“ข้าวหมูแดง” เมนูง่ายๆ มื้อไหนก็กินได้ แถมเป็นของอร่อยระดับนานาชาติ

หากจะมีเมนูข้าวจานไหน ที่สามารถรับประทานเป็นอาหารมื้อไหนก็ได้ล่ะก็ คงต้องยกให้ “ข้าวหมูแดง” ที่ขายทั่วไปในบ้านเรา และมีทั้งเจ้าดังในแต่ละย่าน ไปจนถึงร้านรถเข็นที่รู้กันเฉพาะลูกค้าเจ้าประจำ แต่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือใหญ่ เมนูจานนี้ก็ได้รับความนิยมได้เสื่อมคลาย และจุดเด่นของอาหารจานนี้ที่ขาดเสียไม่ได้ ก็ต้องยกให้ “หมูแดง” ที่วางมาบนข้าวนี่แหละ หมูแดง เป็นอาหารที่ได้จากการย่างเนื้อหมูที่ปรุงรส นิยมใช้เนื้อหมูส่วนสันนอก, สามชั้น, สันคอหรือคอหมู ในประเทศจีนเรียกว่า ชาสิ่ว (叉燒) โดยจะหมักเนื้อหมูกับน้ำผึ้ง, ผงเครื่องเทศทั้งห้า, เต้าหู้ยี้, ซอสถั่วเหลือง, ซอสฮอยซิน และอาจผสมเหล้าเชอร์รีหรือเหล้าหวงจิ่ว ก่อนจะนำไปย่าง หมูแดงของจีนใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูบะหมี่ ข้าวหรือซาลาเปาหน้าแตก ในฮ่องกงจะขายหมูแดงในร้านซิวเหม่ย (燒味) ร่วมกับไก่หรือห่านย่าง ในประเทศญี่ปุ่นมีอาหารคล้ายหมูแดงของจีน เรียกว่า ชะชุ (チャーシュー) เป็นส่วนประกอบในราเม็ง โดยเตรียมจากการทำเนื้อให้เป็นก้อนก่อนจะนำไปตุ๋นที่อุณหภูมิต่ำ ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและซอสถั่วเหลือง ส่วนในประเทศไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์และอินโดนีเซีย มักนิยมนำหมูแดงมารับประทานคู่กับข้าวหรือบะหมี่ โดยหากเป็นเมนูข้าวมักจะเสิร์ฟพร้อมแตงกวา ต้นหอม ราดด้วยน้ำซอสด้านบน และยังนิยมน้ำหมูแดงมาใส่เป็นไส้ซาลาเปาอีกด้วย

“Redbee shrimp” กุ้งสวยๆ ที่ถูกสร้างโดยมนุษย์ และกลับไปอยู่ในธรรมชาติไม่ได้อีกแล้ว

เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงมากมายที่มีจุดริ่มต้นมาจากสัตว์ป่า ที่ค่อยถูกทำให้เชื่องและมีลักษณะตามต้องการของมนุษย์จนแถบไม่เหลือเค้าเดิม และไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างเช่นที่บรรพบุรุษของพวกมันเคยอยู่ได้ ซึ่ง กุ้งเรดบี (Redbee shrimp) เองก็คืออีกหนึ่งตัวอย่างของสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ไม่เคยมีในธรรมชาติ และไม่สามารถกลับอยู่ในถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของพวกมันได้อีกแล้ว กุ้งเรดบี คือกุ้งแคระใน ตระกูลกุ้งบี (bee shrimp) ที่ไม่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ถูกพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นโดยมนุษย์ ซึ่งมีอุปนิสัยแตกต่างจากกุ้งในธรรมชาติ ที่ชอบหลบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ตามพื้นน้ำหรือซอกหลืบในมุมมืดๆ และมักจะออกหากินในเวลากลางคืน กลายเป็นกุ้งแคระที่ไม่กลัวคน สามารถออกมาเดินหากินในที่โล่งและมีแสงสว่างได้อย่างไม่เกรงกลัวใคร แต่ยังคงลักษณะนิสัยที่ชอบกินตามพื้นตู้อยู่เช่นเดิม อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นกุ้งเรดบีมีรากฐานเดิมมาจาก “กุ้งบี” ที่พบในแหล่งน้ำลำธารในป่าเขา ที่เย็นเงียบสงบสะอาดบริเวณแถบประเทศจีนตอนล่าง จนถึงในประเทศเวียดนามตอนบน และในลำธารชายเขาในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ลักษณะทางกายภาพทั่วไปของกุ้งบีลำตัวมีลักษณะสั้นป้อม สีที่พบจะมีสีดำจาง ๆ สีน้ำตาลเข้มอมดำหรือน้ำเงินแก่ มีสีขาวที่เกือบใส ขึ้นสลับไปมา ที่บริเวณปลายกรีช่วงลำตัวปลายข้อหาง จนกระทั่งมีซึ่งผู้ที่พัฒนากุ้งนี้เป็นผลสำเร็จคือ Mr.Hisayasu Suzuki ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งกุ้งเรดบี” ซึ่งใช้เวลากว่า 6 ปี ในการพัฒนาสีสันของกุ้งบีนี้ โดยการคัดสรรกุ้งบีจากในธรรมชาติที่มีลักษณะผ่าเหล่าผ่ากอ มาทำการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด (Inbreed) จนเกิดกุ้งที่มีลักษณะเด่นกว่ากุ้งบีดั้งเดิมในธรรมชาติ นั่นคือมีสีแดงจางสลับปล้องขาวเล็กๆ ที่ยังใส มีสีโทนแดง จึงเป็นที่มาของชื่อ Crystal […]

