หนุ่มใหญ่อ้างคุยสันติภาพกับมนุษย์ต่างดาว โชว์ภาพถ่ายยานบิน แนะวิธีเห็น ถือศีลทำจิตบริสุทธิ์

วันที่ 18 ส.ค. 62 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี เดินทางไปพบนายนวพล ที่บ้านพัก ในอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยนายนวพล ยืนยันว่า สามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวจากกาแล็กซี่อื่นได้จริง หลังได้ศึกษาเรื่องจานบินต่างดาวอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2558 พร้อมนำภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวและยานบินมายืนยัน นายนวพล กล่าวว่า ครั้งแรกที่เห็นแสงไฟและวัตถุประหลาดบนท้องฟ้า ก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่มนุษย์ต่างดาวหรือไม่ แต่เมื่อเห็นทุกวันก็เริ่มเชื่อ กระทั่งได้ยินเสียงของมนุษย์ต่างดาวใกล้หู จึงเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง ก่อนมนุษย์ต่างดาวจะแสดงอภินิหารให้ตนได้เห็นยานบิน เพื่อยืนยันว่ามนุษย์ต่าวด้าวมีอยู่จริง โดยเรื่องที่คุยกับมนุษย์ต่างดาว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสันติภาพ รวมทั้งเรื่องธรรม และบอกว่า หากมนุษย์รักษาศีล ทำจิตใจบริสุทธิ์ ยกสภาวะจิตให้สูงขึ้น ก็จะสามารถเห็นมนุษย์ต่าวดาวได้ในทุกสถานที่ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปชม หรือไปพิสูจน์ความเชื่อเรื่องดังกล่าวที่เขากะลา จังหวัดนครสวรรค์ ที่มีความเชื่อเรื่องการสื่อสารกับดาวพลูโต  

เปิดข้อเท็จจริงของ Starchild skull หัวกะโหลกเด็กที่เชื่อว่าเป็นลูกผสม “มนุษย์ – เอเลี่ยน”

ท่ามกลางหลักฐานที่มีทั้งจริงและเท็จ เกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวในรูปแบบต่างๆ ที่มีผู้คนเคยพยายามจดบันทึกไว้ หนึ่งในหลักฐานที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจ และมักถูกหยิบยกมาเอ่ยถึงในเรื่องราวของมนุษย์ต่างดาวมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น The Starchild skull หรือ หัวกะโหลกของเด็กจากดวงดาว ที่นักจานบินวิทยา รวมทั้งผู้คลั่งไคล้ในเรื่องลี้ลับเชื่อว่า มันคือหลักฐานการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่าง “มนุษย์” และ “สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญา” จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดขึ้นที่เหมืองเก่าแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโก เมื่อคนงานและทีมนักสำรวจได้พบกับกะโหลกศีรษะรูปร่างคล้ายของมนุษย์ที่รูปร่างผิดปกติ ซึ่งถูกฝังรวมกับโครงกระดูกมนุษย์ธรรมดา จนมีการตั้งชื่อเล่นให้กับชิ้นส่วนปริศนานี้ว่า The Starchild skull และมีการอ้างอิงข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์รายละเอียดต่างๆ โดยนักมานุษยวิทยาและศัลยแพทย์ ซึ่งพบว่าดีเอ็นเอที่พบบนกะโหลกดังกล่าวไม่ใช่ดีเอ็นเอของมนุษย์ทั้งหมด และมีส่วนประกอบสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่สามารถจำแนกประเภทได้ ทั้งมีรายงานบางชิ้นที่ระบุว่าเจ้าของกะโหลกศีรษะนี้อาจมีฟันถึง 3 ชุด แทนที่จะเป็นสองชุดแบบมนุษย์ทั่วไป รวมทั้งเรื่องเล่าพื้นเมืองในแถบนั้นที่อ้างถึงการลงมาเยือนจาก “คนบนฟ้า” ที่สมสู่กับหญิงสาวในหมู่บ้านหลายแห่ง และทำให้เกิดเด็กที่มีรูปร่างแบบนี้ขึ้นมา ซึ่งมีบางครั้งที่ผู้เป็นแม่มักไม่ยอมมอบลูกที่เกิดจากสายเลือดผสมนี้คืนให้กับพ่อ และทำให้ชาวบ้านต้องจำใจฝังพวกเขาทั้งเป็น เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่จะตามมา อย่างไรก็ตาม มีรายงานอีกด้านหนึ่งที่ระบุว่าลักษณะกะโหลกดังกล่าวนั้นเป็นของชาวอเมริกันพื้นเมืองที่ป่วยเป็น โรคหัวบาตร หรือ โรคน้ำในสมอง (Hydrocephalus) ซึ่งเป็นความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดที่มีของเหลวมากเกินไปในกะโหลกศีรษะ และทำให้เจ้าของศีรษะมีกะโหลกขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปเท่านั้นเอง แล้วคุณล่ะ…คิดว่ากะโหลกนี้เป็นของใคร แค่เด็กที่ป่วยเป็นโรค หรือ เด็กลูกผสมจากคนที่มาจากบนฟ้า

