“กระถิน” พืชที่หลายคนคิดว่ามันเป็นของไทย แต่กลับเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นสุดอันตราย

แม้ชื่อ กระถิน จะฟังดูเป็นภาษาไทยง่ายๆ ที่ได้ยินติดหูกันมาพอสมควร แต่ความจริงแล้วพืชริมรั้วที่เราเด็ดยอดอ่อน และฝักอ่อนมารับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริกนั้น มีต้นกำเนิดมาไกลถึงแถบอเมริกากลาง ซึ่งเชื่อว่าถูกนำเข้าปลูกในประเทศไทยช่วงสมัยอยุธยา ก่อนจะแพร่กระจายไปจนทั่วประเทศ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ผักก้านถิน, สะตอเทศ, สะตอบ้าน และ ตอเบา เป็นต้น กระถิ่นเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และขึ้นอย่างหนาแน่จนทำให้พืชท้องถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้และถูกเบียดออกไปกระถินถูกพิจารณาให้เป็น 1ใน 100 สายพันธ์รุกรานที่ร้ายแรงของโลกโดย คณะกรรมการความอยู่รอดของสปีชีส์ของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (the Invasive Species Specialist Group of the IUCN Species Survival Commission) เนื่องจากเป็นพืชโตไว แพร่พันธุ์เก่ง และทำลายให้สิ้นซากได้ยาก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในไทยนั้นพบว่า กระถินสามารถเจิญเติบโตได้ให้หลายพื้นที่ ตั้งแต่บริเวณป่าโล่ง ป่าเคยถูกทำลาย หรือแม้กระทั่งในเขตที่แห้งแห้งแล้งสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้นมาก ก็ยังสามารถงอกงามได้ และเมื่อมีกระถินเติบโตเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่ดังกล่าวก็มักจะมีแต่พืชชนิดนี้ขึ้นปกคลุมอยู่เพียงชนิดเดียว โดยไม่มีพื้นชนิดอื่นขึ้นแซม อย่างไรก็ตาม กระถินเองก็มีมีประโยชน์อยู่มากมายพอสมควร เรียกว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ยอดอ่อนจนถึงราก ไม่ว่าจะเป็นใบอ่อนและฝักอ่อนที่นำมากินเป็นอาหาร ใบแก่ที่สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้ และลำต้นสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดี อีกทั้งต้นกระถิ่นยังสามารถปลูกให้ขึ้นเป็นแนวรั้วธรรมชาติได้ แต่ต้องมั่นตัดแต่งอยู่ในฟอร์มเตี้ยอย่างสม่ำเสมอ

“ปลากัด” สัตว์น้ำประจำชาติของไทย และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นในออสเตรเลีย

คงไม่มีใครปฏิเสธความสวยงาม และทางท่าอันดุดันของ ปลากัด (Siamese fighting fish) ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และมันยังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงปลาทั่วโลกเป็นอย่างมาก แต่ก็เช่นเดียวกับปัญหาเอเลี่ยนสปีชีย์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่เกิดจากผู้เลี้ยงไร้ความรับผิดชอบ นำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปโยนทิ้งในคลองหลังบ้าน และหวังว่ามันจะโดนธรรมชาติลงโทษไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยเอาตัวรอดเองเหล่านั้น ได้ขยายพันธุ์จนกลายเป็นภาระต่อระบบนิเวศดั้งเดินไปโดยปริยาย และเจ้าปลากัดไทยที่ถูกส่งออกไปยังออสเตรเลีย ก็กลายเป็นตัวปัญหาในฐานะสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเช่นกัน อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อที่ปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำในเมืองเล็กๆ อย่าง Adelaide River ของ Dr. Michael Hammer ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาและสัตว์น้ำของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ของนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี พบว่ามีปลากัดไทยจำนวนมากแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าพวกมันอาจถูกปล่อยทิ้งโดยเจ้าของที่ขาดความรับผิดชอบ หรืออาจจะหลุดออกมาพร้อมกับตอนเกิดน้ำท่วมในเมือง แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปลากัดเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศพื้นฐานของออสเตรเลียบ้าง แต่การพบพวกมันมากกว่า 1,000 ตัวในการลงพื้นสำรวจนั้น ก็สร้างความหวาดวิตกให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะดด้วยจำนวนขนาดนี้ แปลว่าปลาต้องมีอาหารการกินที่ดีพอสมควร จึงมีความเป็นได้ที่ปลากัดจะแย่งอาหารของปลาท้องถิ่น อีกทั้งในระบบนิเวศที่มีนักล่าขนาดใหญ่อย่างจระเข้นั้น ยังกลายเป็นการป้องกันปลากัดไปในตัว เพราะจระเข้ขนาดใหญ่ไม่ค่อยสนใจเหยื่อตัวเล็กๆ อย่างปลากัด แถมบริเวณที่พบปลาพวกนี้กระจายตัวอยู่ ยังมีพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนยากที่นักล่าจะเข้าถึงตัวพวกมันได้ รวมถึงนักวิจัยที่พยายามจะจับพวกมันออกมาด้วย

