เผยภาพวาดงามๆ ที่เห็นแล้วอาจไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’

หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่า บุคคลที่เป็นหนึ่งในต้นเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และเคยเป็นผู้นำสุดโหดที่มีประวัติสั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั้น ครั้งหนึ่งเขาเคยมีความฝันว่าอยากเข้าเรียนศิลปะ และเคยไปสมัครเรียนที่สถาบันศิลปะในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย แม้ว่าสุดท้ายเขาจะไม่ได้สานฝันของตัวเอง และหันมาเอาดีด้านทหารแทน จนกลายเป็นคนดังในประวัติศาสตร์อย่างที่รู้จักกันในทุกวันนี้ แต่ในช่วงสมัยที่เขาขึ้นแท่นเป็นผู้นำสูงสุดนั้น ความชื่นชอบในงานศิลปะของเขาไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่น้อย และมักใช้เวลาว่างไปกับการวาดรูปที่หลายคนอาจไม่เชื่อว่า ชายผู้มีประวัติดำมืดที่สุดในโลกคนนี้จะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะอย่างไม่น่าเชื่อ และหากเขามีโอกาสได้เรียนศิลปะจริงๆ เราอาจมีศิลปินระดับโลกแทนที่จะเป็นจอมเผด็จการสุดโหดก็เป็นได้ ที่มา – sobadsogood.com

รวมภาพสีจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายโดยตากล้องส่วนตัวของ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’

อาจจะไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไรอีกแล้วสำหรับสังคมในยุคนี้ แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของวงการถ่ายภาพคงต้องยอมรับว่า ‘ภาพสี’ นั้นยังถือเป็นของใหม่ที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงแล้ว เงื่อนไขการใช้งานฟิล์มสีในยุคแรกๆ นั้นค่อนข้างยุ่งยากมาก จนทำให้ช่างภาพส่วนใหญ่เลือกใช้ฟิล์มขาวดำซะมากกว่า แต่คงไม่ใช่กับ Hugo Jaeger หนึ่งในช่างภาพส่วนตัวหลายสิบคนของ Adolf Hitler ที่มีโอกาสได้ติดตามอดีตผู้นำเผด็จรายนี้ตั้งแต่ปี 1936 จนกระทั่งถึงปี 1954 มีรายงานว่าเจคเกอร์ถูกทหารอเมริกันควบคุมตัวได้ และจากการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางของเขา พบว่ามีภาพจำนวนมากที่เขาเก็บรักษาไว้ติดตัวมาด้วย และเมื่อตามไปค้นที่บ้านพักของเขาในเมืองมิวนิค ยังซ่อนภาพที่เก็บไว้ในขวดแก้วกว่า 12 ใบ ซึ่งรวมแล้วมีภาพมากกว่า 2,000 ใบเลยทีเดียว ที่มา – vintag.es

ท่ามกลางเค้าลาง ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ นี่คือภาพเก่าเก็บจากสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้จะยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่การโจมตีซีเรียรอบใหม่ของสหรัฐฯ ก็ได้สร้างหวาดวิตกให้กับทั่วโลกอย่างมาก จนทำให้กระแสข่าวเกี่ยวกับภัยอันตรายนี้กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง และทำให้อดคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ ที่แม้ว่าหลักฐานที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่สองจะมีอยู่ไม่มาก และส่วนใหญ่ก็มักมาในรูปของบันทึก หรือคำบอกเล่าต่างๆ แต่ถึงอย่างนั้นยังมีหลักฐานชัดๆ ที่มาในรูปแบบของภาพถ่ายจากสนามรบที่ถูกบันทึกโดยทหารนิรนามนายหนึ่ง ที่ถูกพบจากรัฐโอไฮโอ แม้ว่าฟิล์มเหล่านั้นจะเคยถูกล้างมาก่อน และยังถูกเก็บมานานกว่า 70 ปี แต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้ความทรงจำในอดีตสูญหายไปกับกาลเวลาได้ แต่ Levi Bettweiser ได้ทำได้กู้ฟิล์มดังกล่าวกลับมา แลพแม้ว่าจะมีบางส่วนที่ถูกทำลายเพราะความชื้น แต่ก็ยังมีภาพบางส่วนนึงที่หลงเหลือมาบอกเล่าเรื่องราวกับคนยุคใหม่ได้

ย้อนรอยสงครามโลก เมื่อทหารญี่ปุ่นทำ ‘เซปปุกุ’ เพื่อการตายอย่างสมศักดิ์ศรี ดีกว่าอยู่อย่างไร้เกียรติ