“ปลาเข็มหม้อ” ปลาไทยในร่องสวน ที่คนเก่าคนแก่เลี้ยงไว้กัดแข่งเพื่อการพนัน

ปลาเข็มหม้อ (Wrestling halfbeak, Malayan halfbeak) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาเข็ม (Hemiramphidae) มีรูปร่างเรียวยาว ริมฝีปากล่างคือส่วนที่ยื่นยาวออกมาเหมือนปลายเข็ม อันเป็นที่มาของชื่อ มีครีบอกขนาดใหญ่และแข็งแรง ทำให้สามารถกระโดดจับแมลงที่อยู่เหนือผิวน้ำเป็นอาหารได้ นอกจากนี้แล้วยังมีสายตาที่ดี สามารถมองเห็นวัตถุที่เหนือน้ำได้ดีกว่าปลาชนิดอื่นๆ ปลาเข็มนั้นเป็นปลาขนาดเล็ก ความยาวเต็มที่ประมาณ 8 เซนติเมตร พบได้ตามแหล่งน้ำนิ่งเช่น ท้องร่วงสวนผลไม้ทั่วประเทศไทย ในต่างประเทศพบได้ตั้งแต่บังกลาเทศจนถึงคาบสมุทรมลายูและอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีต ปลาเข็มชนิดนี้คนไทยนิยมเพาะเลี้ยงกันมานานแล้วเพื่อใช้สำหรับต่อสู้กันเพื่อการพนัน คล้ายกับปลากัด โดยจะเพาะเลี้ยงกันในหม้อดินจึงเรียกกันว่า “ปลาเข็มหม้อ” โดยจะมีรูปร่างและขนาดที่ใหญ่กว่าปลาที่พบในธรรมชาติ และจะสู้กันด้วยการจะพุ่งแทงใส่กัน แต่ในปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงรวมกันเป็นฝูงประมาณ 8-10 ตัว โดยมีตัวผู้เป็นจ่าฝูงเพียงตัวเดียว และที่เหลือจะเป็นปลาตัวเมียซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการทะเลาะกันระหว่างปลาตัวผู้ และเพิ่มโอกาสที่จะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยง ซึ่งปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว ครั้งละไม่เกิน 30 ตัว และมีการพัฒนาสายพันธุ์จนได้ปลาที่ออกสีขาวจะเรียกว่า “ปลาเข็มเผือก” หรือ “ปลาเข็มเงิน” และปลาที่มีสีออกสีทองจะเรียกว่า “ปลาเข็มทอง”

ถึงจะบินร่อนไปทั่ว แต่ “นกพิราบ” กลับไม่ใช่นกไทย แถมยังขึ้นแท่นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ตัวร้าย

ถ้ามีใครเดินมาถามว่า “วันนี้คุณเห็นนกพิราบแล้วหรือยัง?” เชื่อว่าคงจะมีน้อยคนนักที่ตลอดทั้งวันจะไม่เจอหน้าเจ้านกตัวนี้สักครั้งเดียว เพราะประชากรที่มากมาย แถมยังปรับตัวได้ดีกับการใช้ชีวิตทั้งในป่าและในเมือง ทำให้นกเหล่านี้สามารถพบเห็นได้ยากนัก โดยหารู้ไม่ว่านกเหล่านี้ไม่ใช่นกไทย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์อันตรายหนึ่งอีกด้วย นกพิราบ (rock pigeons) เป็นนกในวงศ์นกพิราบและนกเขา (Columbidae) มีขนสีเทาอ่อน มีแถบสีดำสองแถบบนปีกแต่ละข้าง แต่ทั้งนกป่าและนกเลี้ยงนั้นมีความหลากหลายของสีและรูปแบบของขนเป็นอย่างมาก มีความแตกต่างระหว่างเพศเล็กน้อย นกชนิดนี้มักมีคู่ครองตัวเดียว มีลูกครั้งละ 2 ตัว พ่อและแม่ช่วยกันเลี้ยงดู โดยที่เมื่อจับคู่กันแล้วจะไม่แยกจากกันเลยตลอดชีวิต แม้ว่าคู่จะตายไปแล้ว นกชนิดนี้มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่เกษตรกรรมและในเมือง และสามารถออกไข่ได้ในสถานที่หลากหลาย ตั้งแต่หน้าผาและขอบหิน ไปจนถึงซอกใต้หลังคาบ้าน ก็ถูกใช้เป็นที่ทำรังวางไข่ของนกพิราบได้ และทำให้นกที่มีถิ่นกำเนิดในยุโรป แอฟริกาเหนือ และทางตะวันตกของเอเชีย แพร่กระจายไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลกในเวลาไม่นานหลังจากที่มนุษย์เริ่มนำพวกมันมาเลี้ยงเพื่อใช้งานด้านการสื่อสาร และใช้เพื่อเป็นอาหาร จนมีนกบางส่วนหลุดออกไป (บ้างก็ตั้งใจปล่อยไป เพราะไม่ต้องการเลี้ยงแล้ว) จึงทำให้พวกมันเพิ่มประชากรขึ้นเรื่อย และคาดว่ามีประชากรนกในธรรมชาติประมาณ 17 – 28 ล้านตัวในยุโรป และเป็นนกที่พบได้ในทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา อย่างไรก็ตาม นกพิราบนั้นเป็นที่รวมของเชื้อโรคชนิดต่างๆ ที่ติดต่อมาสู่มนุษย์ได้ อาทิ โรคสมองอักเสบจากเชื้อรา, ปอดอักเสบ, ท้องเสีย, […]