ส่งคนไทยไปปราบ!! เมื่อ “ปลากราย” กลายเป็นสายพันธุ์รุกรานในฟิลิปปินส์

แม้จะพบเห็นได้ยากในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปลากรายในบ่อเลี้ยงก็ยังทำให้เมนูไทยๆ อย่างลูกชิ้นและห่อหมกไม่ใช่ของกินที่หายากแต่อย่างใด แต่ดูเหมือนปลารูปทรงประหลาดที่คนไทยและหลายๆ เชื้อชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้จักนั้น จะเริ่มกลายเป็นตัวปัญหาในประเทศฟิลิปปินส์ จนถูกยกสถานะให้เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเรียบร้อยแล้ว อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในทะเลสาบน้ำจืดลากูนา เดอ เบย์ (Laguna de bay) ซึ่งติดกับแม่น้ำปาสิก (Pasig) แม่น้ำสายสำคัญของกรุงมนิลา เมืองหลวงเก่า และเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ พบประชากรปลาท้องถิ่นเดิมลดจำนวนลงไปอย่างมาก และมีบางสายพันธุ์ที่ไม่พบในทะเลสาบแห่งนี้อีกแล้ว แต่กลับมีประชากรปลากรายจำนวนมากเข้ามาอยู่อาศัยแทน แม้จะเป็นปลารสอร่อยที่นำมาปรุงอาหารได้หลากหลายสำหรับคนไทย แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์แล้ว ปลาชนิดนี้แม้ถูกจับมาได้ ก็ไม่เป็นที่ต้องการในตลาด จึงทำให้พวกมันถูกปล่อยกลับลงน้ำ จนมีขนาดโตได้กว่า 51 เซนติเมตร ซึ่งใหญ่พอจะเป็นภัยคุกคามต่อปลาขนาดเล็ก และปลานักล่าชนิดอื่นที่อาศัยอยู่ร่วมกับมันในทะเลสาบแห่งนี้ สำหรับต้นตอการคุกคามในครั้งนี้ ยังไม่สามารถฟันธุงได้ชัดเจนว่าทำไมปลากรายจึงเพิ่มจำนวนในทะเลสาบแห่งนี้รวดเร็วนัก แต่คาดว่าสาเหตุหลักอาจมาจากคนเลี้ยงปลาสวยงามที่ปล่อยปลาชนิดลงสู่แม่น้ำธรรมชาติ ก่อนที่มันจะแพร่พันธุ์ไปทั่วทะเลสาบ เช่นเดียวกับกรณีของปลา janitor fish หรือปลาซัคเกอร์ในภาษาเรียกของชาวฟิลิปปินส์ที่ระบาดหนักจนไม่สามารถควบคุมประชากรได้ ที่มา – inquirer.net / wikipedia.org

