“ถวายราชสักการะพระบรมราชบุพการี” ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระมหากษัตริย์ที่ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จพระราชดำเนินไป ถวายราชสักการะพระบรมอัฐิพระบรมราชบุพการี มีพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อน ๆ เป็นอาทิ เพื่อทรงแสดงความเคารพและแสดงออกซึ่งพระกตัญญุตาคุณอีกครั้ง หลังจากได้ถวายราชสักการะก่อนเริ่มการพระราชพิธี ณ หอพระธาตุมณเฑียร ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เดิมในสมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดให้จัดพิธีนี้ขึ้นในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครั้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้ย้ายไปจัดในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๙ พระบรมอัฐิที่เชิญออกประดิษฐานเพื่อถวายราชสักการะ ได้แก่ พระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๘ พระบรมอัฐิและพระอัฐิพระอัครมเหสี [พฺระ-อัก-คฺระ-มะ-เห-สี] และพระบรมราชินีบางรัชกาล พระบรมอัฐิสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก [สม-เด็ด-พฺระ-มะ-หิด-ตะ-ลา-ทิ-เบด อะ-ดุน-ยะ-เดด-วิ-กรฺม พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-ชะ-นก] ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“สิบสองพระกำนัล” นางพระกำนัลที่มีหน้าที่รับใช้พระมหากษัตริย์ 12 ตำแหน่ง

สิบสองพระกำนัล หมายถึง นางพระกำนัลที่มีหน้าที่รับใช้พระมหากษัตริย์ มี ๑๒ ตำแหน่ง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์มีการถวายสิบสองพระกำนัล ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “ แล้วเสด็จกลับขึ้นพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน [จัก-กฺระ-พัด-พิ-มาน] เสด็จนั่งเหนือพระภัทรบิฐ [พฺระ-พัด-ทฺระ-บิด] ท้าววรจันทร์ กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า ท้าววรจันทร์ ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวาย [ทูน-เกฺล้า-ทูน-กฺระ-หฺม่อม-ถะ-หฺวาย]พระสนม ๑๒ พระกำนัล แด่พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-บอ-รม-มะ-นาด-บอ-รม-มะ-บอ-พิด] ขอเดชะ ๚” วรรณคดีกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถ กล่าวถึงหน้าที่ของสิบสองพระกำนัลไว้ เช่น กำนัลพระขันหมาก กำนัลน้ำเสวย กำนัลพัชนี กำนัลพระมาลา ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้งดการถวายสิบสองพระกำนัลในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่    

“พระที่นั่งราเชนทรยาน” พระราชยานสำหรับพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน

พระที่นั่งราเชนทรยาน หรือ พระราเชนทรยาน สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ลักษณะเป็นพระที่นั่งทรงบุษบก ย่อมุมไม้สิบสอง หลังคาซ้อนกัน ๔ ชั้น สร้างด้วยไม้แกะสลักปิดทอง ใช้เป็นพระราชยานสำหรับพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนแห่อย่างใหญ่ และใช้ในการเชิญพระโกศพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ เสนาบดีจตุสดมภ์กรมวัง [จะ-ตุ-สะ-ดม-กฺรม-วัง] จะกราบบังคมทูลถวายพระที่นั่งราเชนทรยาน พร้อมด้วยพระมหามณเฑียรปราสาทราชนิเวศน์มหาสถาน และเครื่องสูง แต่การนี้ได้เลิกไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ อย่างไรก็ตาม พระที่นั่งราเชนทรยานยังใช้เป็นพระราชยานสำหรับประทับเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อคราวบรมราชาภิเษกสมโภชรัชกาลที่ ๖ และคราวบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๗ ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“สิบสองพระคลัง” สถานที่เก็บพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์

