยคืนพรุ่งนี้ (22 พ.ย. 61) ถ้ายังตัดใจเลิกลอยกระทงไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้หลีกเลี่ยงความเชื่อผิด ๆ เรื่อง “ลอยกระทงขนมปังเพื่อสิ่งแวดล้อม” ครับ กระทงขนมปังเนี่ย ทำน้ำเน่าเสียมากกว่าอย่างอื่น เพราะกระทงขนมปัง มันเป็นสารอินทรีย์ ลงน้ำก็ยุ่ยและเน่าอย่างรวดเร็ว จะเก็บขึ้นแบบกระทงใบตองหรือโฟมก็ไม่ได้ ปลาก็ไม่ค่อยกิน แล้วถ้ากินไม่หมด มันก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ให้น้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียหนักขึ้นอีก   นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎา ยังได้อ้างอิงถึงความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับสื่ออื่น ๆ ไปแล้ว เช่น ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า กระทงขนมปัง ถ้าใช้ลอยในแหล่งน้ำไม่ว่าจะเปิดหรือปิด ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นแหล่งน้ำปิดแล้วมีบ่อปลา ก็จะสามารถใช้ได้ จะมีประโยชน์ เพราะปลาสามารถกินขนมปังได้ แต่ถ้าเป็นแหล่งน้ำปิดแล้วไม่มีบ่อปลา จะอันตรายต่อสภาพน้ำ เพราะขนมปังจะเกิดการยุ่ย และทำให้น้ำมีค่าบีโอดี […]

สังเวยอีกชีวิต!! เลียงผา โดนรถชนระดูกหักหลายจุด สุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหว

อีกหนึ่งการสูญเสียที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มอนุรักษ์อย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ กลุ่มอนุรักษ์ช่วยเหลือสัตว์ป่า ได้โพสต์ภาพของ เลียงผา ตัวหนึ่งที่ถูกรถยนต์ ในพื้นที่ ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์เพราะพันธ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวได้เดินทางเข้าให้การช่วยเหลือ แต่เนื่องจากเลียงผาตัวดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัสและกระดูกหักหลายจุด ทำให้ทนพิษบาดแพ้ไม่ไหว และจบชีวิตลงในที่สุด ทั้งนี้ เลียงผา ถือเป็นสัตว์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในวงศ์ย่อยนี้ โดยปรากฏมาตั้งแต่ยุคไพลโอซีนราว 2-7 ล้านปีมาแล้ว แต่เนื่องจากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย เพราะการขยายตัวของอุตสาหกรรมทำเหมือง ระเบิดภูเขา และการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ปัจจุบันถูกจัดเป็นสัตว์หายาก โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ได้ประเมินสถานภาพไว้อยู่ในระดับอันตราย ทั้งยังเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของไทย และอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของไซเตส เพื่อป้องกันไม่ให้มีการล่าเพื่อนำเนื้อและอวัยวะของเลียงผามาจำหน่ายตามความเชื่อของคนบางกลุ่ม

ธรรมชาติฟื้นคืน!! เผยคลิปฝูงฉลามหูดำว่ายโชว์ตัว หลังปิดอ่าวมาหยากว่า 4 เดือน

แม้จะเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่องปากท้องผู้คน และการดำรงอยู่ของสิ่งแวดล้อม แต่ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เปิดเผยคลิปของฝูงฉลามหูดำนับสิบตัว แหวกว่ายหากินบริเวณน้ำตื้นของอ่าวมาหยา หลังจากได้ทำการปิดอ่าวไปกว่า 4 เดือน เพื่อเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้มีการฟื้นตัวแล้ว ทั้งนี้ การปิดอ่าวเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศบริเวณอ่าวมาหยาและอ่าวโล๊ะซามะ ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ นั้นได้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2561 เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการท่องเที่ยว โดยเจ้าหน้าที่ฯ ได้มีร่วมการปลูกปะการังเพื่อเร่งช่วยฟื้นฟูสภาพระบบนิเวศในพื้นที่ให้กลับมาสมบูรณ์ขึ้นอีกด้วย