ตกได้เกลื่อนกลาด!! นักตกปลาเผยภาพ “พีค็อกแบส” ตัวเป็นๆ จากอ่างเก็บน้ำห้วยเกษม

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบกระแสข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการปลาสวยงาม เมื่อกรมประมงได้มีคำสั่งห้ามนำเข้ากุ้งเครฟิช ปลาพีค็อกแบส และปลาสวยงามอีกหลายรายการเข้าประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งยังแจ้งให้ผู้เลี้ยงที่ครอบครองปลาชนิดดังกล่าวทุกรายต้องขึ้นทะเบียน เพื่อป้องกันลักลอบปล่อยปลาต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หากฝ่าฝืนโทษจะมีปรับหนัก 1-2 ล้านบาท แต่ดูเหมือนการป้องกันการรุกรานนี้จะไม่สามารถหยุดการระบาดของสายพันธุ์ต่างถิ่นในบางพื้นที่ได้ อย่างเช่นบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยเกษม จังหวัดเพชรบุรี ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thum Bionic ได้โพสต์ภาพของ ปลาพีค็อกแบส (Peacock bass) ที่ตกได้เป็นจำนวนมาก และยังมีข้อมูลว่าอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังเป็นที่หมายสำหรับนักตกปลาที่ต้องการสัมผัสความตื่นเต้น จากการสู้เบ็ดอันดุดันของปลาชนิดนี้อีกด้วย

โซเชียลตั้งคำถาม หลังพบ จนท. นำกระต่ายไปปล่อยในอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า…แบบนี้เหมาะหรือไม่!?

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นชวนคิดในโลกออนไลน์เลยก็ว่าได้ เมื่อมีคนจำนวนมากแชร์โพสต์จากกลุ่ม RabbitLike (กลุ่มคนรักกระต่าย) ที่ได้โพสต์ภาพกระต่ายซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะทะลุ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาเเหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ทั้งยังระบุว่าเป็นกระต่ายที่เจ้าหน้าที่อุทยานนำมาเลี้ยงไว้แบบปล่อย ให้อยู่อาศัยกันเองตามธรรมชาติ โดยกินใบไม้และอาหารจากนักท่องเที่ยว แม้จะได้รับความสนใจจากคนรักกระต่ายและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก จนมอบชื่อเล่นให้เกาะดังกล่าวว่าเป็น ‘เกาะกระต่าย’ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ตั้งคำถามถึงความเหมาะสม ในการนำกระต่ายซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นเข้าไปอยู่เขตอุทยานแห่งชาติ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่องการนำกระต่ายไปปล่อยในอุทยานแห่งชาตินั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้าเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายสัตวแพทย์ ภัทรพล มณีอ่อน สัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เคยโพสต์ภาพและวิดีโอเหตุการณ์อุบัติเหตุภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อมีนักท่องเที่ยวขับรถขึ้นมาพักผ่อนบนเขาใหญ่ และได้หักหลบกระต่ายเลี้ยงที่มีคนนำมาปล่อยไว้วิ่งตัดหน้า ซึ่งนายสัตวแพทย์ ภัทรพ ยังระบุในโพสต์ดังกล่าวด้วยว่า ผลกระทบอย่างหนึ่งของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น (Alien Species) ต่อคน คือ คนแอบเอาสัตว์เลี้ยงมาปล่อยในพื้นที่อนุรักษ์เพื่อหวังได้บุญ แต่กลับเป็นบาปแทน

เข้าใจตรงกันนะ!! อ.เจษฎา ยัน ‘ดอกบัวตอง’ เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ เผยส่งผลกระทบต่อสายพันธุ์ท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวงในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว เมื่อได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Sasivimon Pu-Pe Swangpol หรือ ผศ.ดร.ศศิวิมล แสวงผล จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้โพสต์เรื่องราวของดอกบัวตอง ซึ่งเป็นพืชดอกสีเหลืองที่พบได้ตามพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ และทำให้บริเวณที่ดังกล่าวกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ถูกจัดให้เป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสายพันธุ์ต่างถิ่นด้วย ล่าสุด ศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ค อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ โดยยืนยันว่าดอกบัวตองนั้นเป็นพืชรุกรานข้ามถิ่นที่ทำลายระบบนิเวศท้องถิ่น ด้วยการที่มันสามารถสร้างสารพิษให้ต้นไม้อื่นขึ้นไม่ได้ ทั้งยังระบุว่าไม่ควรจะไปส่งเสริมหรือไปแพร่พันธุ์พืชดังกล่าว จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า พืชสายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดในแถบทวีปอเมริกากลาง และมีชื่อจริงว่า Mexican Sunflower ซึ่งเชื่อว่าถูกนำเข้ามาปลูกโดยมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในพื้นที่ชายแดนทางภาคเหนือ ซึ่งมีสภาพอากาศและปริมาณแสงเหมาะกับดอกบัวตองอย่างมาก จึงทำให้ดอกไม้พวกนี้บานสะพรั่งทั่วทั้งดอย โดยไม่มีพืชอื่นขึ้นแซมเลยสักนิด เนื่องจากปมรากของมันมีสารพิษที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นได้ ที่มา – Facebook.com : Sasivimon Pu-Pe Swangpol / อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ภาพจาก – wikipedia.org

