รู้หรือไม่!? ที่มาของการ “ชูนิ้วกลาง” สัญลักษณ์ที่รับรู้กันในระดับสากล

ตามหน้าข่าวที่มีบริบทเนื้อหารุนแรงต่างๆ หนึ่งในภาพที่มักต้องมีการเซ็นเซอร์ ถมดำ วางเส้นทึบ หรือทำอะไรก็ตามแต่ให้ถูกเห็นได้น้อยที่สุด นั่นคือการ “ชูนิ้วกลาง” ของคนบนหน้าสื่อ ที่เราทุกคนต่างรับรู้กันดีว่า…ความหมายของนิ้วที่ชูขึ้นมาในขณะที่นิ้วอื่นๆ ถูกพับเก็บนั้น มีความหมายว่าอย่างไร? ในวัฒนธรรมตะวันตก การชูนิ้วกลาง ที่เผยให้เห็นด้านหลังมือและเหยียดเฉพาะนิ้วกลางขึ้นนั้น เป็นกิริยามือลามกและสื่อการดูหมิ่นในระดับปานกลางถึงมาก และถือเป็นสัญลักษณ์ของดูหมิ่นในหลายวัฒนธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศฝั่งตะวันตก ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เคารพที่รับรู้กันในระดับสากลอีกด้วย แม้จะฟังดูเป็นการกระทำของคนสมัยใหม่ แต่กิริยาดังกล่าวสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยกรีซโบราณ และยังมีใช้ในโรมโบราณ ในอดีตกิริยานี้เป็นสัญลักษณ์ของ “องคชาติ” ในวัฒนธรรมสมัยใหม่บางแห่งกิริยานี้เริ่มเป็นที่รู้กันว่าเป็นสัญลักษณ์การแสดงความไม่เคารพ และแม้ในปัจจุบัน การแสดงนิ้วดังกล่าวจะไม่ได้บ่งชี้ถึงการดูหมิ่นโดยตรง และมีการนำกิริยาที่ดูเป็นการดูหมิ่นนี้มาใช้ในเชิงตลกหรือหยอกกัน ตั้งแต่ในกลุ่มศิลปินดนตรี นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง นักกีฬา และนักการเมือง ร่วมไปถึงคนทั่วไปเองก็มีการนำนิ้วดังกล่าวนี้มาหยอกล้อกัน แต่ถึงอย่างนั้น…นิ้วดังกล่าวก็ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องหมายของความไม่สุภาพ และจะไม่นำมายกให้กันแบบมั่วๆ เพราะอาจกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยไม่ได้ตั้งใจได้ นอกจากการการชูนิ้วกลางแล้ว ก็ยังมีภาษานิ้วที่มีความหมายคล้ายๆ กันอยู่ด้วย เช่นในสหราชอาณาจักร ประเทศไอร์แลนด์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สัญลักษณ์วีหรือ “ชูสองนิ้ว” เมื่อหันหลังมือให้กับผู้รับมีความมุ่งหมายคล้ายกับการชูนิ้วกลาง ในประเทศที่พูดภาษาสเปน โปรตุเกส หรือฝรั่งเศส กิริยาที่มีการชูกำปั้นและตีกล้ามเนื้อไบเซปส์บนแขนข้างเดียวกับที่ชูกำปั้นนั้น บางทีเรียก “แขนเกียรติยศ” (bras d’honneur) แต่ในประเทศอิตาลี โปแลนด์ รัสเซีย […]

“การจับมือ” การทักทายแบบตะวันตก ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรไมตรีระดับสากล

ในโลกนี้มีวิธีการทักทายหลายต่อหลายแบบที่แสดงถึงความเคารพและมิตรไมตรี แต่ถ้าเอ่ยถึงวิธีการทักทายที่รู้จักกันในระดับสากล เชื่อว่าคงไม่มีใครรู้จัก “การจับมือ” ซึ่งเป็นการทักทายหรือแสดงความยินดีต่อกันตามธรรมเนียมในวัฒนธรรมตะวันตก ที่ไม่ใช่เพียงการทักทายตามธรรมเนียม แต่ยังถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรไมตรี ซึ่งบ่อยครั้งนำไปสู่สันติภาพหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับโลก อย่างเช่นการจับมือระหว่างนายโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2531 ในการประชุมสุดยอดระหว่างสองประเทศที่พระราชวังเครมลิน กรุงมอสโก หรือการจับมือกันระหว่าง นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และนายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์การจับมือนั้นยังสามารถย้อนกลับไปได้ไกลถึงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ซึ่งมีหลักฐานเป็นภาพจิตรกรรมกรีซโบราณบนกำแพงที่ปรากฎภาพของทหารสองคนกำลังจับมือ ที่ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เพอร์กามอน ในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าการจับมือในยุคสมัยนั้นหมายความถึงการมีสันติภาพของทั้งสองฝ่าย โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าในมือนั้นไม่มีอาวุธ

keyboard_arrow_up