พบกับชายชราผู้เชื่อว่าตนเคย “ถูกลักพาตัว – เสียซิง” ให้กับมนุษย์ต่างดาว

ถึงจะยังเป็นข้อถกเถียงถึงการมีตัวตนของสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เราเรียกว่า มนุษย์ต่างดาว เพราะจนตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นมีตัวตนหรือไม่ แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมีตัวตนอยู่จริง และบางคนเชื่อว่าพวกเขาเคยมีประสบการณ์การเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตนอกโลกนี้แบบตัวต่อตัวมาแล้ว อย่างเช่นกรณีของชายชราชาวนิวเจอร์ซีที่ชื่อว่า David Huggins อาจฟังดูเหมือนเรื่องเล่าจากทฤษฎีสมคบคิด แต่ชายผู้นี้ยืนยันว่าตัวเองเคยถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และยังคงเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ ซากๆ นั้นจนถึงทุกวันนี้ และมีครั้งหนึ่งเขาเคยถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับมนุษย์ต่างดาวที่ชื่อว่า Crescent ซึ่งนั่นนับเป็นการเสียซิงครั้งแรกของเขาด้วย และเป็นเหตุการณ์นี้สร้างความอึดอัดให้กับ David อย่างมาก จนทำให้เขาระบายมันออกมาผ่านภาพวาดต่างๆ ซึ่งเขาอ้างว่านี่คือโฉมหน้าของผู้มาเยือนจากต่างดาว แน่นอนว่าทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ ล้วนรู้สึกว่าชายผู้นี้ต้องเพี้ยนสุดขีด และทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องโกหกที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อสร้างสีสันให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ David ยังคงยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือความจริง และเขาเป็นแค่คนปกติคนหนึ่งเท่านั้น

5 สมมติฐาน ว่าทำไมเราถึงไม่พบ “มนุษย์ต่างดาว” สักที!?

