“ศิวาลัยไกลาส หรือ ศิวาลัยไกรลาส” คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ศิวาลัย มาจากคำภาษาสันสกฤต ศิว[สิ-วะ] หมายถึง พระศิวะ กับคำภาษาบาลีและสันสกฤต อาลย [อา-ละ-ยะ] หมายถึง บ้าน ที่อยู่ ส่วน ไกลาส หรือ ไกรลาส มาจากคำภาษาสันสกฤต ไกลาส [ไก-ลา-สะ] เป็นชื่อภูเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของพระศิวะ รวมแล้ว ศิวาลัยไกลาส หรือ ศิวาลัยไกรลาส มีความหมายว่า เขาไกลาสอันเป็นที่สถิตแห่งพระศิวะ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ไปประทับยังพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] พระราชครูพราหมณ์จะกล่าวเวทสรรเสริญเปิดศิวาลัยไกลาส เพื่อเชิญพระศิวะให้เสด็จมาสถิตยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเนื่องด้วยคติความเชื่อสืบมาในสยามประเทศว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ [สม-มด-ติ-เทบ] คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร” ฉัตร 9 ชั้น เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตร ๙ ชั้น เดิมหุ้มด้วยผ้าตาด รัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปลี่ยนเป็นผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทองแผ่ลวดห้อยอุบะจำปาทอง ยอดฉัตรรูปแหลมทรงเจดีย์ สำหรับปักกางกั้นเหนือพระราชบัลลังก์ตามราชประเพณี ถือเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นๆ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] พระราชครูพราหมณ์เชิญพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ขึ้นน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย แล้วเจ้าหน้าที่เชิญตามเสด็จไปยังพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] เพื่อทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] และเครื่องขัตติยราชูปโภค [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-รา-ชู-ปะ-โพก] แสดงความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรกางกั้นเหนือพระแท่นบรรทมในพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] และกางกั้นเหนือพระราชบัลลังก์ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย [อำ-มะ-ริน-วิ-นิด-ไฉ] พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระที่นั่งอนันตสมาคม คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“ฉัตร” หนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ฉัตร คือเครื่องกั้น มีลักษณะเป็นร่มซ้อนชั้นและมีระบายเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบน-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] ตามที่เข้าใจกันมา ฉัตร ๙ ชั้นสำหรับพระมหากษัตริย์ ฉัตร ๗ ชั้นสำหรับพระมหาอุปราช ฉัตร ๕ ชั้นสำหรับเจ้านาย อย่างไรก็ดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ [เจ้า-ฟ้า-กฺรม-พฺระ-ยา-นะ-ริด-สะ-รา-นุ-วัด-ติ-วง] มีพระดำริปรากฏในลายพระหัตถ์ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ ว่าเป็นการเข้าใจผิด พระมหากษัตริย์ทรงกั้นได้ตั้งแต่ฉัตรชั้นเดียวจนถึง ๙ ชั้น ดังจะเห็นได้จากพระกลดเป็นฉัตรชั้นเดียว ชุมสายเป็นฉัตร ๓ ชั้น เครื่องพระอภิรุมเป็นฉัตร ๕ ชั้น ฉัตรพระคชาธารเป็นฉัตร ๗ ชั้น ฉัตรพระแท่นเศวตฉัตรเป็นฉัตร ๙ ชั้น ส่วนพระมหาอุปราชที่กำหนดพระยศใช้ฉัตร ๗ ชั้น แปลว่าจะใช้ได้ไม่เกิน ๗ ชั้น เจ้านายที่กำหนดว่าใช้ฉัตร ๕ ชั้น แปลว่าจะใช้ได้ไม่เกิน […]

“เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี” สำรับในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดี หรือเรียกอย่างย่อว่า “เครื่องนมัสการทองลงยาราชาวดี” ประกอบด้วยพานทองคำปากกลม ๑๐ พาน วางพุ่มดอกไม้ ๕ พาน พุ่มข้าวตอก ๕ พาน เชิงธูป ๕ เชิง เชิงเทียน ๕ เชิง หุ้มด้วยทองคำ พาน เชิงธูป และเชิงเทียนสลักลวดลายลงยาราชาวดีทั้งสิ้น เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีสำรับนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้น