เจ้าอาวาสวัดดัง จ.เลย ถูกกล่าวหาอนาจารสีกา ย่องสึกกลางดึก (คลิป)

หลังจากที่มีหญิงสาววัยชาวอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเลย ว่าถูกเจ้าอาวาสวัดถ้ำประกายเพชร ตำบลนาดอกคำ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ข่มขืน และมีผู้เสียหายรายอื่นออกมาเปิดเผยถึงพฤติกรรมเจ้าอาวาสรายนี้ ทั้งการหลอกลวงทำทีว่าเหยื่อมีสิ่งไม่ดีในร่างกาย ต้องทำพิธีไล่ออกจากตัว โดยวิธีกระทำของเจ้าอาวาสนั้น จะลูบคลำตามตัวและจับหน้าอก นอกจากนี้ ยังมีหญิงสาวอีกหลายรายร้องเรียนว่า ถูกเจ้าอาวาสวัดดังกล่าวลวนลามขณะไปปฏิบัติธรรมในถ้ำด้วยเช่นกัน ขณะที่เจ้าอาวาสวัดถ้ำประกายเพชรได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และจะไปสู้คดีในชั้นศาล พร้อมกับบอกว่าจะลาสิกขาในช่วงเวลา ตี 4 ของวันที่ 21 ก.ย. ที่วัดมณีชลขันธ์ วันที่ 21 ก.ย. 61 ที่วัดมณีชลขันธ์ เมื่อถึงเวลานัดหมาย ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างก็มาเฝ้ารอทำข่าวที่วัด แต่กลับไม่เห็นมีพระครูบุญช่วยเข้ามาในวัดแต่อย่างใด มีเพียงพระสงฆ์ในวัดตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้าภายในพระอุโบสถ เมื่อเวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วโมงเศษ พระครูสุนธรศิริคุด เจ้าอาวาสวัดมณีชลขันธ์ก็ออกมาจากกุฏิ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าอาวาสวัดถ้ำประกายเพชร ได้มาให้ตนทำพิธีลาสิกขาแล้วตั้งแต่เมื่อเวลาสามทุ่มคืนที่ผ่านมา โดยมีญาติโยมตามมาให้กำลังใจประมาณ 20 คน ซึ่งสาเหตุที่เปลี่ยนแปลงเวลาทำพิธีเพราะหลีกเลี่ยงการรบกวนของญาติโยม และไม่ต้องการให้เป็นข่าว ส่วนในเรื่องคดีความนั้น พนักงานสอบสวนได้สรุปผลการสอบสวนรายงานตำรวจภูธรภาค 4 ตั้งข้อกล่าวหาแก่พระอาจารย์บุญช่วยว่า “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น โดยขู่เข็ญด้วยประการใด โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้นั้นไม่สามารถอยู่ในภาวะขัดขืนได้”

เหยื่อเจ้าอาวาสหื่น โผล่อื้อ! แฉลวงสาวเข้าถ้ำ อ้างไล่เสนียด ก่อนทำอนาจาร

วันที่ 19 ก.ย. 61 จากกรณีที่มีหญิงสาววัย 21 ปี ชาวอ.วังสะพุง จ.เลย เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม จ.เลย ว่าถูกเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน อ.นาด้วง จ.เลย ข่มขืน แต่เรื่องร้องเรียนไม่มีความคืบหน้านั้น ล่าสุดมีหญิงสองราย ซึ่งเป็นชาวบ้านใน อ.นาด้วง ได้ออกมาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าว ว่าเคยถูกพระรูปดังกล่าวลวนลามเมื่อประมาณ 19 ปีที่แล้ว พร้อมเปิดเผยพฤติกรรมความไม่เหมาะสมของพระรูปนี้ด้วย นางเดือน (นามสมมติ) อายุ 34 ปี เล่าว่า เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ตนพร้อมกับเพื่อนผู้หญิงอีกสามคน ไปเที่ยวชมถ้ำที่วัดตามประสาวัยรุ่น พระเจ้าอาวาสรูปนี้ก็ทักว่า มีซวง หรือสิ่งไม่ดี ไม่เป็นมงคล (เสนียด) ในร่างกาย ต้องทำพิธีไล่ออกจากตัว แล้วก็พาเดินเข้าไปในถ้ำบนภูเขา เส้นทางคดเคี้ยวขึ้นลงไกลประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อไปถึงก็ให้เข้ามานั่งทำพิธีทีละคน แล้วก็ทำการลูบคลำตามตัว และจับหน้าอก ทุกคนจะโดนแบบเดียวกันหมด แต่ไม่กล้าโวยวายหรือขัดขืน เพราะในถ้ำมืดมาก กลัวพระรูปนี้ทำอันตราย มีทั้งไม้หน้าสาม และขวานวางอยู่ข้าง […]