ชาวเน็ตซัดเดือด ‘กรมประมง’ โยนความผิดให้วงการปลาสวยงาม หลังเผยชื่อบริษัทนำเข้า ‘ปลาหมอสีคางดำ’

หลังจากกลายเป็นการกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เมื่อมีว่าการรายงานว่า ปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) หรื่อ Blackchin tilapia ที่กำลังระบาดหนักในหลายพื้นที่ของประเทศ และสร้างผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งเป็นจำนวนมากนั้น เป็นปลาที่มาจากการนำเข้าของกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม จนทำให้เกิดการออกมาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกปลาสวยงามหลายชนิด ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจปลาสวยงามในประเทศอย่างมาก (อ่านเพิ่มเติมที่ : โวยกลับ! ผู้เลี้ยงยัน ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ไม่มีขายในตลาดปลาสวยงาม พร้อมแฉเอกสารนำเข้าจากกรมประมง) ล่าสุดได้มีกระแสข่าวว่าการลงตรวจพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากปลาต่างถิ่นชนิดดังกล่าว และได้มีการเปิดเผยชื่อของบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเข้าปลาหมอสีคางดำ ทั้งยังพบว่าการระบาดครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดในการทำลายและตรวจสอบของกรมประมง จึงทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจของกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงามอย่างมาก จนมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ถามในเพจ กรมประมง โดยทวงความรับผิดชอบของกรมประมงที่สร้างผลกระทบต่อกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม พร้อมทั้งถามถึงท่าทีที่ผ่านมา ว่าเป็นการผลักภาระให้คนกลุ่มอื่น เพื่อปกป้องบริษัทที่เป็นต้นตอปัญหาการระบาดของปลาหมอสีชนิดดังกล่าวหรือไม่!? ที่มา – Facebook.com / กรมประมง

ทีเดียวอยู่!! โซเชียลเผยวิธีรับมือ ‘หนอนตัวแบนนิวกินี’ สัตว์ต่างถิ่นที่ระบาดในไทย

อีกหนึ่งประเด็นความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างความวิตกกังวลให้คนจำนวนมาก เมื่อมีการค้นพบสายพันธุ์ต่างถิ่นอย่าง หนอนตัวแบนนิวกินี ที่อาจกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดใหม่ของไทย เนื่องจากพวกมันออกล่าหอยทากเป้นหลัก และอาจส่งผลต่อหอยพันธุ์พื้นเมืองของไทยได้ อีกทั้งยังไม่พบว่ามีสัตว์ชนิดใดที่กินมันเป็นอาหาร ทั้งยังพบว่าหนอนตัวแบนชนิดนี้ ยังเป็นพาหะของโรคพยาธิปอดหนู ซึ่งสามารถติดต่อสู่คนได้หากทานผักที่ล้างไม่สะอาด และพยาธิตัวอ่อนจะไปอาศัยอยู่ในระบบประสาท แม้มันจะตายเพราะว่าไม่สามารถเติบโตในร่างกายมนุษย์ได้ แต่ก็ทำให้เกิดการอักเสบในเยื่อหุ้มสมอง มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เป็นไข้ อาเจียน ท้องเสีย และปวดกล้ามเนื้อ ในรายที่ติดเชื้ออย่างรุนแรง ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์ได้มีการเผยคำแนะนำและคำเตือนในการจัดกับหนอนตัวแบนต่างถิ่นชนิดนี้หลายวิธีด้วยกัน แต่หนึ่งในข้อห้ามหลักที่อย่าทำเด็ดขาด นั่นคือการทำให้ตัวมันขาดออกจากกัน เพราะส่วนที่ขาดไปนั้นสามารถเกิดเป็นตัวใหม่ได้ (พูดง่ายๆ คือทำให้หนอนตัวเดียว กลายเป็นสองตัวนั่นเอง) และวิธีที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุด นั่นคือการใช้เกลือหรือน้ำร้อนราดลงไปบนตัวหนอน ซึ่งสามารถจัดการกับหนอนชนิดนี้ได้โดยไม่ต้องมีการสัมผัส อย่างเช่นในคลิปตัวอย่างข้างล่างนี้ ที่มา – siamensis.org / wikipedia.org

