ไฟป่าครั้งรุนแรงในแคลิฟอร์เนียยังโหมต่อเนื่อง เผาพื้นที่มากกว่า 8 แสนไร่

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟป่าในพื้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเหตุไฟป่าที่ถือว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ล่าสุดเพิ่มจำนวนเป็นอย่างน้อย 56 ราย ขณะที่ยอดผู้สูญหายที่ยังไม่ทราบชะตากรรมยังคงมีสูงกว่า 130 ราย นอกเหนือจากยอดผู้เสียชีวิตและสูญหายแล้ว รายงานข่าวยังระบุว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นยังได้เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วมากกว่า 135,000 เฮคตาร์ (มากกว่า 843,750 ไร่) รวมถึงบ้านเรือน-สิ่งปลูกสร้างอีกมากกว่า 500 หลัง ซึ่งรวมถึงบ้านของเหล่ามหาเศรษฐีและนักแสดงฮอลลีวูดหลายคน สื่อท้องถิ่นระบุว่า จนถึงขณะนี้ทางการท้องถิ่นต้องสั่งอพยพประชาชนหนีไฟป่าที่ลุกลามไปแล้วมากกว่า 200,000 คน ขณะที่การควบคุมไฟป่าของทีมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงในพื้นที่เพิ่งทำได้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบ 1 ใน 3 เท่านั้น เนื่องจากกระแสลมที่พัดแรงในพื้นที่ ได้โหมกระพือให้ไฟลุกลามขยายวงกว้างมากกว่าเดิม ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

จนท.เร่งสกัดไฟป่าแคลิฟอร์เนีย พบลุกลามประชิด ‘ชุมชนเศรษฐี’ เขตมอนเตซิโต้

ไฟป่าที่เผาไหม้พื้นที่ทางตอนใต้ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ ยังคงลุกลามต่อเนื่อง ล่าสุดพบการขยายตัวของไฟป่าเข้าใกล้เขตมอนเตซิโต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของแมนชั่นสุดหรู และเป็นหนึ่งใน “ชุมชนเศรษฐีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา” รายงานข่าวระบุว่า พบการลุกลามของไฟป่าอยู่ห่างเพียง 180 เมตร จากที่ตั้งของเขตมอนเตซิโต้ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของแมนชั่นราคาแพงของเหล่านักธุรกิจ และดาราฮอลลีวูด ส่งผลให้ต้องมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิง และรถดับเพลิงเข้ามาสกัดกั้นการลุกลามของไฟป่าดังกล่าว จนถึงขณะนี้ไฟป่าทางตอนใต้ของมลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ลุกลามต่อเนื่องมานานถึง 9 วันแล้ว และเผาผลาญทำลายพื้นที่ป่าและชุมชนรวมแล้วเกือบ 1,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ “เกือบเท่ามหานครนิวยอร์กทั้งเมือง” โดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดประกอบด้วยเขตปกครองลอสแองเจลิส เคาน์ตี้ , เวนทูร่า และซานตา บาร์บาร่า ในอีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า การลุกลามของไฟป่าที่ “ใหญ่เป็นลำดับที่ 5 ในประวัติศาสตร์” ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างเลวร้าย ทำให้ชายหาดยอดนิยมหลายแห่งที่เคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว กลายเป็นชายหาดร้างที่ว่างเปล่า ส่งผลกระทบต่อกิจการ และธุรกิจในพื้นที่ ขณะที่กำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพิ่งประสบความสำเร็จในการควบคุมไฟป่าครั้งนี้ได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1 ใน 5 เท่านั้น. ขอบคุณภาพจาก LA TIMES และรอยเตอร์

ผลจากเมืองรุกล้ำป่า! ‘หมี 3 ตัว’ บุกย่านช้อปปิ้งดังในแคลิฟอร์เนีย หาอาหารกิน (คลิป)

  ไปชมคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองท้องที่ จากเขตเพลเซอร์ เคาน์ตี้ ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับ “หมี 3 ตัว” ที่หลุดเข้ามาภายในย่านช้อปปิ้งชื่อดังในมลรัฐแคลิฟอร์เนียในช่วงหลังจากที่ห้างปิดให้บริการไปแล้ว รายงานข่าวระบุว่า คลิปวิดีโอนี้ บันทึกเหตุการณ์ขณะที่ เจ้าหน้าที่ดอน เนวินส์ กำลังออกลาดตระเวนพื้นที่ เพื่อดูแลความปลอดภัยในยามค่ำคืนในช่วงหลังห้างปิด ใกล้กับย่านช็อปปิ้งดัง แถบถนนนอร์ธ เลค ทาโฮ ก่อนที่เขาจะพบกับหมี 3 ตัวกำลังวิ่งหนีออกจากพื้นที่ในเวลาไล่เลี่ยกัน สื่อท้องถิ่นระบุว่า ไม่มีใครรู้แหล่งกบดานของพวกมัน และไม่มีใครทราบเช่นกันว่า พวกมันเข้ามาทำอะไรในย่านช็อปปิ้งดังกล่าวในเวลากลางคืน ท่ามกลางข้อสันนิษฐานว่า พวกมันอาจออกจากป่า เพื่อเข้ามาหาอาหารภายในเมือง เนื่องจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติของพวกมันถูกคุกคามจากการเติบโตของเมืองที่รุกล้ำป่า อันเป็น บ้านของพวกมัน ในอีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่รายนี้เผชิญหน้ากับหมีในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อเดือนตุลาคม เขาก็เพิ่งเผชิญหน้ากับหมี ในอีกเหตุการณ์หนึ่งเช่นกัน.

สวยสลด! ช่างภาพมะกันเผยวิดีโอไฟป่าแคลิฟอร์เนีย หวังให้ใส่ใจสภาพแวดล้อมมากขึ้น

เจฟฟ์ ฟรอสต์ ช่างถ่ายภาพภัยพิบัติชาวอเมริกัน วัย 39 ปี เผยแพร่ภาพวิดีโอบันทึกผลงานล่าสุดของเขา คือ การติดตามถ่ายภาพสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ คลิปวิดีโอขอบคุณ Caters Clips ฟรอสต์ได้เดินทางไปยังพื้นที่เขตต่างๆ ทางตอนเหนือของมลรัฐแคลิฟอร์เนียตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เพื่อตระเวนเก็บภาพไฟป่า ที่ได้ชื่อว่า มีความรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมลรัฐแห่งนี้ รายงานข่าวระบุว่า แม้ต้องเสี่ยงอันตรายหลายครั้งระหว่างภารกิจการติดตามถ่ายภาพไฟป่ารอบนี้ แต่เจ้าตัวตั้งใจจะถ่ายทอดสิ่งที่เขาได้เห็นให้กับประชาชนทั่วไป เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และหันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมให้มากขึ้น ทั้งนี้ ไฟป่าทางตอนเหนือของมลรัฐแคลิฟอร์เนียในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้เผาผลาญพื้นที่ป่าไปเป็นจำนวนมาก และส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 90,000 คนต้องอพยพหนีตายออกนอกพื้นที่ ขณะที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย และมีบ้านเรือนถูกเผาจนวอดกว่า 8,900 หลัง.

keyboard_arrow_up