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประทานคติธรรมวันวิสาขบูชา ทรงแนะให้ชาวพุทธมีสติเป็นหนทางไปสู่ปัญญา

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.61 แฟนเพจเฟซบุ๊กวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามได้เผยแพร่ คติธรรม ที่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อัมพร อัมพโร) ประทานเนื่องในวันวิสาขบูชา ปี 2561 ความว่า ดิถีวิสาขบูชาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง นอกจากพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า จักได้บูชาพระรัตนตรัยเป็นกรณีพิเศษ ยังเป็นวาระเฉลิมฉลองของชาวโลกที่องค์การสหประชาชาติ ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก นับเป็นที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้เราทั้งหลายรู้เท่าทันจิตใจของตนเองอยู่ตลอดเวลาความรู้เท่าทันดังกล่าวนี้คือ การรู้แจ้งสภาพธรรมทั้งหลาย ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ว่าไม่ใช่ตัวตน ว่าไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเราหากแต่เป็นสภาวะที่เกิดและดับ สลับกันไปมิรู้จบสิ้น ความไม่รู้เท่าทันสภาวะเช่นนี้เองที่อำพรางให้คนเราคิดผิด เปรียบเสมือนการใช้เวลาตลอดชีวิตเพื่อชมมายากลโดยมิรู้เท่าทันว่าภาพอันดำเนินต่อเนื่องนั้นเป็นเพียงมายาที่ลวงตาทั้งสิ้น ถ้าเมื่อใดบุคคลมีความรู้แจ้งในสภาพทุกข์ ความเปลี่ยนแปลง และความว่างจากตัวตน เขาย่อมสามารถละความโลภ ความ โกรธ และความหลง ที่ล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัวได้ อย่างไรก็ตาม การจะละคลายความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากขาดสภาพธรรมะที่เรียกว่า “สติ” ความทุกข์ยากในโลกมนุษย์ที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากภาวะขาดสติด้วยกันทั้งสิ้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงประทานพระบรมพุทโธวาทไว้ว่า “สติเป็นเครื่องตื่นอยู่ในโลก” เพราะฉะนั้นบุคคลใด ครอบครัวใด ชุมชนใด และสังคมใด ปรารถนาจะประสบสันติสุขอันไพบูลย์ บุคคลนั้น ครอบครัวนั้น […]

‘พระพุทธอิสระ’ ร้องพศ.เอาผิด ‘มาร์ค พิตบูล’ หมิ่นศาสนา ขีดเส้นตาย 31 พ.ค.นี้!

พระพุทธอิสระ ยื่นหนังสือต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เอาผิดมาร์ค พิตบูล ไลฟ์สดดูหมิ่นพระพุทธศาสนา ยื่นคำขาดหากภายในสิ้นเดือนนี้ (31 พ.ค. 61) ไม่คืบหน้าจะเดินหน้าฟ้องศาลและฟ้องเอาผิดสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และกองปราบละเลยปฏิบัติหน้าที่ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ พระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อให้เอาผิด นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิทบูล ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล หลังไลฟ์สดในเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นและเหยียดหยามพระพุทธศาสนา โดยมีนายสิปป์บวร แก้วงาม ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เป็นตัวแทนในการรับหนังสือ พระพุทธอิสระ กล่าวว่าในการมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันนี้ เพื่อมาเตือนสติสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจในการดูแล ปกป้องพระพุทธศาสนา แต่กลับเพิกเฉย โดยเฉพาะกรณีนายมาร์ค พิตบูล ได้ออกมาพูดจาดูหมิ่น เหยียดหยามพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความผิดละเมิดความผิดกฎหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ว่าด้วยเรื่องคุ้มครองปกป้องพระพุทธศาสนาและว่าด้วยเรื่องความมั่นคงของรัฐ ตามมาตรา 7 ที่ประกอบไปด้วย ชาติ ศาสนา […]