7 เหตุผลที่เมืองไทยเหมาะเป็นแดนสวรรค์ของ ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’

ยังคงเป็นประเด็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหน้าสื่อของเมืองไทยไม่เว้นแต่ละวัน เกี่ยวกันการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ ที่บางชนิดมีการถกเถียงกันมาแล้วหลายสิบปีแต่ก็ยังไม่มีข้อยุติหรือได้รับการแก้ไข ทั้งยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่งโดยหมายหัวให้เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เพิ่มถูกห้ามมิให้มีการนำเข้า และต้องเฝ้าระวังการหลุดลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แม้ในบางกรณีอาจจะสายไปแล้วก็ตาม มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าคงมีหลายคนที่อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมการรุกรรานของเอเลี่ยนสปีชีส์จึงดูเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสักทีสำหรับประเทศไทย หรือจะเป็นเพราะเหตุง่ายๆ 7 ประการต่อไปนี้ ที่ทำให้บ้านเรากลายเป็นสวรรค์ของเหล่าสายพันธุ์รุกรานโดยไม่ได้ตั้งใจ 1. เราไม่รู้ว่ามันคือเอเลี่ยน : แม้จะมีหลายสายพํนธุ์ที่เราเห็นมันมาตั้งแต่จำความได้ จนเผลอคิดไปว่ามันคือสายพันธุ์พื้นเมืองที่อยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว แต่ความจริงมันสิ่งมีชีวิตมากมายที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันแต่ไม่ใช่ของไทยเลยสักนิด อย่างเช่นเจ้าหอยทากยักษ์แอฟริกาที่เรามักเห็นบ่อยๆ หลังฝนตก และออกมากัดกินพืชผักในแปลงจะเกลี้ยง ความจริงแล้วก็ถูกนำเข้ามาจากแอฟริกาตะวันออกในฐานะสัตว์เลี้ยงสวยงาม ก่อนที่จะเริ่มระบาดในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2500 และกระจายไปทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2515 2. เรารักจนมองข้ามเหตุ : แม้จะมีคำอธิบายว่า ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’ คือสายพันธุ์ต่างถิ่นที่หลุดเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศใหม่ที่ไม่เคยมีมันมาก่อน แต่ด้วยหลงใหลในความน่ารักและราคาค่าตัวของมัน จึงทำให้หลายคนไม่เชื่อและไม่ยอมรับว่าสัตว์ที่ตัวเองครอบครองอยู่นั่นจะกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานได้ จนกระทั่งปัญหาเกิดขึ้นจนเลยจุดที่จะควบคุมได้ อย่างกรณีของกุ้งก้ามแดงที่มีการพบเห็นในแหล่งน้ำธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในตอนแรกจะมีคนบางกลุ่มที่เชื่อว่ากุ้งชนิดนี้ไม่สามารถมีชีวิตรอดนอกบ่อเลี้ยงก็ตาม 3. เราใจดีเกินไป : ด้วยความเป็นเมืองพุทธและมีความเชื่อในเรื่องการอยู่อาศัยโดยไม่เบียดเบียนกัน ทำให้การตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการฆ่าหรือกำจัดแบบล้างบ้างนั้น ดูจะเป็นทางออกที่ไม่สามารถทำได้จริงสักเท่าไหร่ จึงไม่แปลกที่สุดท้ายแล้วสายพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาอยู่อาศัยในบ้านเรา จะสามารถแพร่พันธุ์โดยปราศจากการควบคุมใดๆ ซึ่งต่างจากในหลายประเทศที่มีความตื่นตัวเรื่องการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่นมากกว่า เช่นกรณีของออสเตรเลียที่ได้ออกนโยบายจำกัดแมวจรจัดซึ่งเป็นสายพันธุ์รุกราน (invasive species) กว่า […]