สิบสองพระคลัง หรือ สิบสองท้องพระคลัง เป็นสถานที่เก็บพระราชทรัพย์ของพระมหากษัตริย์ ตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนในกฎหมายตราสามดวง จำนวนพระคลังซึ่งขึ้นในกรมพระคลังมหาสมบัติและกรมพระคลังสินค้ามี ๑๒ แห่ง เช่น พระคลังมหาสมบัติ พระคลังใหญ่ พระคลังในซ้าย พระคลังในขวา พระคลังวิเศษ พระคลังศุภรัต [พฺระ-คฺลัง-สุบ-พะ-รัด] พระคลังสินค้า ต่อมาจำนวนพระคลังได้เพิ่มขึ้นมากกว่า ๑๒ แห่ง และเปลี่ยนหน้าที่ในการจัดเก็บไปบ้าง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] มีการถวายสิบสองพระคลังแด่พระมหากษัตริย์ เช่น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “พระยาโกษาธิบดี กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวาย [ทูน-เกฺล้า-ทูน-กฺระ-หฺม่อม-ถะ-หฺวาย] เครื่องพระพัทธยากรราชสมบัติ [พฺระ-พัด-ทะ-ยา-กอน-ราด-ชะ-สม-บัด] ทั้ง ๑๒ พระคลังแด่พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-บอ-รม-มะ-นาด-บอ-รม-มะ-บอ-พิด] ขอเดชะ ๚” ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๖ มิได้มีการกราบบังคมทูลถวายเมือง ไพร่พล และทรัพย์สินต่าง ๆ เปลี่ยนเป็นถวายพระพรชัยมงคล [ไช-ยะ-มง-คน] แสดงความจงรักภักดี ที่มา […]

“ใบสมิต” ใบไม้มงคลที่พราหมณ์จัดทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์

ใบสมิต เป็นใบไม้มงคลที่พราหมณ์จัดทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสำคัญ เช่นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาในโอกาสครบรอบนักษัตร เช่น ๕ รอบ ๖ รอบ ใบสมิตประกอบด้วยใบไม้ ๓ ชนิด คือ ใบมะม่วง ๒๕ ใบ แทนปัญจวีสมหภัย [ปัน-จะ-วี-สะ-มะ-หะ-ไพ] ๒๕ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันภยันตราย [พะ-ยัน-ตะ-ราย] ใบทอง ๓๒ ใบ ทวดึงสกรรมกรณ [ทะ-วะ-ดึง-สะ-กำ-มะ-กะ-ระ-นะ] ๓๒ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันอุปัทวันตราย [อุ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย, อุบ-ปัด-ทะ-วัน-ตะ-ราย] และใบตะขบ ๙๖ ใบ แทนฉันวุติโรค [ฉัน-นะ-วุด-ติ-โรก] ๙๖ ประการ เป็นใบไม้ป้องกันโรคันตราย [โร-คัน-ตะ-ราย] พราหมณ์นำใบไม้แต่ละชนิดดังกล่าวมัดเป็นช่อแล้วหุ้มโคนช่อด้วยผ้าขาว ทำพิธีตามลัทธิของพราหมณ์ แล้วนำไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธี โดยประธานพราหมณ์ถวายน้ำพระมหาสังข์ก่อน แล้วจึงถวายใบสมิต ทรงรับครั้งละช่อ แล้วใช้ปัดพระองค์จากเบื้องบนสู่เบื้องล่างทั้ง ๓ ช่อ ช่อละ ๓ ครั้ง แล้วพระราชทานคืนแก่พราหมณ์นำกลับไปทำพิธีโหมกูณฑ์ [โหมฺ-กูน] […]

“ทรงหลั่งทักษิโณทก” การทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโอกาสต่างๆ ของพระมหากษัตริย์

การทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโอกาสต่าง ๆ เช่น พระราชกุศลมาฆบูชา พระราชกุศลวิสาขบูชา เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์จบ หรือถวายพระธรรมเทศนาจบ พระมหากษัตริย์จะถวายจตุปัจจัยไทยธรรม แล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก คือกรวดน้ำ พระสงฆ์ทั้งหมดถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เป็นราชประเพณี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น เมื่อทรงรับการถวายน้ำอภิเษกจากผู้ถวายน้ำทั้ง ๘ ทิศที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] แล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ [พัด-ทฺระ-บิด] เพื่อทรงรับพระสุพรรณบัฏ [พฺระ-สุ-พัน-นะ-บัด] พระปรมาภิไธย เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] เครื่องขัตติยราชูปโภค [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-รา-ชู-ปะ-โพก] และพระแสงราชศาสตราวุธแล้ว หัวหน้าพราหมณ์กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล[ไช-ยะ-มง-คน] จากนั้นมีพระบรมราชโองการตอบพระราชทานอารักขาปวงชนชาวไทย หัวหน้าพราหมณ์กราบบังคมทูลรับพระบรมราชโองการแล้ว ทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน [พฺระ-ราด-ชะ-สัด-ตะ-ยา-ทิด-สะ-ถาน] จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรม ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“ทักษิโณทก” น้ำสำหรับกรวดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ทักษิโณทก คือ น้ำสำหรับกรวด กริยาราชาศัพท์ที่หมายถึง กรวดน้ำ คือ “ทรงหลั่งทักษิโณทก” พระเต้าที่ใช้กรวดน้ำเรียกว่า “พระเต้าทักษิโณทก” การหลั่งทักษิโณทกปรากฏในการบำเพ็ญพระราชกุศล เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลทรงพระราชอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราช [สม-เด็ด-พฺระ-บุ-ระ-พะ-มะ-หา-กะ-สัด-ตฺริ-ยา-ทิ-ราด] หรือสมเด็จพระบรมราชบุพการี [สม-เด็ด-พฺระ-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-บุบ-พะ-กา-รี] นอกจากนี้ ยังพบการหลั่งทักษิโณทกในโอกาสสำคัญ เช่น เมื่อคราวสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ เป็นสัญลักษณ์แสดงคำมั่นและประกาศแก่พระแม่ธรณีให้เป็นพยานรับรู้ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หลังจากมีพระบรมราชโองการเป็นปฐมและพระมหาราชครูพราหมณ์รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงหลั่งทักษิโณทกขณะทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า จะทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการนั้น อนึ่ง คำว่า ทักษิโณทก นี้ ในเอกสารโบราณมักใช้ว่า สิโตทก ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระปฐมบรมราชโองการ” พระบรมราชโองการครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับบรมราชาภิเษก

พระปฐมบรมราชโองการ คือพระบรมราชโองการครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ที่ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว เมื่อทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย เครื่องขัตติยราชวราภรณ์ [เคฺรื่อง-ขัด-ติ-ยะ-ราด-ชะ-วะ-รา-พอน] เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] และเครื่องราชูปโภคแล้วหัวหน้าพราหมณ์กราบบังคับทูลถวายพระพรชัยมงคล[ไช-ยะ-มง-คน]ด้วยภาษามคธและภาษาไทย พระมหากษัตริย์จะมีพระราชดำรัสตอบเรียกว่า พระปฐมบรมราชโองการ ซึ่งเนื้อความเป็นการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทย ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อบรมราชาภิเษกครั้งแรก มีพระปฐมบรมราชโองการเป็นภาษาไทย ต่อมาในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ ๕ ครั้งหลัง ได้มีพระปฐมบรมราชโองการเป็นภาษามคธเพิ่มขึ้นอีกภาษาหนึ่ง พระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ ๑ พระราชทานว่า “พรรณพฤกษ ชลธี แลสิ่งของในแผ่นดิน ทั่วเขตพระนคร ซึ่งหาผู้หวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณาจารย์ราษฎรปรารถนามาเถิด…” พระปฐมบรมราชโองการของรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๗ มีข้อความแตกต่างกันบ้าง แต่ความหมายคล้ายกับของรัชกาลที่ ๑ ส่วนรัชกาลที่ ๙ มีพระปฐมบรมราชโองการเป็นภาษาไทยว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระแสงอัษฎาวุธ” ที่ถวายแด่พระมหากษัตริย์ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระแสงอัษฎาวุธประกอบด้วย คำว่า พระแสง กับ อัษฎาวุธ พระแสงเป็นราชาศัพท์ หมายถึง อาวุธ ส่วน อัษฎาวุธ หมายถึง อาวุธ ๘ อย่าง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] มีการถวายพระแสงอัษฎาวุธแด่พระมหากษัตริย์ รายชื่อพระแสงอัษฎาวุธปรากฏในตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาในข้อความว่า “พราหมณ์… ถวายอัษฎาวุธ พระแสงปืน พระแสงหอกไชย พระแสงดาบชะเลย พระแสงของ้าว พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงเขน พระแสงเกาทัณฑ์ ๘ สิ่ง” ในสมัยรัตนโกสินทร์ครั้งรัชกาลที่ ๑ พระแสงอัษฎาวุธยังคงเป็นพระแสงชนิดเดียวกับสมัยอยุธยาทั้ง ๘ ชนิด ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “แล้วถวายพระแสงอัษฎาวุธ… คือ ๑. พระแสงหอก ๒. พระแสงดาบเชลย ๓. พระแสงเขนมีดาบ ๔. […]