อีกหนึ่งคำตอบที่เชื่อว่าหลายคนคงอยากได้คำตอบเป็นอย่างมาก นั่นคือแท้จริงแล้วโลกเรานั้นอยู่อย่างโดดเดี่ยวในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้หรือไม่ เพราะถึงจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าบนท้องฟ้าอันมืดมิดนั้น ยังมีใครบางคนจ้องมองเราอยู่ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานชัดๆ แม้แต่ชิ้นเดียวที่ยืนยันว่า มี มนุษย์ต่างดาว อยู่จริงๆ ปัญหาที่ว่านี้ แม้แต่นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ครุ่นคิดและสงสัยในเรื่องนี้มานานหลายปีก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนได้ แต่ท่ามกลางความสนใจที่จะค้นหาชีวิตจากดาวดวงอื่นให้ได้ ทำให้เกิดสมมติฐานที่น่าสนใจที่พยายามให้คำตอบว่า…ทำไมเราจึงยังไม่เจอสิ่งมีชีวิตที่เราเชื่อว่ามีอยู่จริงสักที!? เอกภพนั้นกว้างใหญ่เกินไป นักวิทยาศาสตร์เคยประมาณการว่ามีดาวเคราะห์มากกว่า 100 ล้านดวงในทางช้างเผือก และทางช้างเผือกเองก็เป็นเพียงหนึ่งในแสนล้านกาแลคซีของเอกภพ ฉะนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถสแกนดาวทุกดวงได้อย่างครบถ้วน หรือต่อให้มนุษย์สามารถสำรวจทางช้างเผือกจนทะลุปรุโปร่ง แต่ไม่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิต นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอีกแสนล้านกาแลคซีที่เหลือจะไม่มี เราไม่ได้จริงจังกับการค้นหาพวกมันมากอย่างที่ควรจะเป็น ถ้าไม่นับอุปกรณ์ของนักล่ามนุษย์ต่างดาวมือสมัครเล่นที่มีอยู่ทั่วโลก อุปกรณ์ที่ดูจะทรงประสิทธิภาพที่สุดและออกแบบมาเพื่อค้นหาชีวิตบนดาวดวงอื่นโดยเฉพาะ ก็มีแค่กล้องโทรทัศน์ของ สถาบันที่ค้นหาสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาความฉลาดที่อยู่นอกโลก หรือ สถาบัน SETI เท่านั้น และมันก็มีโอกาสสำเร็จน้อยมากที่จะใช้กล้องที่ว่านี้กวาดหาดาวฤกษ์กว่าล้านดวง และอีกกว่าร้อยกาแลคซีที่อยู่ใกล้เราที่สุด เพื่อหาสัญญาณการมีชีวิตจากนอกโลก เทคโนโลยีของเรามันล้าสมัยเกินกว่าจะเจอพวกเขา หากมนุษย์ต่างดาวมีตัวตนอยู่จริง และสามารถเดินทางมายังโลกของเราโดยข้ามผ่านกาแลคซีหรือดาวดวงอื่นในเวลาเพียงพริบตา อย่างที่หลายๆ คนเคยอธิบายไว้ นั่นก็แปลว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะต้องก้าวล้ำนำสมัยมนุษย์ไปหลายขุม และอาจรวมถึงรูปแบบการสื่อสารและการซ่อนตัวเองจากเราด้วย ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เทคโนโลยีที่ว่าก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์ จะหาพวกนั้นไม่เจอ เราอยู่เพียงลำพังจริงๆ จากคำอธิบายในสมมติฐาน Fermi Paradox ถ้าคุณเชื่อในเรื่องของความบังเอิญ ก็จงเชื่อเถอะว่าการกำเนิดมนุษย์นั้นก็ไม่ต่างกัน เพราะจากความเปลี่ยนแปลง และการทำลายล้างในแต่ละช่วงอายุของโลกที่เพิ่งสร้างอารยธรรมมนุษย์ขึ้นมาเมื่อไม่กี่พันปีก่อน เมื่อเทียบกับอายุของเอกภพที่มีอยู่มานานกว่า 13.8 พันล้านปี เราอาจเรียกว่าเป็นผลผลิตจากความบังเอิญในห้วงอวกาศนี้ก็เป็นได้ […]

Area 51 พื้นที่ปริศนาที่ชาวเน็ตมะกันชวนคนมาพิสูจน์ “มนุษย์ต่างดาว” ด้วยการวิ่งท่า “นินจานารูโตะ”

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น แต่หลังจากมีคนจำนวนมากร่วมลงชื่อ เตรียมบุกไปพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาวในพื้นที่ Area 51 ด้วยการวิ่งผ่านเข้าไปด้วยท่านินจาหลบกระสุน จนกองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องออกมาเตือนว่าที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ฝึกฝนของกองทัพอากาศติดอาวุธ ไม่ควรมีใครคิดจะบุกเข้ามา และพวกเขาพร้อมที่จะปกป้องสหรัฐฯ และสินทรัพย์ของชาติ แม้ว่าจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดก็ตาม สำหรับ แอเรีย 51 (Area 51) เป็นชื่อเรียกของฐานทัพที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ในสหรัฐอเมริกาตะวันตก ห่างจากดาวน์ทาวน์ในลาสเวกัส 83 ไมล์ (133 กม.) ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของ “กรูม เลก” ในบริเวณพื้นที่ทางทหารการบินลับขนาดใหญ่ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและทดสอบอากาศยานและระบบอาวุธ ฐานทัพลับนี้ตั้งอยู่ในเขตทดสอบและฝึกซ้อมเนวาดาในพื้นที่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อันกว้างขวาง ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะดำเนินงานโดยฐานทัพทางอากาศที่ 99 (99th Air Base Wing) ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Base) สิ่งอำนวยความสะดวกในกรูมเลกนี้ดำเนินการเสริมให้กับศูนย์ทดสอบกองทัพอากาศ (Air Force Flight Test Center (AFFTC)) ที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส ในทะเลทรายโมฮาวี ราว 186 […]

“กาเหว่าที่บางเพลง” หนังไซไฟมนุษย์ต่างดาวบุกโลกเรื่องแรกๆ ของไทย!