หลุดมาไกลมาก!? เผยภาพ ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ถูกพบใน อช.เขาสามร้อยยอด

หลังจากเงียบหายไปจากหน้าสื่อนานหลายเดือน สำหรับการระบาดของปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) หรือ Blackchin tilapia ปลาในกลุ่มปลาหมอสีที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปแอฟริกา และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ และธุรกิจบ่อเลี้ยงกุ้ง ในหลายจังหวัดของประเทศ (อ่านเพิ่มเติมที่ – โวยกลับ! ผู้เลี้ยงยัน ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ไม่มีขายในตลาดปลาสวยงาม พร้อมแฉเอกสารนำเข้าจากกรมประมง) ล่าสุดในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ siamensis.org ได้มีการเผยแพร่ภาพของปลาหมอชนิดดังกล่าวที่ถูกพบในลำธารธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมประชากรสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นที่ไม่เพียงจะสร้างผลกระทบต่อธุรกิจบ่อกุ้งเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียต่อระบบนิเวศของประเทศไทยอีกด้วย ที่มา – Facebook.com / siamensis.org

เจอต่อเนื่อง!! เผยภาพ ‘กุ้งก้ามแดง’ ติดลอบในคลองจังหวัดสุราษฎร์ฯ

แม้จะถูกรณรงค์ให้เลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย แต่ด้วยราคาที่ไม่แน่นอน บวกกับไม่เป็นที่นิยมในตลาดทั่วไป จึงทำให้มีข่าวการพบกุ้งก้ามแดง (Cherax quadricarinatus) บ่อยครั้งตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ภาพของกุ้งเครฟิชที่ถูกดักจับได้โดยลอบดักปลาที่อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบลักษณะก้ามพบว่ามีสีสันชัดเจนของกุ้งก้ามแดง อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับหลายๆ คนที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการรุกรานของสายพันธุ์ต่างถิ่น แต่ในกรณีของกุ้งก้ามแดงที่นำข้ามาจากประเทศออสเตรเลียนั้น ก็ถือว่าเข้าข่ายการเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของไทยเช่นกัน เนื่องจากสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศของบ้านเราไม่ว่าจะเป็นนักล่าหรือเหยื่อ ต่างก้ไม่เคยเผชิญกับกุ้งเครฟิชมาก่อน และมีโอกาสที่จะแทนที่ประชากรบางกลุ่มในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ อย่างเช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับปลาซัคเกอร์มาแล้ว จึงไม่แปลกที่ทางกรมประมงจะประกาศให้มันเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังด้วย ที่มา – Facebook.com / facebook สุราษฎร์ธานี

มหกรรมปราบเอเลี่ยน!! นักดำน้ำรวมพลังกวาดล้าง ‘ปลาสิงโต’ จากแนวปะการังอ่าวเม็กซิโก

