ตร.มาเลฯ เผย ทรัพย์สินที่ยึดได้จากบ้าน ‘นาจิบ ราซัค’ มูลค่าเฉียดหมื่นล้าน

ตำรวจมาเลเซียเผย มูลค่าของทรัพย์สิน อัญมณี กระเป๋าถือสตรี รวมถึงนาฬิกาหรู หลายพันรายการ ที่ยึดมาได้จากบ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค มีมูลค่าสูงถึงเกือบ 275 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 9,085 ล้านบาท โดยทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านี้ถูกทางการมาเลเซียอายัดไว้จากผลพวงของการสืบสวนขยายผลคดีทุจริตเงินกองทุนการพัฒนาแห่งรัฐ หรือกองทุน “วันเอ็มดีบี” ที่นาจิบ ถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินจากกองทุนนี้ไปเป็นจำนวนมาก โดยทรัพย์สินทั้งหมดถูกตรวจยึดมาได้จากบ้านพักจำนวน 6 หลังของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและภรรยา ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียชุดปัจจุบันภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มหาธีร์ โมฮาหมัด ประกาศจะเดินหน้าสืบสวนการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดก่อน ที่สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งกับเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของมาเลเซียในสายตาชาวโลก

‘ไทย-เมียนมา’ ประสานความร่วมมือปราบปรามกลุ่มผู้ผลิตและค้ายาเสพติด

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 เวลา 10.30 น. นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กรมศุลกากร ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักกองบัญชาการกองทัพไทย และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติไทยที่หลบหนีหมายจับคดียาเสพติดในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และกรณีการตรวจยึดโซเดียมไซยาไนด์ ณ ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงาน ป.ป.ส. นโยบายรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา โดยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้แทนไทย ได้เข้าหารือข้อราชการและกระชับความร่วมมือในการสกัดกั้น ปราบปรามยาเสพติด กับ พลโท จ่อ ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเมียนมา ณ กรุงเนปิดอว์ ตามคำเชิญของรัฐบาลเมียนมา ดังนี้ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา […]

ถูกหลอกเพราะไว้ใจ! ทนายชวนลงทุนร่วมประกันตัวผู้ต้องหา เสียหายหลายสิบล้าน

ชาวบ้านจาก จ.ลพบุรี ความเดือดร้อน ถูกหลอกจากชายคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นทนายความและยังเป็นเครือญาติ หรือคนรู้จักที่สนิทสนม บางคนที่ถูกหลอกนับถือกันเป็นแม่บุญธรรม เข้ามาหลอกให้นำเงินไปลงทุนในการรับประกันตัวผู้ต้องหาตามศาล บอกว่าจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 7-8 บาท ซึ่งผู้ที่ถูกหลอกก็หลงเชื่อเนื่องจากเห็นว่าเป็นคนรู้จักที่สนิท อีกทั้งยังมีอาชีพที่น่าเชื่อถือจึงเริ่มลงทุนด้วย จากการลงทุนไม่กี่หมื่นบาทแต่ถูกหลอกและโน้มน้าวให้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเสียหายกันคนละหลักหลายแสนบาท บางคนก็หลักล้านบาท เสียหายรวมกันกว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว แต่คดีความกลับไม่คืบหน้า ชายคนนี้ก็ยังรับประกันตัวตามศาลต่อไปเรื่อยๆ กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าไปร้องเรียนที่ศูนยดำรงธรรมตั้งแต่ปี 2558 ทั้งไปร้องเรียนที่ดีเอสไอ หรือแม้กระทั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ทุกอย่างก็ยังเงียบหาย ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ให้แนวทางการในกรณีนี้ว่า ชายคนนี้มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ทั้งนี้เชื่อว่าทำเป็นกระบวนการ เพราะการทำอาชีพนายหน้ารับประกันตัวผู้ต้องหาหรือรับประกันอิสรภาพนั้น ต้องมีการขึ้นทะเบียนเป็นกิจจะลักษณะกับศาล ซึ่งตอนนี้ผู้ต้องหาก็ยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง และติดต่อศาลอื่นๆ อีก ทั้งนี้จากตรวจสอบเอกสารที่กลุ่มผู้เสียหายได้ดำเนินคดีไปนั้น พบว่าพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนให้อัยการจ.ลพบุรีแล้วตั้งแต่ปี 2559 อยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าสำนวนคดีนี้ มีการสรุปทำความเห็นของอัยการแล้วหรือไม่ เพื่อจะได้นำตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล เพราะคดีล่วงมากว่า 2 ปีแล้ว หรือให้บันทึกประจำวันไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากปปง.มีอำนาจยึดทรัพย์สินของผู้ต้องหาได้ ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. […]