เห็นช่วงนี้มีหนังมนุษย์ต่างดาวบุกโลกเข้าฉายกันอย่างคึกคัก ส่วนใหญ่ก็เป็นหนังฝรั่ง หนังยุโรป ไม่ค่อยมีหนังมนุษย์ต่างดาวจากฝั่งเอเชียสักเท่าไหร่ (ไม่นับบรรดายอดมนุษย์อุลตร้าจากแถบญี่ปุ่น) แต่เมื่อได้ค้นคว้าย้อนไปสักประมาณ 20 ปีก่อน ก็บังเอิญได้พบกับหนังไทยเรื่องหนึ่ง “กาเหว่าที่บางเพลง” ในยุคหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันพอสมควร เพราะถือเป็นนิมิตหมายใหม่ในวงการหนังไทย ที่มีหนงไซไฟมนุษย์ต่างดาวกับเขาบ้างแล้วเหมือนกัน “กาเหว่าที่บางเพลง” เป็นหนังที่สร้างจากนิยายไซไฟของ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ออกฉายเมื่อปี 2537 เป็นหนังไทยยุคแรกๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องแรกที่กล่าวถึงการมาของมนุษย์ต่างดาว “กาเหว่าที่บางเพลง” มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับ หมู่บ้านบางเพลง ที่ถูกอำนาจลึกลับครอบงำในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง เกิดพระจันทร์ทรงกลดขึ้นเหนือหมู่บ้าน จากนั้นผู้หญิงทั้งหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นเด็ก หญิงสาว หญิงชรา หรือแม่ชี ต่างก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาพร้อมกันอย่างหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ เมื่อทารกคลอดออกมา เด็กทั้งหมดdHมีอำนาจวิเศษเหนือมนุษย์ ภาพยนตร์เวอร์ชั่นนั้น กำกับโดย นิรัตติศัย กัลย์จาฤก นำแสดงโดย ศรัณยู วงศ์กระจ่าง, หัทยา เกษสังข์, ศตวรรษ ดุลยวิจิตร, รุ้งทอง ร่วมทอง, จรัล มโนเพ็ชร, สุรัตนา ข้องตระกูล, รุจน์ รณภพ, พรรษวุฒิ เมทะนี และได้รับการนำไปฉายที่เทศการภาพยนตร์นานาชาติโดยในช่วงต้นมีข้อความว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นในชื่อเดียวกัน “กาเหว่าที่บางเพลง” กลายเป็นการปลุกกระแสหนังไซไฟให้กับประเทศไทย ที่หลังจากนั้นหนังไทยก็ได้แตกแขนงออกเป็นหลากหลายแนวมากยิ่งขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักทำหนังยุคใหม่ในเวลาต่อมา

ไม่ได้ตาฝาด! หนุ่ม กฟภ. เผยภาพถ่ายอ้าง ‘UFO’ โผล่เหนือท้องฟ้าขอนแก่น

หนุ่ม กฟภ.เผยเห็นจานบินลึกลับโผล่เหนือท้องฟ้าขอนแก่น เจ้าตัวเชื่อไม่ได้ตาฝาด ใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถ่ายภาพวัตถุต้องสงสัยคล้ายยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว หรือ UFO ไว้ได้ขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้า จ.ขอนแก่น จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่รายนี้คือ นายพจน์ นาคะสิงห์ พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ฝ่ายปฎิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นผู้ถ่ายภาพวัตถุลึกลับคล้ายยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวไว้ได้ นำภาพมาแสดง โดยพบว่าในภาพมีวัตถุทรงกลมสีดำ มีลักษณะคล้ายกับยานอวกาศขนาดใหญ่ ลอยอยู่ใกล้ก้อนเมฆ พร้อมระบุว่าถ่ายได้ขณะวัตถุต้องสงสัยคลอยอยู่บนฟ้า บริเวณถนนมะลิวัลย์ บ้านเป็ด ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา นายพจน์ เล่าว่า ขณะที่ตนเองขับรถกลับจากรับหัวหน้า มาตามถนนมะลิวัลย์ เพื่อออกไปใช้ถนนเลี่ยงเมือง ตนเองได้หันไปเห็นวัตถุคล้ายยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว จากนั้นหัวหน้า ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ บันทึกภาพไว้ ซึ่งตนเองมองว่าวัตถุที่ลอยบนท้องฟ้ามีลักษณะคล้ายยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว เพราะ ตนเองมักใช้เวลาว่าง ติดตามเรื่องลี้ลับของมนุษย์ต่างดาวมาโดยตลอด จนกระทั่งได้มาพบเจอกับตนเองในครั้งนี้ เพราะในประเทศไทยเคยมีคนพบยานอวกาศมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว จากนั้นผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ว่าที่ร้อยตรีอัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยานขอนแก่น เพื่อสอบถามว่ามีการตรวจพบวัตถุลึกลับบนน่านฟ้าในช่วงเวลาที่นายพจน์ระบุหรือไม่ และได้รับคำตอบว่า ทางหอบังคับการบินไม่ได้รับแจ้งวัตถุลี้ลับแต่อย่างใด มีเพียงเครื่องบินที่บินขึ้นลงที่ท่าอากาศยานขอนแก่นตามปกติ. […]