ยลโฉม Desert House บ้านหน้าตาแปลกๆ แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเอามากๆ

คงปฎิเสธไม่ได้ว่านวัตกรรมการออกแบบบ้านพักอาศัยทุกวันนี้ พัฒนาไปไกลกว่าที่หลายๆ คนจะคิดออกมาก แถมส่วนใหญ่ยังชูแนวทางการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย อย่างเช่นบ้านหน้าตาแปลกๆ หลังนี้ที่ถูกสร้างอยู่ใกล้กับอุทยาน Joshua Tree National Park ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 4,643 ตารางฟุต ประกอบด้วย 3 ห้องนอน 3.5 ห้องน้ำ และที่น่าสนใจคือบ้านหลังนี้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นหินธรรมชาติที่ตั้งอยู่ ณ พื้นนั้น จนสามารถเคลมได้ว่าเป็น organic architecture หรือ สถาปัตยกรรมอินทรีย์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากข้อมูลพบว่าบ้านหลังนี้มีชื่อว่า Desert House ที่ออกแบบโดย John Vurgin ในปี 1993 ก่อนจะถูกมอบให้กับ Bev และ Jay Doolittle จนกระทั่งเปลี่ยนมือมาถึง Kendrick Bangs Kellogg ซึ่งเขาเปิดให้ผู้ที่สนใจจ่ายเงินเพื่อเข้าไปอยู่อาศัยตามระยะเวลาที่กำหนดได้ อย่างเช่นในภาพนี้ถูกถ่ายโดย Lance Gerber ผู้อยู่อาศัยคนล่าสุดของบ้านหลังนี้

พลังธรรมชาติ!! เมื่อสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ไม่อาจหยุดยั้งการเติบโตของ ‘ต้นไม้’ ได้

ในยุคที่เครื่องจักรเฟื่องฟู และแทบทุกอย่างบนโลกถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์แบบนี้ หลายคนอาจมองว่านี่อาจกลายเป็นหายนะของสิ่งแวดล้อม และการลดลงของพื้นที่สีเขียวที่กำลังลดลงเพราะการขยายตัวของชุมชนเมือง ที่ในไม่ช้า มันอาจเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เหลือแต่สีคอนกรีตทั้งหมด แม้จะดูเหมือนเป็นสถานการณ์ที่แสนสิ้นหวัง แต่ก็มีหลายครั้งที่ธรรมชาติได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ได้ และเมื่อไหร่ที่เราปล่อยให้สิ่งต่างๆ ในโลกนี้เป็นไปในทิศทางของมันเอง พื้นที่สีเขียวก็จะสามารถฟื้นคืนกลับมาได้ โดยที่สิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ก็ไม่อาจหยุดยั้งกระบวนการของมันได้

เผยนาทีช่วยเหลือ ‘เต่าตนุ’ เกยตื้น แต่ไม่รอดเพราะขยะพลาสติกเต็มท้อง

จากกรณีการตายของวาฬนำร่องที่จากเพราะมีเศษขยะพลาสติกหนักกว่า 8 กก. อยู่ในท้องและลำไส้ (อ่านเพิ่มเติม : น้ำมือมนุษย์!! เผยผลชันสูตร ‘วาฬนำร่อง’ พบขยะพลาสติกกว่า 8 กก. ในท้อง) ล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก ReReef ซึ่งได้เผยแพร่ภาพการช่วยเหลือเต่าตนุตัวหนึ่งที่มาเกยตื้นบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่วันที่4 มิถุนายน แต่หลังเจ้าหน้าที่พยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ สุดท้ายเต่าตัวนี้ก็เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ก่อนวันทะเลโลก ทั้งนี้ทางเพจดังกล่าวได้เปิดเผยสาเหตุการตายของเต่าตัวดังกล่าว โดยระบุว่าทีมสัตวแพทย์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้ทำการชันสูตรผ่าซากเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต และพบว่าภายในกระเพาะอาหารพบขยะพลาสติกจำนวนมาก โดยเฉพาะพลาสติกขนาดเล็กเช่น หนังยาง เชือกฟาง เชือกไนลอน ถุงพลาสติก เศษพลาสติกและเศษเครื่องมือประมง