‘เณรคำ’ หน้าตายิ้มแย้ม ขึ้นศาลตรวจพยานครั้งแรก คดีพรากผู้เยาว์ หลังส่งตัวข้ามแดน

วันที่ 18 กันยายน 2560 เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยาน หลักฐานคดีดำ อ.2340/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายวิรพล สุขผล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ เป็นจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร คดีนี้อัยการฟ้องสรุปว่า เมื่อเดือน ม.ค. 2543 ถึงกลางปี 2544 จำเลยได้พราก ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากผู้ปกครองโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง จากนั้นจำเลยนำตัว ด.ญ.เอ ไปข่มขืนกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ อันเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ แต่ระหว่างดำเนินคดีนายวิรพลได้หลบหนีไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งโจทก์ได้ขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ศาลชั้นต้นแห่งรัฐบาลกลางรัฐแห่งแคลิฟอร์เนีย มีคำสั่งให้ส่งตัวมาไทย โดยผู้เสียหายดังกล่าวได้เคยยื่นฟ้องจำเลยเองต่อศาลจังหวัดศรีสะเกษ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1917/2556 ที่ศาลยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2820/2557 ข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและความผิดต่อเสรีภาพ ซึ่งศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องแล้วแต่ผู้เสียหายไม่มาเบิกความต่อศาลคงมีเพียงบุคคลที่อ้างเป็นคนรู้จักข้างบ้าน มาเบิกความเป็นพยานปากเดียวเท่านั้นซึ่งไม่รูเห็นการกระทำผิดของจำเลย ดังนั้น […]

เปิดยุทธการชัยยะ สยบไพรี 60/5 ทลายรัง-ยึดทรัพย์พ่อค้ายาเชียงราย เครือข่าย ‘ไซซะนะ’

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 60 ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สนธิกำลังเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์บ้านของนายอกฤษณ์ รุ่งศิริธีรวงศ์ หรือ นายอาผะ เชมือกู่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด และหลบหนีอยู่ที่ประเทศเมียนมา จากการสืบสวนพบว่ามีความเชื่อมโยงเป็นผู้ประสานงานนำยาเสพติดจากเมียนมา เข้ามาในไทย ก่อนส่งให้กับกลุ่มผู้สั่งซื้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายณัฐพล นาคคำ หรือ บอย ผู้ต้องหาค้ายาเสพติดรายใหญ่ในภาคกลาง และเป็นเครือข่ายของนายไซซะนะ แก้วพิมพา สำหรับการตรวจสอบทรัพย์สินของนายอกฤษณ์ พบมีบ้านอยู่ในอำเภอแม่จัน 2 หลัง ราคาประเมินประมาณ 8 แสนบาท และบ้านของภรรยาอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ราคาประเมิน 3 ล้านบาท และอาคารพาณิชย์ที่เปิดเป็นบริษัทรับซื้อขายฝากที่ดินราคาประเมิน 3 ล้านบาท และคาดว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาอย่างไม่ถูกกฎหมาย เพราะเมื่อประเมินจากอาชีพและรายได้พบว่าไม่สอดคล้องกับทรัพย์สินที่ปรากฏ การเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์ของผู้ต้องหาค้ายาเสพติดในวันนี้ เป็นหนึ่งในยุทธการชัยยะ สยบไพรี 60/5 ที่จะมุ่งเน้นทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ติดกับแนวชายแดน และส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่หลบหนีการจับกุมไปประสานงานยาเสพติดอยู่ในประเทศเมียนมา และอยู่ระหว่างการประสานงานส่งหมายจับให้ทางการเมียนมาร์เพื่อขอตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดีในไทย

กระแสตีกลับ! สาวพันทิปเศร้า กยศ. กำลังจะโดนยึดทรัพย์ เจอชาวเน็ตสวดยับ…เป็นหนี้ก็ต้องใช้

กลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในดลกกออนไลน์ เมื่อมีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความระบายว่าตนกำลังจะโดน กยศ. ยึดทรัพย์ โดยได้รับหมายบังคับคดีให้ชำระเงินภายใน 15 วัน และได้ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการลดหย่อนหรือปิดหนี้ด้วยการขายบ้าน อีกทั้งเจ้าตัวระบุว่าเครียดมากเพราะบ้านเพิ่งซื้อ และกลัวว่าแม่กับลูกจะไม่มีที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม กระทู้ดังกล่าวได้รับความสนใจจากสมากชิกคนอื่นอย่างมาก และได้มีการแสดงความคิดเห็นเชิงต่อว่าเจ้าของกระทู้ที่ปล่อยให้เรื่องบานปลายมาจนถึงตอนนี้ ทั้งยังมีการตำหนิถึงเจตนาที่กู้ซื้อบ้านและไม่ยอมผ่อนเงินที่กู้ กยศ. มา ซึ่งกลายเป็นภาระให้รุ่นน้องที่ต้องการใช้กองทุนนี้อย่างมาก สำหรับการยึดทรัพย์ลูกหนี้ กยศ. นั้น มีข้อมูลว่า…กรณีที่ถูกยึดทรัพย์นั้น จะเป็นผู้กู้ยืมเงิน กยศ. แต่ไม่ชำระหนี้กองทุนมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และส่วนใหญ่จะถูกฟ้องมาตั้งแต่ปี 2550 และหากไม่มีการติดต่อมายัง กยศ. ก็จะถูกแจ้งให้มาติดต่อชำระหนี้เรื่อยๆ เนื่องจากการกู้หนี้ กยศ. นั้นคือการกู้เงินหลวงจะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้ ที่มา – pantip.com

Timeline….กว่าจะถึงวันยึดทรัพย์ 35,717 ล้านบาท ‘ยิ่งลักษณ์’

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนทางการเมืองบ้านเรา กับกรณีกระบวนการอายัด ยึด ทรัพย์สิน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตามคำสั่งการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้สรุปความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ พบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งหมด 178,000 ล้านบาท ทว่าตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 ระบุว่า กรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน ให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ส่งผลให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายคดีจำนำข้าว จำนวน 35,717 ล้านบาท เนื่องจากขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้ปล่อยปะละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้กระทรวงการคลังได้รับความเสียหาย ซึ่งประธานคณะกรรมการฯ คือนายมนัส แจ่มเวลา อธิบดีกรมบัญชีกลางขณะนั้น ได้ลงนามในหนังสือสรุปรับรองความเสียหายไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 60 ที่ผ่านมา ส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาลงนามรับรอง เพื่อส่งต่อให้ กระทรวงการคลังดำเนินการติดตามทรัพย์ ต่อมาวันที่ 26 ม.ค 60 ทนายความอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ได้ร้องศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองและขอทุเลาการบังคับคดี แต่ปรากฏว่าศาลได้ยกคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี เพราะเห็นว่ายังไม่มีการยึด […]

สื่อนอกตีข่าวปมยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว จับตา 1 ส.ค. ‘ยิ่งลักษณ์’ แถลงปิดคดีด้วยวาจา

สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของตนในคดีรับจำนำข้าว และเตรียมแถลงชี้แจงต่อศาลสัปดาห์หน้า สื่อต่างประเทศหลายสำนักยังคงติดตามและรายงานความเคลื่อนไหวของคดีรับจำนำข้าว โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส และเดอะ ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ รายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าพร้อมสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในคดีรับจำนำข้าว ทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลที่ดำเนินการอายัดบัญชีและยึดทรัพย์สินของเธอในคดีรับจำนำข้าว พร้อมจะแถลงการณ์ปิดคดีด้วยวาจาต่อศาลในวันที่ 1 ส.ค.นี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า แม้ขณะนี้ยังจะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำผิดในคดีรับจำนำข้าว แต่คณะกรรมการสอบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลเมื่อปีที่ผ่านมาได้สั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย ที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเงิน 35,000 ล้านบาท

ศาลแพ่งพิพากษายึดทรัพย์-เงิน ‘อดีตพระเณรคำ’ 27 รายการ 43 ล้านบาท

สื่อมวลชนจำนวนมากรอติดตามทำข่าวการควบคุมตัวนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ จากสหรัฐอเมริกา กลับมาดำเนินคดีในไทย ซึ่งได้เดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลา 21.55 น. วันที่ 19 ก.ค. 60 ด้วยเที่ยวบิน TG 677 ของสายการบินไทย ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. วันที่ 20 ก.ค. 60 เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ควบคุมตัวนายวิรพล มายังสำนักงานอัยการสูงสุด รัชดาภิเษก โดยมีเจ้าหน้าที่คุ้มกันหนาแน่น ซึ่งนายวิรพล แต่งกายด้วยเสื้อและกางเกงสีขาว และยังมีสีหน้ายิ้มแย้มปกติ ไม่แสดงความวิตกกังวลแต่อย่างใดท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมารอทำข่าวเป็นจำนวนมาก เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่นำตัวขึ้นลิฟท์เดินทางมาตามเส้นทางปกติ ขึ้นมายังชั้น 11 ที่ห้องคดีพิเศษ เพื่อมารับทราบ และเซ็นเอกสารเกี่ยวข้องกับคดี โดยขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวนายวิรพล ส่งต่อไปยังศาลอาญาเพื่อขออำนาจศาลฝากขัง โดยพนักงานอัยการจะคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมหลบหนี สำหรับข้อหาความผิดในคดีอาญาที่ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องอดีตพระเณรคำ แยกฟ้องเป็น 2 สำนวน ประกอบด้วย (1) คดีที่ […]

ปปส.จับเครือข่ายไอซ์ข้ามชาติระดับโลก ยึดทรัพย์รวม 70 ล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด แถลงแผนปฏิบัติการชัยยะ สยบไพรี 60/3 จับกุมเครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ ยึดทรัพย์รวม 70 ล้านบาท พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พลตำรวจโทสมหมาย กองวิสัยสุข ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการชัยยะ สยบไพรี 60/3 จับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายไอซ์ข้ามชาติเพิ่มเติม 4 คน คือ นายเซียง หมี่ ซื่อหรือเก็กกอ สัญชาติไต้หวัน นายตัน ฮัน เซียงหรือนายอาตัน สัญชาติมาเลเซีย นางสาววิภารัตน์ การดี สัญชาติไทย และนางวลัยพรรณ เพ็ชรพงษ์ หรือเจ้ฟ่ง สัญชาติไทย หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงกลุ่มค้ายาเสพติดชาวมาเลเซียที่ถูกจับพร้อมของกลางไอซ์ 282 กิโลกรัมในพื้นที่สะเดาจังหวัดสงขลาก่อนหน้า หลังปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ 9 จังหวัด 54 จุดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ พบหลักฐานเชื่อมโยงกลุ่มค้ายาเสพติดรายสำคัญชาวไทย มาเลเซียและไต้หวัน จึงดำเนินการจับกุมพร้อมยึดทรัพย์สินรวมกว่า 70 ล้านบาท ประกอบด้วย ทรัพย์สินที่อายัดก่อนหน้านี้จากการจับกุมชายชาวมาเลเซีย […]

keyboard_arrow_up