“หัวตะกั่ว” ชื่อนี้ไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็นปลาสวยเรียบๆ ที่พบได้ในเมืองไทย

ปลาหัวตะกั่ว หรือ ปลาหัวเงิน (Blue panchax) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus panchax อยู่ในวงศ์ปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลาในวงศ์ปลาซิวข้าวสาร (Adrianichthyidae) ซึ่งเป็นปลาต่างวงศ์กัน มีลำตัวกลมยาว หัวโตกว้าง มองด้านข้างเห็นปลายแหลม สันหัวแบน ปากซึ่งอยู่ปลายสุดเชิดขึ้น ตาโต และอยู่ชิดแนวสันหัว เกล็ดใหญ่ ครีบต่าง ๆ มีขอบกลม ครีบหลังมีขนาดเล็กอยู่ใกล้ครีบหาง พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ครีบต่าง ๆ สีออกเหลือง โคนครีบหลังสีดำ มีจุดเด่น คือ มีจุดกลมสีเงินเหมือนสีของตะกั่วขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่บนสันหัวระหว่างนัยน์ตา อันเป็นที่มาของชื่อเรียก โดยทั่วไปมียาวประมาณ 8 เซนติเมตร แต่ปลาส่วนใหญ่ที่พบมักขนาดเฉลี่ยประมาณ 3-6 เซนติเมตร สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในแหล่งน้ำจืด และพื้นที่น้ำกร่อย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทุกภาค จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นในวงศ์นี้ที่พบได้ในประเทศ ปลาหัวตะกั่วมีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ เช่น ลูกน้ำและแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร ตัวผู้มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวเมีย ครีบใหญ่กว่าและสีสันต่างๆ ก็สดกว่า และแม้จะชอบรวมฝูงกัน […]

“กระถิน” พืชที่หลายคนคิดว่ามันเป็นของไทย แต่กลับเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นสุดอันตราย

แม้ชื่อ กระถิน จะฟังดูเป็นภาษาไทยง่ายๆ ที่ได้ยินติดหูกันมาพอสมควร แต่ความจริงแล้วพืชริมรั้วที่เราเด็ดยอดอ่อน และฝักอ่อนมารับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริกนั้น มีต้นกำเนิดมาไกลถึงแถบอเมริกากลาง ซึ่งเชื่อว่าถูกนำเข้าปลูกในประเทศไทยช่วงสมัยอยุธยา ก่อนจะแพร่กระจายไปจนทั่วประเทศ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ผักก้านถิน, สะตอเทศ, สะตอบ้าน และ ตอเบา เป็นต้น กระถิ่นเป็นพืชที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และขึ้นอย่างหนาแน่จนทำให้พืชท้องถิ่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้และถูกเบียดออกไปกระถินถูกพิจารณาให้เป็น 1ใน 100 สายพันธ์รุกรานที่ร้ายแรงของโลกโดย คณะกรรมการความอยู่รอดของสปีชีส์ของ สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (the Invasive Species Specialist Group of the IUCN Species Survival Commission) เนื่องจากเป็นพืชโตไว แพร่พันธุ์เก่ง และทำลายให้สิ้นซากได้ยาก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นในไทยนั้นพบว่า กระถินสามารถเจิญเติบโตได้ให้หลายพื้นที่ ตั้งแต่บริเวณป่าโล่ง ป่าเคยถูกทำลาย หรือแม้กระทั่งในเขตที่แห้งแห้งแล้งสูงจนถึงพื้นที่ชุ่มชื้นมาก ก็ยังสามารถงอกงามได้ และเมื่อมีกระถินเติบโตเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่ดังกล่าวก็มักจะมีแต่พืชชนิดนี้ขึ้นปกคลุมอยู่เพียงชนิดเดียว โดยไม่มีพื้นชนิดอื่นขึ้นแซม อย่างไรก็ตาม กระถินเองก็มีมีประโยชน์อยู่มากมายพอสมควร เรียกว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ยอดอ่อนจนถึงราก ไม่ว่าจะเป็นใบอ่อนและฝักอ่อนที่นำมากินเป็นอาหาร ใบแก่ที่สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้ และลำต้นสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดี อีกทั้งต้นกระถิ่นยังสามารถปลูกให้ขึ้นเป็นแนวรั้วธรรมชาติได้ แต่ต้องมั่นตัดแต่งอยู่ในฟอร์มเตี้ยอย่างสม่ำเสมอ