หน้ามือเป็นหลังมือ!! เทียบความเปลี่ยนแปลงของ ‘เกาะพีพี’ ระหว่างปี 1987 กับ 2012

ด้วยความงามเลอค่าจนได้ฉายาว่า มรกตแห่งอันดามัน จึงไม่แปลกที่เกาะพีพีจะเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความสวยงามทางธรรมชาติ และทะเลสีครามของประเทศไทยแห่งนี้ แต่ขณะเดียวกัน…เกาะแห่งนี้ก็เผชิญกับปัญหาด้านการรองรับปริมาณนักท่องเที่ยว ทั้งยังประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลอย่างหนัก แต่หากผลกระทบเหล่านี้ยังไม่สามารถบอกเล่าปัญหาที่เกาะพีพีกับเผชิญได้ ลองย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1987 เพื่อชมสภาพแวดล้อมของเกาะแห่งนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับสภาพของเกาะในปี ค.ศ. 2012 หรือในอีก 25 ปีต่อมา หลังจากที่ภาพแรกถูกถ่าย

เล่าด้วยภาพ! ดร.ธรณ์ เผยภารกิจคืนชีพ ‘ปะการัง’ ต้องใช้เวลากว่า 23 ปีจึงจะเห็นผล

อีกหนึ่งความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่เชื่อว่าหายคนคงเคยตั้งคำถามแบบนี้กับตัวเอง ว่าถ้าหากปะการังสีสวยๆ ถูกทำลายไปหมด เราจะสามารถปลูกมันกลับมาใหม่ได้หรือไม่ และถ้าได้…จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะเห็นความสำเร็จนี้ แน่นอนว่าคำตอบนี้คงไม่มีใครอธิบายได้ดีไปกว่า ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลมาแล้วนับไม่ถ้วน ซึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat บอกเล่าถึงเรื่องราวการฟื้นฟูแนวปะการังที่จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นการเปรียบเทียบภาพเมื่อครั้งเริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2537 ที่มีเพียงแท่งปะการังเทียม และต้องใช้เวลากว่า 23 ปี ก่อนจะเห็นเป็นภาพแนวปะการังของจริงในปี พ.ศ. 2560 ทั้งนี้ ดร.ธรณ์ ยังบอกด้วยว่า ปะการังเป็นสัตว์ที่เจริญเติบโตช้ามาก ในหนึ่งปี ปะการังก้อนอาจโตขึ้นเพียง 2-3 เซนติเมตร กว่าจะได้ปะการังสูงไม่ถึง 1 เมตร ต้องใช้ความรู้ ความทุ่มเท ความพยายาม และสำคัญเหนืออื่นใด คือ จิตใจที่ไม่ย่นระย่อต่อขวากหนาม แต่ปะการังเหล่านี้สามารถพินาศสิ้นในเวลาไม่ถึง 1 นาที หากมีสมอตกลงไปเกี่ยวจนแตกหัก หรืออาจพลิกคว่ำและตายได้ เมื่อนักดำน้ำไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความชำนาญเพียงพอ เข้าไปยืน นั่ง เหยียบ และความพยายามตลอด 23 […]