ทรงใช้สักการบูชาพระพุทธรูปสำคัญในงานพระราชพิธีและการทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย[อำ-มะ-ริน-วิ-นิด-ไฉ] บ้าง พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทบ้างในบางโอกาส ในรัชกาลต่อมา ทรงใช้เครื่องนมัสการทองคำลงยาราชาวดีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีสงกรานต์ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงสักการะพระบรมศพ พระบรมอัฐิ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระชัยประจำรัชกาล” พระคู่บุญญาธิการแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระชัยประจำรัชกาล ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีจะใช้ว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-ไช-ยะ-วัด-ปฺระ-จำ-รัด-ชะ-กาน] มีราชประเพณีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ครั้งยังไม่ได้ครองราชย์มีพระพุทธรูปประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงครามทุกครั้ง ซึ่งเรียกว่า พระชัยหลังช้าง [พฺระ-ไช-หฺลัง-ช้าง] เมื่อทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว โปรดให้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์ [พุด-ทะ-บัน-ลัง] พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร [พฺระ-พุด-ทะ-มะ-หา-มะ-นี-รัด-ตะ-นะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้ขาดพระพุทธรูปสำหรับทรงสักการะเป็นประจำ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นแทน ถวายนามว่า พระชัย [พฺระ-ไช] ต่อมารัชกาลที่ ๔ ทรงเติมสร้อยเป็น “พระชัยวัฒน์” [พฺระ-ไช-ยะ-วัด] แต่เดิมคำว่า ชัย ใช้ไม้มลาย ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงถือเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์เมื่อทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว จะทรงหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ซึ่งในปัจจุบันนี้มีพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๙ เว้นรัชกาลที่ ๘ เพียงรัชกาลเดียว คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระชัยวัฒน์” พระพุทธรูปประจำพระองค์พระมหากษัตริย์

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระชัยวัฒน์ เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เดิมเรียกว่า พระไชย [พฺระ-ไช] ดังพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ [สม-เด็ด-พฺระ-พน-นะ-รัด] วัดพระเชตุพน [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน] มีข้อความว่า “พระโหราราชครูธิบดีศรีพิชาจารย์ [พฺระ-โห-รา-ราด-ชะ-คฺรู-ทิบ-บอ-ดี-สี-พิ-ชา-จาน] ก็ลั่นฆ้องไชย ให้คลายเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์อันทรงพระพุทธปติมากร [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ทองนพคุณ บันจุะพระสาริกะบรมธาตุ [บัน-จุ-พฺระ-สา-ริก-กะ-บอ-รม-มะ-ทาด] ถวายพระนามสมยาพระไชยนั้นไปก่อน แล้วเรือขบวรหน้าทั้งปวงไปโดยลำดับ” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเติมสร้อยว่า พระไชยวัฒน์ คำว่า “ไชย” แต่เดิมใช้ไม้มลาย ภายหลังแก้เป็นใช้ไม้หันอากาศ พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลมีพุทธลักษณะและขนาดต่างกัน แต่ทุกองค์ถือตาลปัตร และส่วนมากบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อมีพระราชพิธีเกี่ยวกับรัชกาลใด ก็อัญเชิญพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลนั้นมาเข้าพิธีด้วย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญ ตั้งพระชัยวัฒน์ทุกรัชกาลบนพระแท่นมณฑลในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระแท่นมณฑล” สำคัญอย่างไรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระแท่นมณฑลตั้งอยู่ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สิ่งของที่ตั้ง ณ พระแท่นมณฑลมีถึง ๘๕ องค์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจำแนกไว้ในหมวดต่าง ๆ เช่น พระบรมสารีริกธาตุอยู่ในหมวดพระเจ้า พระสุพรรณบัฏ และพระราชลัญจกรอยู่ในหมวดพระราชสิริ ครอบพระกริ่งและพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ อยู่ในหมวดเครื่องพระมุรธาภิเษก พระมหามงกุฎและพระแสงขรรค์ชัยศรี [พฺระ-แสง-ขัน-ไช-สี] อยู่ในหมวดเครื่องต้น พระมาลาเบี่ยงและฉลองพระองค์เกราะเหล็กอยู่ในหมวดเครื่องพระพิชัยสงคราม พระแสงดาบเชลยและพระแสงดาบคาบค่ายอยู่ในหมวดพระแสง พระเสมาธิปัตย์ พระฉัตรชัย และพระเกาวพ่าห์อยู่ในหมวดเครื่องสูง พานพระขันหมากและพระสุพรรณศรีบัวแฉกอยู่ในหมวดเครื่องราชูปโภค ในรัชกาลต่อ ๆ มา สิ่งที่ตั้งบนพระแท่นมณฑลได้เพิ่มและลดลงบ้าง เช่น ในรัชกาลที่ ๙ ตั้งพระแสงเพิ่มจากพระแสงที่ตั้งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งรัชกาลที่ ๕ ถึง ๑๒ องค์ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“หญ้าคา” หญ้าศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ หญ้าคานั้นชาวฮินดูถือว่าเป็นหญ้าศักดิ์สิทธิ์ ทำสถานที่ให้บริสุทธิ์ได้ ดังภาคผนวกนิยายเบงคลี [เบ็ง-คะ-ลี] ของเสฐียรโกเศศมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ก่อนจะทำพิธี สถานที่ทำการต้องทำให้บริสุทธิ์ หน้าที่นี้มักตกเป็นภาระของพวกผู้หญิง ของใช้มีมูลโคและหญ้าคาเป็นสิ่งสำคัญ” หญ้าคาเข้ามาเกี่ยวข้องกับพิธีต่าง ๆ ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีการวางหญ้าคาบนพระภัทรบิฐ [พฺระ-พัด-ทฺระ-บิด] และใช้หญ้าคาถักรวมกับด้ายสายสิญจน์วงรอบพระบรมมหาราชวัง ดังตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามีว่า “แล้วจึงเสด็จขึ้นบนพระภัทรบิฐ [พฺระ-พัด-ทฺระ-บิด] มีผ้าขาวปูแล้วโรยแป้งวางหญ้าคา แล้วปูแผ่นทองที่เขียนรูปราชสีห์ด้วยชาดหอรคุณ [หอ-ระ-คุน] ปกบนผ้าขาว” และตำราราชาภิเษกในกรุงรัตนโกสินทร์มีว่า “เกี่ยวหญ้าคาถักเป็นสายสิญจน์กับด้ายสายสิญจน์ประสมกัน วงสายสิญจน์โยงทั่วไปทุกแห่งรอบพระบรมมหาราชวัง” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระที่นั่งภัทรบิฐ” ที่ประทับหลังทรงรับน้ำอภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระที่นั่งภัทรบิฐ มีลักษณะคล้ายเก้าอี้ มีกงสำหรับเท้าแขน ด้านหลังมีพนักพิง พื้นพระที่นั่งบุด้วยแผ่นทองแดงกะไหล่ทองเป็นเส้นลายกระหนก ตรงกลางเป็นรูปราชสีห์ ที่ขอบและส่วนขาเป็นลายถมทอง มีฐานเขียงไม้สลักลายปิดทองประดับกระจกรองรับ สองข้างพระที่นั่งมีโต๊ะเคียงสลักลายปิดทองประดับกระจก ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๘ พระที่นั่งภัทรบิฐกางกั้นด้วยพระบวรเศวตฉัตร [พฺระ-บอ-วอน-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ซึ่งเป็นฉัตร ๗ ชั้น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนเป็นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร [พฺระ-นบ-พะ-ปะ-ดน-มะ-หา-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] ซึ่งเป็นฉัตร ๙ ชั้น ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพระมหากษัตริย์ประทับที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] ทรงรับน้ำอภิเษกจากพราหมณ์และราชบัณฑิต ทรงรับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ ซึ่งประดิษฐานในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ตรงข้ามกับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ พราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด-พฺระ-ปอ-ระ-มา-พิ-ไท] เครื่องราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] เครื่องราชูปโภค และพระแสง คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์” สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทำด้วยไม้มะเดื่อ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษก ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามีข้อความว่า “เสด็จขึ้นนั่งบนตั่งไม้มะเดื่อกว้างจตุรัสศอกคืบปูผ้าขาว โรยแป้ง วางหญ้าคา ผ้าขาวปกบน …มีตั่งน้อยกว้างศอกหนึ่ง ตั้งพระอัฐทิศ [พฺระ-อัด-ถะ-ทิด] ตั้งกลศ ตั้งสังข์ทั้ง ๘ ทิศ” ท่ามกลางพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ มีฉัตร ๗ ชั้น ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เสด็จกลับมาสถิตเหนืออุทุมพรพระราชอาสน์ มีพระมหาเศวตฉัตร ๗ ชั้น ที่ตั่งอัฐทิศ [อัด-ถะ-ทิด] ล้อม…” ตั่งอัฐทิศที่ล้อมอยู่นี้ จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ ให้รายละเอียดว่า “พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] มีพระบวรเศวตฉัตร [พฺระ-บอ-วอน-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] อยู่ท่ามกลาง … มีตั่งอัฐทิศล้อมทำด้วยไม้สีสุกหุ้มผ้าขาวปูผ้าขาว ตั้งเทวรูปอัฐทิศโพธิบาท [เท-วะ-รูบ-อัด-ถะ-ทิด-โพ-ทิ-บาด] และเทวรูปนพเคราะห์ประจำทิศ … พระที่นั่งอัฐทิศนี้ตั้งบนพระแท่นลารองตั่งอุทุมพรตามทิศ” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก […]

“อุทุมพร” ไม้มะเดื่อที่ถูกทำเป็นเครื่องใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คำว่า อุทุมพร มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต อุทุมพร [อุ-ทุม-พะ-ระ] ซึ่งแปลว่าไม้มะเดื่อ ตำนานทางฝ่ายฮินดูกล่าวว่า ไม้มะเดื่อเป็นที่ประทับของเทพตรีมูรติ ซึ่งหมายถึง พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ไทยเราใช้ไม้มะเดื่อทำแท่นที่ประทับในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังคำให้การชาวกรุงเก่ามีว่า “…พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เอาไม้มะเดื่อนั้นมาทำตั่งสำหรับประทับสรงพระกระยาสนานในการมงคล เช่น พระราชพิธีราชาภิเษก เป็นต้น” นอกจากนั้น ในคำอธิบายเรื่องพระศุนหเศป [พฺระ-สุน-หะ-เสบ] พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “ผลอุทุมพรถือว่าเป็นผลไม้สำคัญ เพราะตัวต้นไม้เป็นที่นับถือ เป็นของสำหรับกันกับกษัตริย์ นอกจากตั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] ยังมีของอื่น ๆ ที่ทำด้วยไม้อุทุมพรเป็นเครื่องใช้ในงานราชาภิเษก คือ กระบวยที่ใช้ตักน้ำมันเจิมถวาย ก็ทำด้วยไม้อุทุมพร และในโบราณกาล หม้อน้ำที่พวกกษัตริย์ใช้ถวายน้ำก็ทำด้วยไม้อุทุมพร” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“กองแก้วจินดา” หน่วยทหารโบราณในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ กองแก้วจินดา เป็นหน่วยทหารโบราณ อยู่ในสังกัดทหารปืนใหญ่ มีหน้าที่ยิงปืนใหญ่ขนาดเล็กตามพระฤกษ์ที่โหรหลวงคำนวณ ขณะที่เจ้าพนักงานไขสหัสธารา [สะ-หัด-สะ-ทา-รา] ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมุรธาภิเษก ณ มณฑปพระกระยาสนาน กองแก้วจินดายิงปืนตามกำลังวันที่ประกอบพระราชพิธี เช่น วันศุกร์ยิง ๒๑ นัด พร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์แตร มโหระทึก และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี อีกตอนหนึ่งคือเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] หัวหน้าพราหมณ์ถวายพระสุพรรณบัฏพระปรมาภิไธย [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด-พฺระ-ปอ-ระ-มา-พิ-ไท] กองแก้วจินดายิงปืนตามกำลังวันพร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา [ไช-ยะ-มง-คน-คา-ถา ]ชาวพนักงานประโคมสังข์ บัณเฑาะว์ [บัน-เดาะ] ฆ้องชัย แตร มโหระทึก และดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหารเรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๑๐๑ นัด [หฺนึ่ง-ร้อย-เอ็ด-นัด] ปืนที่กองแก้วจินดายิงมี ๔ กระบอก มีชื่อว่า มหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค [มะ-หา-ปฺราบ-ยุก] คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ […]

“ใบมะตูม” ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และมาอยู่ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ใบมะตูม มีลักษณะเป็น ๓ แฉก เป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู บางตำราถือว่าคล้ายพระแสงตรีซึ่งเป็นอาวุธของพระนารายณ์ ตำนานเทวปางของพราหมณ์กล่าวว่า พรหมองค์หนึ่งจุติมาเป็นช้างชื่อ เอกทันต์ [เอก-กะ-ทัน] มีอิทธิฤทธิ์และกำลังมหาศาล ไม่เชื่อฟังโองการใด ๆ ของพระนารายณ์ พระองค์จึงทรงนำเถาไม้ต่าง ๆ ๗ ชนิด มาร่ายมนตร์แล้วฟาดลงที่รอยเท้าช้างเอกทันต์ ทำให้ช้างเอกทันต์ปวดหัวแทบจะแตก วิ่งเข้าต่อสู้กับพระองค์แต่สู้ไม่ได้ พระนารายณ์ทรงซัดเชือกบาศผูกมัดเท้าขวาของช้างเอกทันต์ ทรงนำพระแสงตรีอาวุธประจำพระองค์ปักลงพื้นดินแล้วอธิษฐานให้เป็นต้นมะตูม จากนั้นเอาปลายเชือกบาศผูกกับต้นมะตูม ช้างเอกทันต์จึงพ่ายแพ้ พราหมณ์ถือว่าใบมะตูมเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและเป็นมงคล นำถวายพระมหากษัตริย์สำหรับทรงใช้ในการพระราชทานน้ำสังข์ และพราหมณ์ใช้เมื่อถวายน้ำพระมหาสังข์แด่พระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] และพระราชพิธีอื่น ๆ อนึ่ง ใบมะตูมนี้บางตำราถือว่าเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระอิศวร และบางตำราถือว่าลักษณะสามแฉกนั้นแทน พระพรหม พระอิศวร พระนารายณ์ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” ฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสำคัญ

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ เป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] พระราชพิธีเสด็จเลียบพระนคร พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เดิมฉลองพระองค์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ครั้งสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ออกนามแต่เพียงว่า “ฉลองพระองค์เครื่องต้นอย่างบรมราชาภิเษก” ถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปรากฏในหมายกำหนดการออกนามฉลองพระองค์สำรับนี้เป็นครั้งแรกว่า “เครื่องพระราชภูษิตาภรณ์อย่างวันบรมราชาภิเษก” เมื่อเสด็จเลียบพระนคร และเปลี่ยนเป็นใช้ว่า “เครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์” [เคฺรื่อง-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-พู-สิ-ตา-พอน] เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายผ้าพระกฐิน ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด บอ-รม-มะ-นาด- บอ-พิด] เมื่อทรงฉลองพระองค์สำรับนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกออกนามว่า “ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

โปรดเกล้าฯ แบบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ได้เผยแพร่แบบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาปรุงแบบตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ด้วยพระองค์เอง และพระราชทานแบบตราสัญลักษณ์พร้อมความหมายเพื่อใช้ในการเผยแพร่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในการนี้รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดิษฐานพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเครื่องสักการะ และขอเชิญชวนประดับตราสัญลักษณ์ตามอาคารสถานที่ และบ้านเรือนเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยพร้อมเพรียงกัน สำหรับหลักเกณฑ์การเชิญตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ไปประดิษฐานหรือประดับในสิ่งของต่างๆ มีดังนี้ 1. ใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ โดยใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ได้แก่ สิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องงานพระราชพิธีฯ ประดับบนผืนธง ประดับบนซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ประดับบนป้ายเฉลิมพระเกียรติ ประดับบนโต๊ะหมู่บูชา ประดับตามอาคารสถานที่ บ้านเรือน และสถานที่ราชการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความจงรักภักดีในโอกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งในครั้งนี้ โดยประดับในห้วงเวลาตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2563 2. […]

ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์มีมาแต่สมัยอยุธยา ทรงใช้สวมทับเป็นฉลองพระองค์ชั้นนอก ใช้เส้นทอง เส้นเงิน ที่เรียกว่า ทองแล่ง เงินแล่ง ปักเป็นลวดลายบนผ้าโปร่ง ลวดลายที่ปักจะเป็นอย่างใดนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาลไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ พบแต่เรียกตามวัสดุที่ใช้ทำเป็นฉลองพระองค์ครุยและวัสดุที่ใช้ปัก เช่น สมัยรัตนโกสินทร์เรียกฉลองพระองค์ครุยของรัชกาลที่ ๑ ว่า ฉลองพระองค์ครุยปักทองแล่ง ของรัชกาลที่ ๒ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยพื้นแดงกรองทอง ของรัชกาลที่ ๓ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยปักทองแล่ง ของรัชกาลที่ ๖ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยกรองทองริ้วปัตหล่า [ปัด-ตะ-หฺล่า] ส่วนฉลองพระองค์ครุยของรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เรียกเพียงฉลองพระองค์ครุยเท่านั้น ในแต่ละรัชกาลทรงใช้ฉลองพระองค์ครุยหลายองค์ มิได้ทรงใช้ฉลองพระองค์ครุยเพียงองค์เดียว คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

ความสำคัญ และ ความเป็นมา ของ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องทำเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ ดังความใน “จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ว่า “…ตามราชประเพณีในสยามประเทศนี้ ถือเปนตำราแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพ ต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาทเมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียงณที่พักแห่งหนึ่ง พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัย กับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศแห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป…” พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นราชประเพณีคู่สังคมไทยมายาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากคติอินเดีย แต่ลักษณะการพระราชพิธีแต่เดิมมีแบบแผนรายละเอียดเป็นอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แม้แต่การเรียกชื่อพิธีก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละสมัย เช่น สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกว่า “พระราชพิธีราชาภิเษก” หรือ “พิธีราชาภิเษก” ส่วนในปัจจุบันเรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” สมัยสุโขทัยปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๒ หรือจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ กล่าวถึงการขึ้นเป็นผู้นำของพ่อขุนบางกลางหาว ไว้ว่า “…พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์…” ส่วนในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทย และภาษาเขมรกล่าวถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมราชาภิเษกพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ว่ามี มกุฎ พระขรรค์ชัยศรี และเศวตฉัตร […]

“พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ” เปลือกหอยสังข์ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ เป็นเปลือกหอยสังข์นำมาขัดตกแต่ง มีสีขาวนวล และมีลักษณะพิเศษที่ปากเปิดออกทางขวา อย่างที่เรียกว่า “ทักษิณาวัฏ” [ทัก-สิ-นา-วัด] ซึ่งต่างไปจากหอยสังข์ส่วนมากที่ปากเปิดออกทางซ้าย เรียกว่า “อุตราวัฏ” [อุด-ตะ-รา-วัด] พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานนามพระมหาสังข์องค์นี้ว่า “พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ” ทรงใช้ครั้งแรกในงานพระราชพิธีปราบดาภิเษก เมื่อพุทธศักราช ๒๓๒๕ พระมหาสังข์องค์นี้ เลี่ยมขอบปากด้วยทองคำอย่างกาบกล้วยไปจดปลายปาก ซึ่งหุ้มด้วยทองคำเป็นปลอกรัดสลักลายหน้ากระดานประกอบกระจัง ในร่องปลายปากสังข์แกะลายเส้นเบาเป็นรูป “อุณาโลม” ส่วนท้ายสังข์ตกแต่งด้วยปริกทองคำฝังอัญมณีอย่างหัวพระธำมรงค์นพเก้า ที่บนหลังสังข์ติดช่อดอกไม้อย่างเทศทำด้วยทองคำประดับเพชรช่อใหญ่ และช่อเล็กเรียงกันลงไปทางปลายปากสังข์และท้องสังข์ ใต้ปากสังข์ลงมาติดช่อดอกไม้อย่างเทศทำด้วยทองคำประดับเพชรขนานไปกับปากพระมหาสังข์ คำเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก"พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ (๑)"พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ เป็นเปลือกหอยสังข์นำมาขัดตกแต่ง… โพสต์โดย พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม 2019

keyboard_arrow_up