เสื่อมอีก! รวบหลวงพี่เสพยาไอซ์คากุฏิ สารภาพเล่นมานาน–จับสึกดำเนินคดี (คลิป)

เมื่อวันที่ 5 เม.ย.61 ร.ต.อ.วรรณชัย สุขแจ่ม เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี ร.ต.ท.ชัชวาลย์ ทองเปี่ยม ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 ได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บุกเข้าจับกุมพระสงฆ์ที่วัดเขาตาลิ่น ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี หลังสืบทราบจากชาวบ้านว่ามีพระสงฆ์เสพยาเสพติดภายในกุฏิมานานแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเข้าทำการจับกุมและเข้าตรวจค้นภายในกุฏิ พบพระจิรศิลป์หลวงขอน อายุ 25 ปี อยู่ภายในกุฏิ ตรวจสอบพบอุปกรณ์การเสพถุงใส่ยาเสพติดเศษยาไอซ์จำนวนหนึ่งและชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ในเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมตัวพระจิรศิลป์หลวงขอนไปให้พระครูธรรมธรอภิชาติ เจ้าอาวาสวัดเขาตาลิ่น ทำการสึกจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัว นายจิรศิลป์ มาทำการสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรแหลมสิงห์เพิ่มเติม เบื้องต้นนายจิรศิลป์ให้การยอมรับว่าอุปกรณ์การเสพและเศษยาไอซ์เป็นของตนเองจริง โดยได้ซื้อยาไอซ์มาจากวัยรุ่นในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ เพื่อนำมาเสพโดยได้มีการเสพมานานแล้ว ส่วนชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์เป็นของเพื่อนที่นำมาฝากไว้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มีการตรวจสอบว่าชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ที่พบภายในกุฏิของนายจิรศิลป์ เป็นรถที่มีการโจรกรรมาหรือไม่ต่อไป ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหามียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีไว้เพื่อเสพ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้มีการขยายผลหาแหล่งที่มาของยาเสพติดที่นายจิรศิลป์ผู้ต้องหารายนี้ซื้อมาเสพต่อไป จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรีได้ส่งมอบตัวนายจิรศิลป์ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแหลมสิงห์ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

พระไพรวัลย์ ดึงสติ “โต ซิลลี่ ฟูลส์” อย่าคิดแคบ พุทธ-มุสลิม หัวใจเดียวกัน แค่แสดงออกต่าง (คลิป)

จากกรณีโลกออนไลน์ แชร์คลิปรายการ “โตตาล” ของอดีตนักร้องชื่อดัง นายวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ “โต ซิลลี่ฟูลล์” ซึ่งได้กล่าวถึงประเด็น ทำไมศาสนสอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น เหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งมีบางช่วงบางตอนที่ผู้จัดรายการได้กล่าวว่า “ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นหากผลักก็ตกแตก มันต่ำกว่าผมแล้ว มันไม่มีชีวิต จะไหว้ทำไมสิ่งไม่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้” จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งนายวีรชนได้ชี้แจงไปเบื้องต้นแล้วว่า ตนไม่มีเจตนาเหยียดคนที่บูชารูปปั้น และยืนยันว่าไม่มีการพาดพิงถึงพระพุทธศาสนา ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น (อ่าน: โต ซิลลี่ ฟูลส์ โต้เหยียดคนบูชารูปปั้น ชื่นชมพระพุทธเจ้า-กูรูติงมิควรเทียบศาสนา) ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก สำนักจุฬาราชมนตรี ได้โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ของ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล ในฐานะจุฬาราชมนตรี โดยเตือนสติผู้ต้องการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และได้มีการบริภาษความเชื่อของคนต่างศาสนา ว่าเป็นการกระทำที่สร้างความไม่สบายใจต่อเพื่อนร่วมสังคม เพราะการพูดในเชิงวิพากษ์ศาสนาอื่น ทำให้อิสลามมีภาพลักษณ์ที่ก้าวร้าว และยังขัดต่อหลักอัลกุรอาน นอกจากนี้ จุฬาราชมนตรี บอกด้วยว่า การเผยแพร่อิสลามจะต้องเผยแพร่ด้วยความระมัดระวัง และให้ความเคารพต่อคนต่างศาสนา ทั้งยังขอให้ทำความเข้าใจว่าบางสิ่งที่เกิดขึ้นหรือทำลงไปนั้น ไม่ใช่หลักคำสอนของอิสลาม แต่เป็นการฝ่าฝืนคำสอนของอิสลาม และขอให้ระมัดระวังการยกหลักคำสอนของอัลกุรอานขึ้นมาใช้ในการพูดเพื่อเผยแพร่ศาสนา เพราะอาจจะนำไปสู่ความสูญเสียแก่อิสลามและมุสลิมในประเทศไทย จนนำไปสู่การสร้างความแตกแยกในสังคมได้ ด้าน พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักคิดนักเขียน วัดสร้อยทอง […]