เผยภาพเชียงใหม่เมื่อกว่า 41 ปีก่อน ขณะธุรกิจ ‘ล่า-ค้า’ สัตว์ป่ากำลังเฟื่องฟู

ต้องยอมรับว่าจากกรณีข่าวคราวการล่าเสือดำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรีนั้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากหันมาใส่ใจ และพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ป่านั้นจะเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในบ้านเรามาอย่างยาวนานแล้วก็ตาม อย่างเช่นภาพถ่ายเก่าๆ ที่เผยแพร่โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Plat Jampathong ที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตอีกมุมหนึ่งของผู้คนในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ. 2515 หรือเมื่อกว่า 41 ปีก่อน ที่ยังมีการค้าซากและหนังสัตว์กันอย่างเปิดเผย และยังเป็นพื้นที่ที่ชนชั้นสูงบางกลุ่มใช้เพื่อทำกิจกรรมเข้าป่าล่าสัตว์กันอย่างเปิดเผยด้วย แม้ปัจจุบันที่มีการรณรงค์และออกกฎหมายต่างๆ ขึ้นมาเพื่อควบคุมการล่าที่ผิดกฎหมาย และใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการปกป้องชีวิตสัตว์ป่าที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีในปัจจุบัน แต่ก็อย่างที่เราทราบกันดี ว่าทุกวันนี้ยังมีกลุ่มคนอีกมากที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และไม่ให้ความสำคัญกับการสูญเสียสัตว์ที่เป็นมากกว่าทรัพยากรทางธรรมชาติของไทย แต่มีความหมายต่อระบบนิเวศของโลก จึงทำให้การล่าที่อยู่เหนือกฎหมาย และเอาตัวรอดด้วยช่องว่างทางกฎหมายยังคงดำเนินต่อไป

นิสิต ม.เกษตร เชื่อกระบวนการยุติธรรมเอาผิด “เปรมชัย”ได้ ตั้งข้อสงสัยอิตาเลียนไทยไร้สำนึกสิ่งแวดล้อม

จากกรณี โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพเพจเฟซบุ๊ก ที่มีข้อความเรียกร้องให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ยุติการทำหน้าที่คลี่คลายคดี นายเปรมชัย กรรณสูต และพวก กรณีลักลอบล่าสัตว์ป่าภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จังหวัด กาญจนบุรี โดยเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกัน ติดแฮชแท็ก   วันนี้ (6 มี.ค.61) นายวิทวัส บรรเลง นายกสโมสรนิสิตคณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ทางสโมสรฯ เคยยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม ทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดำเนินคดีกับ นายเปรมชัย และพวก อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมถึงตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่อำนวยความสะดวกให้ นายเปรมชัย เข้าไปล่าสัตว์ โดยอยากให้ นายกรัฐมนตรี เห็นความสำคัญของคดีนี้ เพราะการล่าสัตว์ป่าในเขตพื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก เปรียบเสมือนการขโมยทรัพยากรของโลก ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น เพราะเสือดำมีความสำคัญระดับโลก   จากการติดตามคดีมาตลอดโดย ทราบว่า นายเปรมชัย หลุดข้อหาไปหลายข้อหา ส่วนตัวยังเชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมยังสามารถใช้ได้ในสังคมไทย ซึ่งคดีที่หลุดไปอย่างเช่น ทารุณกรรมสัตว์ ตนมองว่าเป็นไปตามสำนวน […]

ดร.ธรณ์ โพสต์ทำความเข้าใจก่อนปล่อย ‘ปลาการ์ตูน’ เผยปล่อยถูกวิธีก็ยังมีอัตรารอดต่ำกว่า 1%