อย่างที่เราทราบกันดี ว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกาในเมืองฮิโรชิม่า และเมืองนางาซากินั้น กลายเป็นการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองลงพร้อมกับการยอมแพ้อย่างไร้เงื่อนไขของญี่ปุ่น ซึ่งในตอนนั้น…นอกจากทหารส่วนใหญ่ที่ยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ครั้งนั้น ก็ยังมีนักรบเลือดซามูไรบางส่วนที่ตัดสินชีวิตตัวเองด้วยพิธี ‘เซปปุกุ’ หรือการทำ ‘ฮาราคีรี’ เพื่อรักษาเกียรติของตนจนนาทีสุดท้าย แม้จะฟังดูเป็นพิธีที่ไม่มีอะไรซับซ้อนและดูเป็นการจบชีวิตตัวเองอย่างรวดเร็ว แต่ในความจริงแล้วการทำเซปปุกุนั้นไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เราคิด ทั้งยังมีขั้นตอนที่แสนเจ็บปวดอย่างมาก เพราะมันเริ่มจากการใช้มีดสั้นความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ฝังลงไปที่หน้าท้องด้านซ้าย และลากไปทางขวา ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่การตายที่รวดเร็วหรือไม่มีความทรมานเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นในบางครั้งอาจมีผู้ช่วยยืนอยู่ด้านหลังเพื่อทำหน้าที่บั่นศีรษะเพื่อยุติความเจ็บให้กับผู้กล้า ที่มีความมุ่งมั่นพอจะจบชีวิตตัวเองอย่างมีเกียรติด้วยวิธีนี้  

‘เดนมาร์ก’ เดินหน้ากำจัดขยะพิษอเมริกันยุคสงครามโลก หลังสหรัฐฯ ปัดรับผิดชอบ

ที่เกาะกรีนแลนด์ ประเทศเดนมาร์ก มีกองขยะทางทหารซึ่งเต็มไปด้วยสารเคมีเป็นพิษจำนวนมาก ที่กองทัพสหรัฐฯ ได้ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยล่าสุดรายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลเดนมาร์กตัดสินใจใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อกำจัดขยะมีพิษจากสงครามบนเกาะกรีนแลนด์ หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ต่อขยะสงครามที่ตนทิ้งเอาไว้ตั้งแต่เมื่อ 71 ปีก่อน ทั้งนี้เมื่อปี ค.ศ.1941 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ขออนุญาตรัฐบาลเดนมาร์ก ในการตั้งฐานทัพอเมริกันกว่า 30 แห่ง บนเกาะกรีนแลนด์ สำหรับใช้เป็นฐานในการปฏิบัติการทางอากาศช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมให้คำมั่นจะเก็บกวาดพื้นที่ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะปิดฐานทัพทั้งหมดในปี ค.ศ.1947 หรือ 2 ปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แต่สารเคมีที่มีพิษและขยะอันตรายจากสงครามจำนวนมากยังคงถูกทิ้งไว้บนเกาะกรีนแลนด์แห่งนี้ตลอดระยะเวลา 71 ปีที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯปฏิเสธความรับผิดชอบในการกำจัดขยะเหล่านี้ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ รัฐบาลเดนมาร์กจึงประกาศจะเดินหน้ากำจัดขยะมีพิษจากสงครามเหล่านี้เพียงลำพัง แม้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาลและใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีในการทำลายขยะ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

‘ใบเตย’ เช็กอิน ‘ฮิโรชิม่า’ เมืองประวัติศาสตร์โลก เที่ยวขอพร ‘ศาลเจ้าอิสึคุชิมะ’ พร้อมบุกหาวัตถุดิบโอนิกิริ

ตะลุยแดน Onigiri “ใบเตย ปิยะมาลา” เช็กอิน “ฮิโรชิม่า” เมืองประวัติศาสตร์โลก ครั้งแรกกับการพบนกกระเรียนสันติภาพ พร้อมพาเที่ยวสถานที่ยอดฮิตขอพรรับปีใหม่

เปิดกรุภาพหายาก ‘ทาสกาม’ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (คลิป)

ที่ยูทูบชาแนล Reuters ได้โพสต์คลิปนำเสนอข่าว “South Korean ex-comfort woman writes memoir” เป็นภาพวิดีโอหายากของหญิงชาวเกาหลีใต้ ที่ถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้นางบำเรอในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชมคลิปวิดีโอ – คลิก –  โดยทีมนักวิจัยจากศูนย์สิทธิมนุษย์ชนของมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซลได้เปิดเผยภาพวีดีโอขาวดำของกลุ่มนางบำเรอชาวเกาหลีใต้ ที่บันทึกได้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทีมนักวิจัย ระบุว่า ได้ใช้เวลาหาค้นหาภาพดังกล่าวนานถึง 2 ปี ภาพนี้เป็นการบันทึกโดยทหารสหรัฐฯ เมื่อปี 1944 ซึ่งเผยให้เห็นภาพของหญิงชาวเกาหลีใต้ 6 คนในมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งหญิงเหล่านี้ถูกบังคับให้เป็นทาสกามของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพที่บันทึกได้นี้ก็เป็นช่วงที่พวกเธอได้รับการช่วยเหลือจากกองกำลังพันธมิตรสหรัฐและจีน ที่กำลังเก็บข้อมูลส่วนตัวของหญิงเหล่านี้ทั้งชื่อ อายุ และบ้านเกิด ทั้งนี้ กลุ่มนักเคลื่อนไหวคาดว่ามีหญิงชาวเกาหลีใต้ถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้เป็นนางบำเรอมากถึง 200,000 คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเกาหลีใต้ก็ไม่ได้เป็นประเทศเดียว ที่มีผู้หญิงถูกบังคับให้เป็นนางบำเรอ แต่ยังมีหญิงชาวจีน และฟิลิปปินส์ด้วย.

keyboard_arrow_up