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ขอชาวพุทธยึดหลักขันติธรรม อดทนอดกลั้น สุจริตเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา ให้พุทธศาสนิกชนยึดหลักขันติธรรม อดกลั้น มุ่งประพฤติสุจริตธรรมเพื่อความสุขความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อัมพโร) ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 1 มีนาคม 2561ใจความว่า มาฆบูชาเป็นโอกาสให้ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต กล่าวคือ มีพระภิกษุ 1,250 รูปที่พระพุทธองค์ทรงส่งไปเผยแผ่พระพุทธศาสนากลับมาเฝ้าพระศาสดาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทุกรูปล้วนเป็นเอหิภิกขุ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงอุปสมบทประทานให้ พระสงฆ์นั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ และการประชุมกันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ ในโอกาสดังกล่าวพระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานอุดมการณ์เผยแผ่พระพุทธศาสนา 4 ข้อ ได้แก่ ขันติ คือ ความอดทนอดกลั้น พระนิพพาน เป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช แสวงหาการหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ด้วยวิธีการตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่พึงทำผู้อื่นให้ลำบาก และเป็นผู้มีจิตใจสงบจากอกุศลวิตก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น ด้วยเหตุนี้พุทธบริษัทควรทบทวนถึงอุดมการณ์ดังกล่าวให้ถ่องแท้ ถ้าแต่ละคนตั้งตนไว้ด้วยขันติธรรม มีความอดทนอดกลั้น มุ่งประพฤติสุจริตธรรมจรรยาเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ ไม่เบียดเบียนกันและกัน ในขณะเดียวกันก็พยายามลดละความชั่วทุกชนิด ความเจริญสุข ความเกษมปราศภัยในชีวิตของแต่ละคนย่อมบังเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ […]

‘วัดอ่างทอง’ ติดภาพพัดยศให้พระสงฆ์-ปชช. ศึกษาเต็มกำแพงวัด หวังสืบทอดพระพุทธศาสนา

วัดดังอ่างทองนำภาพพัดยศพร้อมความหมายกว่า 100 ภาพติดรอบวัด เจ้าอาวาสวัด ระบุอยากให้ประชาชนทั่วไปได้ความรู้ดีกว่าปล่อยพื้นที่ว่าง บริเวณกำแพงวัดอ่างทองวรวิหาร ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง ทั้งด้านในและด้านนอก เต็มไปด้วยรูปภาพพัดยศกว่า 100 ภาพที่ทางวัดนำมาติดไว้ ซึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็จะพบว่า เป็นภาพที่แสดงถึงพัดยศในชั้นต่างๆ ของพุทธศาสนา ซึ่งมีครบทุกชั้นพร้อมคำบรรยายความสำคัญและลักษณะของพัดยศ โดยติดเรียงลำดับตั้งแต่พัดยศของพระที่มีลำดับเล็กสุดไปจนถึงพัดยศของพระราชาคณะ สร้างความสนใจให้กับผู้ที่เดินทางผ่านไปมาเป็นอย่างมาก พระครูสุทธิกิจจาทร เจ้าอาวาสวัดอ่างทองวรวิหาร เปิดเผยว่า ทางวัดนำรูปพัดยศพร้อมคำบรรยายมาติดไว้ เพื่อใหhพระสงฆ์ได้ศึกษา รวมถึงนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่ผ่านไปมาจะได้เรียนรู้และศึกษาถึงความเป็นมา รวมถึงความสำคัญของพัดยศในแต่ละชั้น ซึ่งบริเวณดังกล่าวหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะไม่มีประโยชน์ การนำรูปภาพพัดยศมาติดไว้นอกจากจะให้ความรู้แล้วยังเป็นกุศโลบายการสืบทอดพระพุทธศาสนาอีกด้วย เพราะเมื่อนำรถมาจอดในบริเวณนี้ก็ต้องเห็นภาพที่ติดไว้ สำหรับวัดอ่างทองวรวิหาร สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ต่อมาใน พ.ศ.2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จทางชลมารคได้ทอดพระเนตรเห็นวัด วัดโพธิ์ทองและวัดโพธิ์เงิน จึงมีพระราชดำริให้รวมเป็นวัดเดียวกัน พระราชทานว่า “วัดอ่างทอง” ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร

ไม่มีหรอกปีชง!! เพจธรรมะยันเป็น ‘ความเชื่อ’ ที่สวนทางกับคำสอนพุทธศาสนา

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อเพจธรรมะชื่อ ธรรมะจากพระอริยสงฆ์ ได้โพสต์ข้อความที่ระบุว่า ‘ปีชง ไม่มีอยู่ในคำสอนพุทธศาสนา กลับสวนทางกับคำสอนด้วยซ้ำ’ โดยอ้างถึงคำตอบของพระอาจารย์ไพศาล วิสัชนา ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้ ปุจฉา – กราบนมัสการพระคุณเจ้า อยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้าในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการชงว่า เท็จจริงในศาสนาพุทธมีหลักคำสอนเกี่ยวกับในเรื่องนี้อย่างไร ว่าควรเชื่อในการชงหรือใช้พิจารณญาณในการดำเนินชีวิตคิดตัดสินใจ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนา – พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ฤกษ์ยามนั้นไม่สำคัญเท่ากับกรรมคือการกระทำ หากทำดีด้วยความพากเพียรแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์ดังหวัง โดยไม่จำต้องพึ่งฤกษ์ยาม คนที่เอาแต่พึ่งฤกษ์ยาม ไม่รู้จักพึ่งตนเองนั้น ถือว่าเป็นคนโง่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่” อันที่จริงเมื่อใดที่เราทำความดี เมื่อนั้นก็เป็นฤกษ์ดี ยามดีอยู่แล้ว ดังมีพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งว่า “สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็น ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี”

ไล่ออก! พระเสื่อมเอาของใส่บาตรวนขายให้แม่ค้าแลกเงิน

เจ้าคณะอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ระบุทางวัดมีมติไล่พระสงฆ์ออกนอกพื้นที่ หลังยืนรอบิณฑบาตแล้วอาหารขายไปให้แม่ค้าต่อ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและมีการตักเตือนมาหลายครั้งแล้ว วันที่ 4 ธ.ค.60 ภายหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่า ที่ชุมชนโรงกลวง ต.เขานิเวศน์ เขตเทศบาลเมืองระนอง บริเวณสี่แยกทางเข้าชุมชน จะมีพ่อค้าแม่ค้านำของมาตั้งขายให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา และมีพระสงฆ์ 2 รูป ซึ่งเป็นพระสงฆ์จากนอกพื้นที่มายืนรอบิณฑบาต โดยชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้า เผยว่า พระสงฆ์นอกพื้นที่จำนวน 2 รูป หรือมากกว่านั้น จะมาสลับผลัดเปลี่ยนกันมายืนรอบิณฑบาตตรงบริเวณดังกล่าว โดยจะยืนอยู่หน้าร้านจำหน่ายสินค้าที่เจ้าของจัดเตรียมให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เพื่อนำมาใส่บาตร เมื่อได้ของใส่บาตรจนเต็มมือพระสงฆ์จะนำไว้ด้านข้างของร้านค้าเพื่อนำมาขายให้ใส่บาตรใหม่ บางครั้งจะมีรถมารอของที่ได้จากการบิณฑบาต แล้วส่งให้ร้านเอาไปขายเพื่อดูจำนวนแล้วเปลี่ยนเป็นซองจดหมาย ซึ่งคาดว่าภายในจะเป็นเงินที่แลกกับสินค้าที่ใส่บาตรมา   ด้าน พระครูสุนทรปริยัติคุณ เจ้าคณะอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดที่พระรูปดังกล่าวประจำอยู่ บอกว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้มีมาหลายครั้งแล้ว โดยทางวัด กรรมการวัด รวมถึงทางจังหวัดได้มีการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็จะหยุดพฤติกรรมดังกล่าวไปได้สักระยะหนึ่งก็จะกลับมาประพฤติเช่นเดิมอีก ส่วนเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นทางคณะกรรมการ ซึ่งมีผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั้ง 2 รูปรวมถึงตนได้มานั่งคุยและพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความไม่เหมาะสมและไม่มีความสำนึกในสิ่งที่มีการตักเตือนไปแล้วหลายครั้ง อีกทั้งพระรูปดังกล่าวเป็นพระที่มาจากจังหวัดอื่นและได้มาอาศัยอยู่ที่วัด ทางกรรมการจึงมีมติเห็นชอบให้ออกจากวัดและให้พิจารณาเองว่าจะไปอยู่ที่ใด ซึ่งตนขอยืนยันว่าทางตนเองรวมถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้มีการตักเตือนหลายครั้งหลายคราวแล้ว แต่ยังไม่ปฏิบัติตาม จึงต้องมีมติดังกล่าว […]