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพการปล่อยปลาการ์ตูนส้มขาวในพื้นที่ว่างเปล่าและไม่มีดอกไม้ทะเล จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในโลกออนไลน์ เพราะการกระทำดังกล่าว ทำโอกาสรอดของปลาที่แทบจะเป็นศูนย์ เพราะไม่ได้อยู่ในแหล่งอาศัยที่เหมาะสม ซึ่งไม่ต่างจากการปล่อยสัตว์เพื่อทำบุญอย่างผิดวิธี ล่าสุด ดร.ธรณ์ ดำธงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตศาสตร์ และนักวิชาการด้านทะเล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat โดยกล่าวว่า เข้าใจในความหวังดีที่จะช่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ แต่การปล่อยปลาการ์ตูนนั้นมีเงื่อนไขต่างๆ ที่ต้องศึกษามากมาย เช่นในเรื่องของสถานที่ปล่อยที่เหมาะสมกับปลาการ์ตูนแต่ละชนิด เช่นในเหตุการณ์ดังกล่าวที่เป็นการปล่อยปลาในพื้นที่ทะเลฝั่งอ่าวไทย ซึ่งไม่มีปลาการ์ตูนชนิดนี้ เพราะเป็นปลาที่พบได้เฉพาะในฝั่งอันดามัน นอกจากนี้ ดร.ธรณ์ ยังเผยวิธีปล่อยปลาสู่ธรรมชาติด้วยวิธีที่ได้ผลมากที่สุด นั่นคือการปล่อยปลา 4 ตัวต่อ 1 กรง และทิ้งกรงไว้ในบริเวณที่เลือกเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แต่ถึงกระนั้น อัตรารอดจากการรอดของปลาจากการปล่อยด้วยวิธีดังกล่าวก้ยังต่ำมา เพราะถ้าวัดให้ถึงขั้นปลาที่ปล่อยไปโตจนออกลูกหลานได้ ก็ยังมีอัตรารอดน้อยกว่า 1%

กรมอุทยานฯ จ่อแก้ปัญหานักท่องเที่ยวแออัด-ปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เร่งหาแนวทางการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเล หลังหลายพื้นที่ท่องเที่ยวประสบปัญหานักท่องเที่ยวแออัดและมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เมื่อวันที่ 7 ก.พ.61 นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวถึงการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้ ว่าจากการหารือร่วมกัน ระหว่างอุทยานแห่งชาติทางทะเลและตัวแทนผู้ประกอบกิจการในอุทยานแห่งชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ท่องเที่ยวทางทะเลให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้ ปัจจุบันปัญหาจากการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งอุทยานแห่งชาติหลายแห่งโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเล กำลังประสบปัญหาจากความแออัดของนักท่องเที่ยว ปัญหาคราบน้ำมันจากเรือโดยสาร ปัญหาการจัดการขยะ รวมถึงผลกระทบการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งยากต่อการฟื้นฟูในระยะเวลาอันสั้น จึงจำเป็นต้องร่วมกันหาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวที่นำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรและผู้ประกอบการให้เข้าใจสถานการณ์การท่องเที่ยวที่แท้จริงและร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่ นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลให้ต้องทำควบคู่กับการศึกษาขีดความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ทันต่อการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วเริ่มจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลก่อน เนื่องจากบางแห่งมีผลการศึกษาขีดความสามารถการรองรับนักท่องเที่ยวแล้ว ที่สำคัญให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยวและสอดคล้องกับแผนปฎิรูปอุทยานแห่งชาติ 20 ปี โดยเน้นดูแลรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวและการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย ขอบคุณภาพ : Loveaholic เที่ยวอยู่ได้

จับปรับจริง! คุมเข้มสิงห์อมควัน 24 หาด ดีเดย์ 1 ก.พ.นี้

วันที่ 31 ม.ค.61 ภายหลังกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประกาศมาตรการคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งบริเวณชายหาด ที่ห้าม-ทิ้ง ก้นบุหรี่ ทิ้งขยะ ปล่อยน้ำเสีย หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ 24 ชายหาดทั่วประเทศ ซึ่งได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที 2 พ.ย.2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.พ.นี้ ได้แก่ 1.หาดบานชื่น อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 2.หาดแหลมเสด็จ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 3.หาดแสงจันทร์ อ.เมือง จ.ระยอง 4.หาดบางแสน อ.เมือง 5.หาดถ้ำพัง อ.เกาะสีชัง 6.หาดทรายแก้ว อ.สัตหีบ 7.หาดดงตาล พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี 8.หาดชะอํา อ.ชะอํา จ.เพชรบุรี 9.หาดหัวหิน 10.หาดเขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 11.หาดทรายรี อ.เมือง จ.ชุมพร 12.หาดบ่อผุด อ.เกาะสมุย 13.หาดโฉลกบ้านเก่า เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 14.หาดปลายทราย […]