“ปลาบึก” ยักษ์ใหญ่แห่งมหานที ที่กำลังจะหายไปจากแม่น้ำโขง

แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ เพราะไม่ว่าจะในตลาดปลา หรือแม้แต่ในร้านอาหาร ก็ล้วนแต่สามารถหาปลาบึก ทั้งที่ตายแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยาก แต่ส่งหนึ่งที่ทั้งนักชิมและคนเลี้ยงปลาบางส่วนอาจยังไม่ทราบ นั่นคือปลายักษ์จากแม่น้ำโขงที่เราเห็นกันทุกวันนี้ล้วนแต่เกิดจากการ “ผสมเทียม” ทั้งสิ้น จากข้อมูลของ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ซึ่งได้เปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับสถิติการจับปลาบึกในช่วงปี 2529-2538 ที่สามารถจับปลาบึกได้รวมกันถึง 362 ตัว ในขณะที่ช่วงปี 2539-2549 หรือหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนบริเวณต้นแม่น้ำโขง พบว่าสามารถจับปลาบึกรวมกันได้เพียง 48 ตัวเท่านั้น จากข้อมูลดังกล่าวทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ขวางกั้นลำน้ำโขง ได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการขยายพันธุ์ของปลาบึกหรือไม่? เพราะนอกจากปลาบึกขนาดใหญ่ที่พร้อมผสมพันธุ์ที่จับได้นั้น ยังไม่เคยมีใครพบเห็นลูกปลาบึกในธรรมชาติเลย ปัจจุบัน ปลาบึกที่มีขาย หรือแม้แต่ที่ถูกจับได้จากธรรมชาตินั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการผสมเทียมโดยกรมประมงทั้งสิ้น และลูกปลาเหล่านั้นจะถูกนำไปปล่อยไปในแหล่งน้ำหลายแห่งในประเทศ อาทิ เขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา, เขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี, บ่อน้ำภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นต้น โดยมีการกำหนดให้จับได้เป็นช่วงระยะเวลาและปริมาณที่ชัดเจน เช่น ที่เขื่อนแก่งกระจานมีการปล่อยปลาบึกลงไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 มีกำหนดในช่วงปลายปีถึงต้นปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูหนาว ที่น้ำจะมีอุณหภูมิเย็น ปลาบึกจะลอยตัวขึ้นมาบริเวณผิวน้ำเพื่อเล่นน้ำ ทำให้จับได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้ว ปลาบึก นั้นอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่ประเทศจีน, ลาว, […]

“นกแอ่นทุ่งเล็ก” สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย ที่ได้รับผลกระทบจาก “เขื่อนแม่น้ำโขง”

นกแอ่นทุ่งเล็ก (Glareola lactea) เป็นทั้งนกประจำถิ่น และนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หรือในช่วงฤดูหนาว พบในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำโขง พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก และมีสถานภาพเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแนบท้าย กฎกระทรวง กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 865 จากรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทนกทั้งหมด 952 ชนิด นกแอ่นทุ่งเล็ก เป็นนกที่อาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่ พบตามทุ่งนา ทุ่งหญ้า และบริเวณใกล้ๆกับแหล่งน้ำต่างๆ เช่น บึง หนอง อ่างเก็บน้ำ และทะเลสาบ หากินและมีกิจกรรมส่วนใหญ่ในตอนเช้าตรู่และเย็นค่ำ โดยกินแมลงต่างๆเช่น แมลงปอบ้าน แมลงปอเข็ม ด้วงปีกแข็ง มวน และแมลงเม่า เป็นต้น พฤติกรรมการหาอาหารใช้วิธีบินโฉบจับแมลงกลางอากาศซึ่งอยู่สูงจากพื้นดิน แต่บางครั้งก็บินฉวัดเฉวียนจับแมลงใกล้ๆกับพื้นดิน หรือผิวน้ำ บ่อยครั้งที่เกาะตามพื้นดินแล้วบินโฉบจับแมลงกลางอากาศ โดยปกติ นกแอ่นทุ่งเล็ก ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อน หรือระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม แต่ละรังห่างกันพอประมาณ ด้วยการขุดดิน กองขยะ กองหญ้า หรือพื้นทรายซึ่งอยู่ใกล้ๆกับแหล่งน้ำต่างๆ เป็นแอ่งเล็กน้อย […]

“ไส้กรอก” อาหารแปรรูปที่คิดค้นมากว่า 3,500 ปีแล้ว และยังใช้เป็นอาหารเช้าจนถึงทุกวันนี้

ไส้กรอก (Sausage) มาจากคำภาษาลาตินว่า Salsus หมายถึง “การเก็บรักษาเนื้อสัตว์โดยใช้เกลือ” หรือมาจากคำว่า Wurst ในภาษาเยอรมัน ซึ่งหมายถึง “เนื้อสัตว์บดละเอียดผสมกับเกลือและเครื่องเทศ บรรจุลงในไส้” ดังนั้นกรรมวิธีในการผลิตไส้กรอกนั้นจึงถือได้ว่าเป็นกรรมวิธีในการถนอมอาหารแบบหนึ่ง ที่คิดค้นมากว่า 3,500 ปีแล้ว ในยุคบาบิโลเนีย ลักษณะเป็นเนื้อหมักเครื่องเทศ ยัดไว้ในไส้สัตว์ ในยุคกลาง เมืองต่าง ๆ ในยุโรปได้พัฒนาสูตร รสชาติ และรูปร่างของไส้กรอกของตนเอง และตั้งชื่อไส้กรอกตามชื่อเมืองที่เป็นถิ่นกำเนิด เช่น ไส้กรอกเวียนนา เป็นต้น ในยุคปัจจุบันการผลิตไส้กรอกเป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการถนอมอาหารหลายอย่างรวมกัน เช่น การใช้สารเคมี การใช้ความร้อน การอบแห้ง การแช่แข็ง และการแช่เย็น จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกในปัจจุบันนั้นมาให้เลือกบริโภคอย่างหลากหลาย ซึ่งจะแตกต่างกันตามลักษณะของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ชนิดของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรส ชนิดของเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว เนื้อปลา เป็นต้น อัตราส่วนระหว่างเนื้อสัตว์และไขมันของเนื้อสัตว์ ความละเอียดของการบดเนื้อสัตว์และเครื่องเทศ วิธีการผสม ขั้นตอนการผลิต วิธีการอัดไส้ ขนาดและความยาวของไส้ที่นำมาใช้ และ ชนิดของไส้ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 […]