ขอ ‘เจ้าอาวาสใหม่’ หลังรูปเดิมชิ่ง! ถูกจับได้ว่านอนกับสีกา ทำวัดร้างกว่า 5 เดือน

จากกรณีที่มีแชร์ภาพชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ หน้าตาคล้ายพระชื่อดัง ระดับพระสังฆาธิการในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ร่วมหลับนอนและถ่ายภาพเซลฟี่กับสีกาที่ภายในกุฏิวัดนั้น ปรากฎว่าหลังภาพดังกล่าวเผยแพร่ไป เจ้าอาวาสวัดเวียงโพธิ์งาม หมู่ 6 บ้านเนินสว่าง ต.บึงสามพัน อ.บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกับบุคคลในภาพได้หายตัวไป พร้อมกับข้าวของเครื่องในกุฎิ รวมถึงได้มีการ งัดกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่กับกุฏิเจ้าอาวาสหายไปด้วย โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 60 และเจ้าอาวาสหายตัวไปนานกว่า 5 เดือน แม้ชาวบ้านได้มีการนำเรื่องไปร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งวัดเวียงโพธิ์งาม ยังเป็นวัดแห่งเดียวของหมู่บ้าน หลังเกิดเรื่องก็ไม่มีพระจำวัด ทำให้วัดร้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านที่จะประกอบกิจทางศาสนา ต้องเดินทางไปที่วัดในหมู่บ้านข้างเคียง ล่าสุดทางชาวบ้านได้รวมตัวกัน พร้อมเชิญ เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ พร้อมด้วยตัวแทนฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนา เพื่อมาร่วมหารือในการแก้ปัญหา และขอให้ดำเนินการสรรหาเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ส่วนอดีตเจ้าอาวาสที่หายตัวไปก็ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหมดคลายข้อสงสัย และให้วัดเวียงโพธิ์งามกลับมามีพระสงฆ์จำวัด เพื่อเป็นที่พึ่งของชาวบ้านด้วย ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างรับข้อเสนอและเตรียมนำกลับไปพิจารณา

ใครสอนแบบนี้!? เพจสายดาร์กเผยผลงานคนแอนตี้ศาสนาพุทธ หลังฟังบรรยายลัทธิประหลาด

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์ข้อความที่ระบุว่าถูกส่งมาจากลูกเพจ โดยเป็นเรื่องราวของครอบครัวของคุณลุงคนหนึ่ง ที่ถูกชักชวนให้ไปฟังบรรยายในแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเกิดแนวคิดแอนตี้ศาสนาพุทธ และทุบทำลายพระพุทธรูป จนตอนนี้สมาชิกครอบครัวดังกล่าวเริ่มมีพฤติกรรมแอนตี้คุณลุงและศาสนาพุทธไปแล้ว ทั้งนี้ สมาชิกเพจคนดังกล่าวได้ฝากความจากคุณลุงคนดังกล่าวที่กลัวว่าคนอื่นจะต้องมาเจอแบบเดียวกับตน จึงอยากจะบอกต่อเรื่องนี้ พร้อมกับทิ้งท้ายไว้ว่า…มีลัทธิที่ทำให้คนคลั่งและเกลียดพระพุทธศาสนาได้ขนาดนี้ด้วยหรือ!? ที่มา – Facebook.com / แหม่มโพธิ์ดำ