เรื่องจริงหรือคิดไปเอง! รวมภาพวาดของเด็กๆ ที่อ้างว่า…เคยถูก ‘มนุษย์ต่างดาว’ ลักพาตัว

ยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหลายวงการ ว่าแท้จริงแล้วเหล่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา หรือเราเรียกกันว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ นั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ จะเป็นเพียงนิยายวิทยาศาสตร์สยองขวัญ หรือจะเป็นอย่างที่องค์กรระดับโลกพยายามพิสจน์ว่ามนุษย์เรานั้นไม่ได้อยู่ในตามลำพัง ท่ามกลางดวงดาวนับพันล้านดวง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ก็ยังมีคนจำนวนจำนวนไม่น้อยที่อ้างว่าเคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเหล่านี้มาก่อน อย่างเช่นภาพที่ถูกรวบรวมโดย Aliens and Children ซึ่งอ้างว่าถูกวาดโดยเด็กๆ ที่เคยถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวมาแล้ว แถมมีบางคนเคยเผชิญหน้ากับสิ่งที่อธิบายไม่ได้นี้มากกว่าหนึ่งครั้งด้วย ที่มา – aliensandchildren.org

อดีตนักดาราศาสตร์เตือนนาซ่า ทำผิดใหญ่หลวงคิดติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะมันคือ ‘หายนะ’

แฟรงค์ เดรค (Frank Drake) อดีตนักดาราศาสตร์ชื่อดังซึ่งเคยทำงานในโครงการ “ค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” ให้กับ สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซ่า) ออกโรงเตือนโดยระบุว่า นาซ่ากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่พยายามติดต่อกับ “พวกต่างดาว” พร้อมย้ำว่าการติดต่อกับอารยธรรมนอกโลก จะนำมาซึ่ง “หายนะ” สำหรับมวลมนุษยชาติ ก่อนหน้านี้ เดรค เคยเป็นผู้ออกแบบ “แผนที่ฉบับพิเศษ” แนะนำเส้นทางให้พวกต่างดาวเดินทางมายังโลก โดยที่แผนที่ที่เดรคออกแบบนี้ได้ถูกนำขึ้นไปปล่อยในอวกาศด้วยยานอวกาศของนาซ่า 2 ลำ คือ ยาน วอยยาเจอร์ 1 และ วอยยาเจอร์ 2 อย่างไรก็ดี เดรค ยอมรับว่าแผนที่ที่เขาออกแบบไว้ดังกล่าว รวมถึงความพยายามอย่างไม่ลดละของนาซ่า ในการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว อาจนำมาซึ่งหายนะครั้งเลวร้าย เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า พวกมนุษย์ต่างดาวจะมีความเป็นมิตรกับมนุษย์ เหมือนกับในภาพยนตร์เรื่อง “อี.ที.” ทั้งนี้ เดรค ไม่ใช่คนแรกที่ออกโรงเตือนนาซาถึงอันตรายจากการติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง “สตีเฟ่น ฮอว์กิง” เคยออกโรงเตือนให้มนุษย์หลีกเลี่ยงการติดต่อสื่อสารใดๆ กับสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยระบุมนุษย์อาจถูกล้างเผ่าพันธุ์จนสูญสิ้น และโลกอาจต้องตกเป็น “อาณานิคม” ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พวกอินเดียนแดงพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ได้เผชิญหน้ากับคนผิวขาวที่เป็นพวกนักสำรวจจากยุโรป

keyboard_arrow_up