“กิ้งก่าบิน” สัตว์เลื้อยคลานนักร่อนตัวจิ๋ว ที่พบได้ในประเทศไทย

กิ้งก่าบิน (Flying dragon, Flying lizard) หรือ กะปอมปีก ในภาษาอีสานและลาว เป็นสกุลของกิ้งก่าในวงศ์ Agaminae ในวงศ์ใหญ่ Agamidae ใช้ชื่อสกุลว่า Draco ที่มีความโดดเด่นกว่าสัตว์เลื้อยคลานอื่น ตรงมีความสามารถในการร่อนที่ดีเยี่ยม โดยกิ้งก่าบินสามารถทิ้งตัวจากต้นไม้สูง 10 เมตร สามารถร่อนได้เป็นระยะทางไกลกว่า 60 เมตร และลงเกาะบนต้นไม้หรือพื้นที่ที่อยู่ต่ำลงได้จากเดิมได้ 2 เมตร ได้ด้วยมีแผ่นหนังขนาดใหญ่อยู่ทางด้านข้างลำตัวและได้รับการค้ำจุนด้วยกระดูกซี่โครง 5-7 ซี่ โดยมีกล้ามเนื้ออิลิโอคอสทาลิสทำหน้าที่ดึงกระดูกซี่โครง 2 ซี่แรกไปทางด้านหน้า แต่กระดูกซี่โครงชิ้นอื่นได้เชื่อมต่อกับกระดูกซี่โครงสองซี่แรกด้วยเส้นเอ็น สามารถทำให้แผ่นหนังทั้งหมดกางออกได้ เมื่อเริ่มร่อน ตัวของกิ้งก่าในระยะแรกจะทำมุม 80° ช่วงนี้กิ้งก่าจะยกหางขึ้น ต่อมาจึงลดหางลงและแผ่กางแผ่นหนังด้านข้างลำตัวและทำมุมที่ลงสู่พื้นเหลือ 15° เมื่อลงสู่พื้นหรือเกาะบนต้นไม้ จะยกหางขึ้นอีกครั้งและหมุนตัว แม้จะบินได้ แต่กิ้งก่าบินก็จัดได้ว่าเป็นกิ้งก่าขนาดเล็กที่มีความยาวลำตัวส่วนมากไม่เกิน 20 เซนติเมตร แต่หางจะมีความยาวมากกว่าลำตัว พบกระจายพันธุ์ในป่าของเอเชียใต้ และเอเชียอาคเนย์ เช่น ภาคอีสานในประเทศไทย และพบได้ชุกชุมในป่าดิบของแหลมมลายู มีทั้งหมด 31 ชนิด พบได้ในประเทศไทยหลายชนิด […]

“หอยงวงช้าง” สัตว์โบราณอายุกว่า 350 ล้านปี ที่ยังสามารถพบได้ในน่านน้ำไทยฝั่งทะเลอันดามัน

หอยงวงช้าง คือตัวอย่างสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้วกว่า 350 ล้านปี จัดอยู่ในชั้นเซฟาโลพอด อันเป็นชั้นเดียวกับปลาหมึก ในชั้นย่อยนอติลอยด์ จัดเป็นนอติลอยด์เพียงกลุ่มเดียวเท่าที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน หอยงวงช้างมีเพียงวงศ์เดียว คือ Nautilidae มีอยู่ด้วย 6 ชนิดใน 2 สกุล ตัวต้นแบบมาจากสกุล Nautilus ซึ่งมักอ้างอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปที่ หอยงวงช้างมุก (N. pompilius) และยังใช้เรียกชนิดใดก็ตามที่อยู่ในวงศ์เดียวกันนี้ โดยการปรับตัวอยู่ในน้ำลึกมาหลายล้านปีทำให้หอยงวงช้างเป็นสมาชิกเพียงจำพวกเดียวของ ชั้นย่อย Nautiloidea ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมักจะพบเป็นฟอสซิลตามหินฟอสซิลโบราณนักชีววิทยาจึงจัดให้เป็นฟอสซิลที่ยังมีชีวิตอยู่ หอยงวงช้างเป็นสัตว์ที่สามารถว่ายน้ำได้ดี ตาไม่มีคอร์เนียและเลนส์ เป็นแอ่งบุ๋มจากลำตัวเข้ามา มีน้ำทะเลเข้ามาอาบในชั้นเรตินาจึงรับภาพไม่ได้ เยื่อแมนเทิลมีกล้ามเนื้อหนา มีหนวดที่มากถึง 63-94 เส้น ซึ่งมากกว่าหมึกเสียอีก และมีประสาทสัมผัสที่ทำหน้าที่เหมือนเซนเซอร์สำหรับสัมผัสและรับรู้ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ เช่น การหาอาหารและหลบหลีกศัตรู มีเปลือกหุ้มอยู่ภายนอก เปลือกขดเป็นวง มีผนังกั้นภายในตามขวาง แบ่งเป็นช่องอยู่ด้านในคล้ายห้อง ช่องนอกสุดที่มีขนาดใหญ่สุดเป็นช่องที่ตัวหอยอาศัยอยู่ อากาศที่อยู่ในช่องของเปลือกทำให้หอยงวงช้างลอยตัวได้ เมื่อจะดำน้ำลง หอยจะปล่อยอากาศที่อยู่ในช่องเหล่านี้ออกมา แล้วให้น้ำเข้ามาแทนที่ ทำให้ตัวหนักและจมลงได้ อันเป็นหลักการเดียวกับถังอับเฉาในเรือดำน้ำ หอยงวงช้างว่ายน้ำโดยการพ่นน้ำออกไปทางท่อไซฟอนเช่นเดียวกับหมึก แต่การว่ายน้ำของหอยงวงช้างเป็นไปอย่างช้า […]