ผู้ร้องตรวจสอบ ‘เจ้าอาวาสวัดสวนดอก’ เร่งติดตามคดี ยันไม่อยากให้ศาสนาแปดเปื้อน (คลิป)

นายกิตติศักดิ์ แสนทวีสุข ผู้ที่ต้นออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการตรวจสอบกรณี พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก และเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ สวมบัตรประจำตัวประชาชนคนตาย บอกว่า ตนเองเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรแม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามความคืบหน้า และเร่งรัดคดีดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่จับตามองของประชาชน แต่จนถึงเวลานี้ พบว่า คดีกลับยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจนเท่าที่ควร นายกิตติศักดิ์ ย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้ตรวจสอบ คือ ที่มาของบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าอาวาสวัดสวนดอกว่า มีการได้มาอย่างไร และถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และยังต้องการให้ตรวจสอบไปถึง บัตรประชาชน และสัญชาติของคนในครอบครัวของพระราชรัชมุนีด้วย โดยเฉพาะแม่ เพราะตามข้อมูลเดิมระบุ ชัดเจนว่ามีสัญชาติเมียนมา แต่ต่อมาปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเกี่ยวกับสัญชาติเป็นสัญชาติไทย นอกจากนี้ นายกิตติศักดิ์ บอกว่า ต้องการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดครอบคลุมทั้งผู้ถือบัตรประชาชนดังกล่าว รวมทั้งเจ้าหน้าที่และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสัญชาติและการออกบัตรประชาชนด้วย ส่วนกรณีที่ถูก 7 เครือข่ายองค์กรชาวพุทธในจังหวัดเชียงใหม่ออกมาเคลื่อนไหวว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อตัวเอง โดยกล่าวหาว่า หมิ่นคณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่นั้น ตนเองไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลใจใดๆ เพราะเชื่อมั่นการทำ เพื่อความถูกต้อง

ชาวบ้านร้อนใจ! ‘เจ้าอาวาส’ ไม่ชี้แจงการใช้เงินทำบุญ หวั่นบริหารวัดไม่โปร่งใส

เรื่องราวร้องทุกข์จากชาวบ้าน อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ที่รู้สึกถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัด ทำให้สูญเสียศรัทธาในการเข้าไปทำบุญที่วัดและเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างหมู่บ้านและวัดตามมา โดยทางชาวบ้านเล่าว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อมีเจ้าอาวาสคนใหม่เข้ามา ไม่ค่อยได้รู้ข้อมูลหรือการกระทำของคณะกรรมการวัดเท่าใดนัก ทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการใช้เงินทำบุญในกิจกรรมต่างๆ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดให้ชาวบ้านรับทราบ เมื่อสอบถามไปก็ได้คำตอบกลับมาที่ไม่ค่อยดี เช่น โดนย้อนถามว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึงต้องบอกข้อมูล เมื่อชาวบ้านรวมตัวไปยื่นร้องเรียนที่เจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ก็ไปไม่ถึง เรื่องย้อนกลับมายังผู้ร้องเอง โดยหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ แยกเป็น 3 หมู่ย่อยด้วยกัน และมีวัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลาง เมื่อเกิดความหมางใจ จึงเกิดเป็นความขัดแย้งตามมา ทั้งการรวมตัวทำบุญหน้าวัด โดยนิมนต์พระจากวัดอื่นมา ทั้งนี้ชาวบ้านต้องการให้วัดออกมาชี้แจงถึงการใช้จ่ายเงินของวัด และในส่วนของที่มาเจ้าอาวาส ก็อยากให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย โดยเลือกพระที่ชาวบ้านศรัทธา ไม่ใช่ไปคัดสรรกันเอง ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ให้แนวทางการในกรณีนี้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนา จ.นครสวรรค์ ทั้งเจ้าคณะจังหวัด รวมไปถึงหน่วยงานราชการต่างๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ควรมีการให้ความรู้แก่เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดทุกแห่ง ถึงการเปิดเผยบัญชีใช้จ่ายของวัด เพื่อแสดงความโปร่งใส เมื่อใช้เงินในการทำกิจใดควรติดประกาศบอกให้ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความโปร่งใส เกิดความสบายใจกันทุกฝ่ายแล้ว ยังเป็นการเรียกศรัทธาของชาวบ้านให้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของวัดได้อีกด้วย […]

keyboard_arrow_up