วิถีธรรมชาติ! เผยภาพการล่าสุดหายาก เมื่อ ‘หมาไม้’ ช่วยกันลงมือฆ่า ‘ลิงวอก’

เหตุการณ์สุดแปลกตาและชวนตื่นเต้นนี้ถูกบันทึกภาพไว้โดยช่างภาพสารคดี Chris Mills ขณะเดินทางไปยังพื้นที่ป่าทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย และได้พบกับลิงวอก (Rhesus Macaque) ที่กำลังถูกเล่นงานจากหมาไม้สองตัว (Yellow-throated Martens) โดยที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 เมตร ซึ่งเหตุการณ์กินเวลานานกว่า 30 นาทีกว่า ก่อนที่เจ้าลิงจะสิ้นฤทธิ์และถูกฉีกกินเป็นชิ้นๆ แม้จะเป็นวิถีตามธรรมชาติของนักล่ากับเหยื่อ แต่เหตุที่ทำให้การล่าลิงของหมาไม้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนในโลกออนไลน์อย่างมาก เพราะแม้หมาไม้จะกินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่ปกติมันมักเลือกจะโจมตีสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่า อย่างเช่นสัตว์ฟันแทะ, แมลง, สัตว์เลื้อยคลาน, นก หรือ ไข่นก และหลีกเลี่ยงที่จะเล่นงานสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างมาก

เจิดมาก! กง หนิง ศิลปินฮ่องกงสวมชุดราตรีสีฟ้าสด ตัดเย็บจากถุงพลาสติกย่อยสลาย แจมงานประชุมโลกร้อนที่ปารีส

กง หนิง ศิลปิน และนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมสาวชาวฮ่องกง โผล่ไปร่วมสร้างสีสันใกล้สถานที่จัดงานประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเธอแต่งกายในชุดราตรีสีฟ้าสด ที่ตัดขึ้นจากถุงพลาสติกแบบย่อยสลายได้ รายงานข่าวระบุว่า ศิลปินชาวฮ่องกงรายนี้ต้องการสื่อให้สาธารณชน ตระหนักถึงพลังของ “มนุษย์ตัวเล็กๆ” ใน 190 ประเทศทั่วโลก ว่า สามารถร่วมกัน “สร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่” และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ขึ้นได้ ไม่ต่างกับการที่ “หยดน้ำสีฟ้าเล็กๆ หลายหยด” ที่สามารถรวมตัวกันจนกลายเป็น แม่น้ำสายใหญ่ได้ในสักวันหนึ่ง ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่า สหรัฐอเมริกาจะขอถอนตัวจากข้อตกลงนานาชาติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และแก้ปัญหาโลกร้อนโดยอ้างว่า ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเสียหาย ซึ่งท่าทีของทรัมป์ ก่อให้เกิดเสียงประณามจากแวดวงนักอนุรักษ์ทั่วโลก สวนทางกับรัฐบาลฝรั่งเศสภายใต้การนำของประธานาธิบดีแอมานูแอล มาครง ที่ประกาศจะยุติการผลิตและการใช้ยานยนต์ที่ใช้ “น้ำมัน” ทุกประเภทภายในปี ค.ศ.2040 และยังจะลงทุนอีกกว่า 4,000 ล้านยูโร (ราว 153,250 ล้านบาท) ในการพัฒนาพลังงานทางเลือก.

keyboard_arrow_up