“บะหมี่” เมนูเส้นๆ ที่มาพร้อมความเชื่อเรื่องความเจริญรุ่งเรือง และอายุมั่นขวัญยืน

บะหมี่ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเส้นที่ชาวจีนค้นคิดขึ้น มีส่วนประกอบของแป้งสาลี และน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ อาจมีไข่ เกลือ และสารละลายด่างหรือสีผสมอาหาร สามารถแบ่งตามสูตรออกเป็่นบะหมี่แบบจีนและบะหมี่แบบญี่ปุ่น โดยบะหมี่แบบจีนนั้น ทำจากแป้งสาลีชนิดอเนกประสงค์ที่มีโปรตีนประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับโซเดียมคาร์บอเนต 0.5-2.0 เปอร์เซ็นต์ น้ำประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ และเกลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ บะหมี่ที่ได้จะมีสีเหลือง ส่วนบะหมี่แบบญี่ปุ่น จะทำจากแป้งสาลีโปรตีนต่ำ หรือแป้งผสมระหว่าง soft wheat และ hard wheat เพื่อให้มีโปรตีนประมาณ 9-10 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำ 28-33 เปอร์เซ็นต์ เกลือ 2 เปอร์เซ็นต์ ไม่เติมด่าง ทำให้บะหมี่มีสีขาว เนื้ออ่อนนุ่ม คนชนชาติชาวจีนนิยมนำมารับประทานเป็นอาหารจานหลัก เพราะมีความเชื่อตามบรรพบุรุษของชาวจีนว่า การรับประทานอาหารประเภทเส้นบะมี่จะช่วยให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง และมี “อายุยืนยาว” นอกจากนี้คนชนชาติจีนไม่นิยมนำบะหมี่ไปกราบไหว้ “บรรพบุรุษที่ล่วงลับ” ไปแล้ว เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้ลูกหลานของตน “อายุสั้น” อย่างไรก็ตามความเชื่อดังกล่าวค่อยเลือนหายไป แล้วกลายเป็นหนึ่งในเมนูที่ทำมาเพื่อไหว้บรรพบุรุษในวันสำคัญต่างๆ ปัจจุบันบะหมี่ถูกทำผ่านกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันออกไป […]

“กระดี่มุก” ปลาไทยสุดสวยที่พบน้อยในธรรมชาติ แต่สามารถเพาะพันธุ์ในตู้ได้

ปลากระดี่มุก (Pearl gourami) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลากัด ปลากระดี่ (Osphronemidae) มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ (T. trichopterus) ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกัน แต่กระดี่มุกมีลำตัวกว้างกว่าเล็กน้อย ครีบหลัง ครีบหาง และครีบก้นมีขนาดใหญ่และมีก้านครีบอ่อนยาวเป็นเส้นริ้ว ลำตัวสีเงินจาง มีแถบสีดำจางพาดยาวไปถึงโคนครีบหาง ท้องมีสีส้มหรือสีจาง และมีจุดกลมสีเงินมุกหรือสีฟ้าเหลือบกระจายไปทั่ว อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ ครีบท้องเป็นสีส้มสดหรือสีเหลือง โดยทั่วไป ปลากระดี่มุกมีความยาวเต็มที่เฉลี่ย 10-12 เซนติเมตร และชอบอาศัยอยู่เป็นคู่ หรือกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 5-10 ตัวในแหล่งน้ำที่มีค่าของน้ำมีความเป็นกรด ซึ่งมีค่า pH ต่ำกว่าค่าของน้ำปกติ (ต่ำกว่า 7.0) เช่น ในป่าพรุ เป็นต้น ในธรรมชาตินนั้น ปลากระดี่มุกนับว่าเป็นจำพวกปลากระดี่ที่พบในธรรมชาติได้น้อยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งโดยจะพบในเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนล่างเท่านั้น แต่ด้วยความสวยงามของสีสันและรูปทรง จึงมีความพยายามรวบรวมปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยงปลาสวยงาม ซึ่งในระยะแรกมักมีปัญหาในเรื่องการปรับสภาพน้ำ ทำให้ปลากระดี่มุกมีความต้องการน้ำลักษณะพิเศษกว่าปลาอื่นอยู่พอสมควร จึงทำให้กระดี่มุกเป็นปลาที่มีราคาสูงพอสมควร อย่างไรก็ตาม หลังจากมีความพยายามในการเพาะขยายพันธุ์จนสำเร็จ ทำให้ปลาชนิดนี้สามารถเลี้ยงในสภาพน้ำปกติได้ และยังเป็นปลาที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักจัดตู้ไม้น้ำอย่างมาก และยังมีการแข่งขันประกวดความสวยงามอีกด้วยในหมวดหมู่ของตัวเองอีกด้วย