กิจกรรมโหดๆ แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้เกิดขึ้นโดยกลุ่มนักน้ำดำและตกปลาที่เรียกตัวเองว่า Courtland Hunt ที่รวมกลุ่มกันเพื่อกำจัดปลาสิงโตปีกจุด (Pterois volitans) สายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นจากทวีปเอเชีย โดยใช้ปืน Glock 17 Semi-Auto ขนาด 9mm. ยิงปลิดชีพปลาพิษร้ายที่แม้แต่นักล่าอย่างฉลามก็ไม่สนใจจะกินมัน แถมยังแพร่พันธุ์จนมีประชากรล้นแนวปะการังในอ่าวเม็กซิโก และหลายพื้นที่ในสหรัฐอเมริกา แม้จะฟังดูโหดร้ายและเข้าข่ายการทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ในกรณีของปลาสิงโตที่พบในแนวปะการังของอ่าวเม็กซิโกแล้ว พวกมันเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ไม่เคยมีอยู่ในทะเลแถบนี้มาก่อน แต่เกิดจากความมักง่ายของคนเลี้ยงปลาบางกลุ่มที่ปลาชนิดลงในทะเลของรัฐฟลอริดาตอนใต้ ด้วยหวังว่ามันจะเอาตัวรอดไม่ได้แล้วตายไปเอง แต่พวกมันกลับสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ ทั้งยังกลายเป็นปลากินเนื้อที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างใหญ่หลวง เพราะนอกจากพวกมันจะแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ปลาชนิดนี้ยังกินเหยื่อทุกประเภทที่มีขนาดพอจะเข้าปากมันได้ แถมตัวมันเองยังมีพิษร้ายจนนักล่าไม่สนใจจะกินมันอีกต่างหาก และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การล่าปลาสิงโตที่แพร่พันธุ์แบบผิดที่ผิดทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานด้วยกัน อย่างเช่นที่ศูนย์บริหารและวิจัยด้านสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ หรือ National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ก็เคยมีโครงการฝึกปลาฉลามให้ชินกับเนื้อที่มีพิษของปลาสิงโต ก่อนจะนำไปปล่อยเพื่อให้มันจัดการกับผู้รุกรานเหล่านี้ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก เพราะเมื่อมีเหยื่ออื่นให้เลือก ฉลามก็เลิกสนใจปลาสิงโตและหันไปกินปลาที่จับง่ายกว่าแทน อย่างไรก็ตาม การล่าปลาสิงโตของนักดำน้ำกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่การฆ่าที่สูญเปล่าแต่อย่างใด เพราะปลาเหล่านั้นนอกจากจะถูกส่งให้สถาบันวิจัยทำการวิเคราะห์เพื่อหาวิธีรับมือกับเอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดนี้ และยังมีบางส่วนที่ถูกเปลี่ยนเป็นอาหารจานอร่อยได้อีกด้วย เพราะหลายรัฐที่ได้รับผลกระทบจากปลาสิงโตก็มีรณรงค์ให้กินเนื้อของมันซะด้วย ที่มา – Youtube.com / Courtland Hunt

ชมเมนู ‘ปลาซัคเกอร์ชุบแป้งทอด’ หรือนี่อาจเป็นทางออกของปัญหา ‘เอเลี่ยนสปีชีส์’

เป็นอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา อย่างเช่นกรณีล่าสุดอย่าง ปลาหมอสีคางดำ ที่ ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ หรือแม้แต่เคสร้ายแรงอย่างเจ้าปลาซัคเกอร์ที่ระบาดหนักในบ้านเราจนยากเกินควบคุม และดูเหมือนมันจะไม่ใช่เอเลี่ยนสปีชีส์ชนิดเดียวที่สร้างปัญหาในบ้านเรา เพราะที่มาเลเซียเองก็ถูกรุกรานจากสายพันธุ์ต่างถิ่นชนิดนี้ และดูเหมือนคนที่นั่นจะพบวิธีรับมือกับปลาประหลาดตัวนี้ ด้วยกลเม็ดที่ไม่ต่างจากบ้านเราสักเท่าไหร่ นั่นคือการเปลี่ยนมันเป็นอาหารซะ ดูเหมือนวิธีที่น่าจะช่วยแก้ปัญหาสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่ว่าจะหลุดออกสู่ธรรมชาติเพราะเหตุผลใดก็ตาม คงต้องยกให้การกินมันจนอยู่ในปริมาณที่ควบคุมได้ หรือไม่ก็หายไปเลย ที่มา – facebook.com / abdullahhafiz.sabran

หลุดมาแล้ว!? โซเชียลแฉภาพ ‘ปลากระเบนอเมซอนหางสั้น’ ที่จับได้ในแม่น้ำแม่กลอง

ด้วยราคาค่าตัวที่แสนแพง และยังเป็นปลาสวยงามที่มีความต้องการในตลาด ทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า ปลากระเบนโมโตโร่ หรือปลากระเบนอเมซอนหางสั้น (Potamotrygon sp.) จะไม่กลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเพราะมีคนนำไปทิ้งในแหล่งน้ำธรรมชาติแน่ แต่ล่าสุดได้ผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า Kittipong Jarutanin ได้โพสต์ภาพของปลากระเบนชนิดดังกล่าวที่มีลวดลายไม่เด่นชัดนัก ซึ่งถูกจับขึ้นมาได้จากแม่น้ำแม่กลอง และได้มีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นปลากระเบนที่ถูกเพาะพันธุ์ในประเทศ แต่เกิดมามีไม่สวยงาม จึงไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ และถูกปล่อยลงแม่น้ำในที่สุด ที่มา – Facebook.com / Kittipong Jarutanin

keyboard_arrow_up