เปิดประวัติ “ชานมไข่มุก” ของกินเล่นที่มีน้ำตาลมากกว่ามนุษย์ควรได้รับต่อวัน

ถึงจะเป็นของกินเล่นรสอร่อยที่ถูกใจใครหลายๆ คน แต่ขณะเดียวกันก็มีความกังวลในแง่ของสุขภาพ เนื่องจากความหวานที่ดูเหมือนจะมากเกินไปสักหน่อย อย่างเช่นกรณีของ ชานมไข่มุก Brown sugar ที่ใส่น้ำตาลถึง 18.5 ช้อนชา หรือประมาณ 74 กรัม ซึ่งมากกว่าที่มนุษย์ควรรับต่อวันถึงสามเท่า จนเกิดเป็นคำถามว่า เมนูกินเล่นนี้มีผลเสียต่อสุขภาพมากกว่ารสอร่อยหรือไม่!? ชาไข่มุก (bubble tea) เครื่องดื่มประจำชาติไต้หวัน ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในช่วงปี ค.ศ. 1980 และเชื่อกันว่าร้านชา “ชุนฉุ่ยถัง” ในเมืองไถจง น่าจะเป็นร้านแรกที่คิดค้นเมนูนี้ขึ้นมา และเมื่อปี ค.ศ. 1988 ขณะที่กำลังประชุมอยู่นั้น คุณหลินชิ่วฮุย (ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์) ได้เทขนมหวานชิ้นเล็กๆ ลงไปในชา ทำให้ทุกคนในห้องประชุมเห็นว่าน่าสนใจ จึงทำออกมาขาย ปรากฏว่า ยอดขายดีมาก ทำลายสถิติเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางข้อมูลที่ระบุว่า ชาไข่มุกน่าจะมีที่มาจากร้านชาหานหลิน ที่เมืองไถหนาน ประเทศไต้หวัน ของนายถัวซ่งเหอ เขาใส่เม็ดสาคูสีขาวลงไปในชา ทำให้มันเหมือนไข่มุก เป็นที่มาของคำว่า “ชาไข่มุก” หลังจากนั้นไม่นาน หานหลินเปลี่ยนสีสาคูจากสีขาวเป็นสีดำแบบที่นิยมกันในปัจจุบัน จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 1990 […]

“โรคลายม์” โรคอันตรายที่มีเห็บเป็นพาหะ หากเป็นแล้วล่าช้าจะรักษาได้ยาก

โรคลายม์ หรือ โรคไลม์ นั้นเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียในจีนัส Borrelia อย่างน้อย 3 ชนิด โดยมี Borrelia burgdorferi sensu stricto เป็นเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในทวีปอเมริกาเหนือ และ Borrelia afzelii กับ Borrelia garinii เป็นเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยในทวีปยุโรป โรคนี้ตั้งชื่อตามเมืองไลม์และโอลด์ไลม์ รัฐคอนเนกติคัต สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการตรวจพบโรคนี้เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1975 แม้จะเป็นที่รู้กันตั้งแต่ ค.ศ. 1978 ว่าโรคนี้ติดต่อโดยมีเห็บเป็นพาหะ แต่เชื้อก่อโรคที่แท้จริงก็ยังไม่มีใครหาพบจน ค.ศ. 1981 เมื่อ Willy Burgdorfer พบเชื้อ B. burgdorferi โรคไลม์เป็นโรคที่มีเห็บเป็นพาหะที่พบบ่อยที่สุดในซีกโลกเหนือ เชื้อ Borrelia จะติดต่อมายังมนุษย์ผ่านการถูกกัดโดยเห็บบางสปีชีส์ในจีนัส Ixodes ที่ติดเชื้อ อาการแรกเริ่มอาจไม่ชัดเจนเช่น ไข้ ปวดหัว อ่อนเพลีย ผู้ป่วย 70-80% จะมีผื่นขึ้นบริเวณที่ถูกกัดหลังจากที่ถูกกัดประมาณ 3-30 วัน […]

“กระบอกเทา” ปลาเศรษฐกิจที่ไข่มีราคาแพงกว่าเนื้อ และในไทยมีพบแค่ที่สงขลา

ปลากระบอกเทา (Grey mullet) เป็นปลาน้ำกร่อยจำพวกปลากระบอก (Mugilidae) มีลักษณะทั่วไป คือ เป็นปลาที่มีลำตัวยาวป้อมหัวแหลม ที่ตามีเยื่อไขมันคลุม ปากเล็ก ครีบหลังมีสองอัน ส่วนหลังเป็นสีเทาหรือน้ำตาล ด้านข้างเป็นสีเงินวาวท้องขาว ข้างลำตัวมีแถบสีดำบาง ๆ พบมีอยู่ทั่วไปในเขตร้อนและเหนือหรือใต้เขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก, มหาสมุทรแอตแลนติกและมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สำหรับในไทยมีรายงานว่าพบที่จังหวัดสงขลาแต่ไม่มาก วงจรชีวิตของปลากระบอกเทาคล้ายกับปลานวลจันทร์ทะเล ซึ่งเป็นปลาคนละวงศ์กัน กล่าวคือ ผสมพันธุ์วางไข่ในทะเลแล้วลูกปลาจะเข้ามาหากินและเจริญเติบโตในบริเวณชายฝั่ง ปลาจะเจริญเติบโตในบริเวณชายฝั่งและจะโตเต็มวัยพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ปลาเพศเมียจะมีไข่ตั้งแต่ 1-3 ล้านฟอง แล้วแต่ขนาดของปลา ปลาจะวางไข่ในทะเลลึกนอกชายฝั่งที่มีอุณหภูมิในช่วง 21-25 องศาเซลเซียส ลักษณะไข่ปลาเป็นไข่ครึ่งจมครึ่งลอยลูกปลาที่ฟักเป็นตัวจะถูกกระแสน้ำพัดพาเข้าในบริเวณชายฝั่ง ลูกปลาช่วงวัยอ่อนจะกินแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหารเมื่อลูกปลาเจริญได้ขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร ก็จะเปลี่ยนอุปนิสัยการกินอาหารมากินพืชแทน ปลากระบอกเทาเป็นปลาที่กินพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ง่าย และสามารถหาอาหารกินได้ในทุกระดับน้ำ โดยปลากระบอกเทาจะกินโดยวิธีการดูดหรือแทะเล็มที่พื้นผิววัสดุซึ่งมีทั้งอาหารและไม่ใช่อาหาร แต่จะมีอวัยวะกรองที่คอเรียกว่า “Phary ngeal fitering device” แยกตะกอนอาหารออกจากตะกอนที่ไม่ใช่อาหารแล้วพ่นตะกอนที่ไม่ใช่อาหารออกมา และส่วนที่เป็นอาหารก็จะกลืนลงสู่กระเพาะอาหาร ส่วนลำไส้จะยาวมาก ขดอยู่หลังกระเพาะอาหารยาวประมาณ 5 เท่าของตัวปลา ปัจจุบัน […]

Area 51 พื้นที่ปริศนาที่ชาวเน็ตมะกันชวนคนมาพิสูจน์ “มนุษย์ต่างดาว” ด้วยการวิ่งท่า “นินจานารูโตะ”

แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น แต่หลังจากมีคนจำนวนมากร่วมลงชื่อ เตรียมบุกไปพิสูจน์เรื่องมนุษย์ต่างดาวในพื้นที่ Area 51 ด้วยการวิ่งผ่านเข้าไปด้วยท่านินจาหลบกระสุน จนกองทัพอากาศสหรัฐฯ ต้องออกมาเตือนว่าที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ฝึกฝนของกองทัพอากาศติดอาวุธ ไม่ควรมีใครคิดจะบุกเข้ามา และพวกเขาพร้อมที่จะปกป้องสหรัฐฯ และสินทรัพย์ของชาติ แม้ว่าจะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดก็ตาม สำหรับ แอเรีย 51 (Area 51) เป็นชื่อเรียกของฐานทัพที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐเนวาดา ในสหรัฐอเมริกาตะวันตก ห่างจากดาวน์ทาวน์ในลาสเวกัส 83 ไมล์ (133 กม.) ตั้งอยู่ทางฝั่งใต้ของ “กรูม เลก” ในบริเวณพื้นที่ทางทหารการบินลับขนาดใหญ่ มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและทดสอบอากาศยานและระบบอาวุธ ฐานทัพลับนี้ตั้งอยู่ในเขตทดสอบและฝึกซ้อมเนวาดาในพื้นที่ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อันกว้างขวาง ถึงแม้ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะดำเนินงานโดยฐานทัพทางอากาศที่ 99 (99th Air Base Wing) ที่ฐานทัพอากาศเนลลิส (Nellis Air Force Base) สิ่งอำนวยความสะดวกในกรูมเลกนี้ดำเนินการเสริมให้กับศูนย์ทดสอบกองทัพอากาศ (Air Force Flight Test Center (AFFTC)) ที่ฐานทัพอากาศเอ็ดเวิร์ดส ในทะเลทรายโมฮาวี ราว 186 […]

ไม่ใช่แค่คนที่เดือดร้อน แต่ปลาอีกกว่า 1,700 ชนิดก็ได้รับผลกระทบจาก “เขื่อนกั้นแม่น้ำโขง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ไฟฟ้า” นั้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และทำให้มีความจำเป็นอย่างมากในการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทั้งภาคประชาชน และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกสำหรับการผลิตไฟฟ้าในประเทศนั้นคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ” ซึ่งอาศัยการไหลของน้ำให้กลายเป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้า และสามารถพบได้ตามเขื่อนขนาดใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ กองสื่อสารภายนอก ฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลการผลิตและซื้อพลังงานไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งพบว่าในเดือนมิถุนายน 2562 มีการผลิตไฟฟ้าจาก พลังงานหมุนเวียน (น้ำ, ลม, แสงอาทิตย์ และชีวมวล) เพียง 518.97 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็น 3.04% ของไฟฟ้าทั้งหมดที่ กฟผ. ผลิตได้ แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่มากมายนัก แต่ก็มีโครงการเดินหน้าสร้างเขื่อนต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดนเฉพาะในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีจุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบต และมีจุดกำเนิดร่วมกับอีก 2 แม่น้ำ คือ แม่น้ำแยงซี และ แม่น้ำสาละวิน ไหลผ่านถึง 7 ประเทศ จนกระทั่งไหลไปออกทะเลจีนใต้ที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงที่เวียดนาม และมีการสร้างเขื่อนกั้นเอาไว้กว่า 21 แห่ง ที่นักอนุรักษ์มองว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไป ทั้งยังส่งผลกระทบต่างการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ที่อาจกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนและระบบนิเวศรอบๆ ลำน้ำโขง […]

keyboard_arrow_up