“พระธำมรงค์” ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คำว่า ธำมรงค์ หมายถึง แหวน มาจากภาษาเขมร ทมฺรง่ [โตม-ร็วง] ซึ่งแปลว่า ทรวดทรงและเครื่องทรงของกษัตริย์ ผู้รู้กล่าวว่า คำนี้ในภาษาเขมรโบราณแปลว่า เครื่องประดับนิ้ว แหวน อาวุธ หนังสือ “ราชูปโภคและพระราชฐาน” กล่าวถึงพระธำมรงค์ ๒ องค์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้แก่ พระธำมรงค์วิเชียรจินดา [วิ-เชียน-จิน-ดา] และ พระธำมรงค์รัตนวราวุธ [รัด-ตะ-นะ-วะ-รา-วุด] พระธำมรงค์วิเชียรจินดาทำด้วยทองคำ ด้านในลงยา ก้านวงฝังเพชร มีดอกไม้เพชรติดที่ก้านข้างละ ๑ ดอก มีมงคลเพชร ๒ ชั้น กลางฝังเพชรขนาดประมาณ ๑.๖ x ๒.๐ เซนติเมตร พระธำมรงค์รัตนวราวุธทำด้วยทองคำ ข้างหนึ่งทำเป็นรูปตรีศูลและคทาฝังเพชร อีกข้างหนึ่งทำเป็นรูปสังข์กับจักรฝังเพชร ตัววงฝังเพชร ยอดเป็นนพรัตน์ แต่ใช้โอปอแทนมุกดา กลางฝังเพชรขนาดประมาณ ๒.๕ x ๒.๘ เซนติเมตร […]

“พระมหาพิชัยมงกุฎ” เครื่องศิราภรณ์สำหรับพระมหากษัตริย์

พระมหาพิชัยมงกุฎ เดิมเรียกว่า พระมหามงกุฎเป็นเครื่องศิราภรณ์สำหรับพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ [เคฺรื่อง-เบ็น-จะ-ราด-ชะ-กะ-กุด-ทะ-พัน] สำหรับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลักษณะเป็นมงกุฎทรงกระโจมปลายเรียวแหลม ทำด้วยทองคำจำหลักลวดลายลงยาราชาวดี ประดับด้วยเพชรและอัญมณีต่างสี ประกอบด้วยเกี้ยวรักร้อยสามชั้น มีดอกประจำยามประจำทั้ง ๔ ด้านทุกชั้น หลังมาลัยรักร้อยแต่ละชั้นทำเป็นจอมประดับด้วยกระจังรายและดอกไม้ไหววงรอบ เหนือมาลัยรักร้อยชั้นสามทำเป็นยอดทรงน้ำเต้าเรียว ปลายส่วนนี้ทำมาลัยดอกมะเขือรัดรอบสำหรับรับบัวกลุ่ม และส่วนปลายสุดของมงกุฎประดับด้วยเพชรลูกขนาดใหญ่ลูกหนึ่งชื่อมหาวิเชียรมณี [พฺระ-มะ-หา-วิ-เชียน-มะ-นี] นอกจากนี้ ยังมีเครื่องประดับประกอบกับพระมหาพิชัยมงกุฎอีกสิ่งหนึ่งคือ พระกรรเจียกสำหรับทรงประดับด้านหลังพระกรรณทั้ง ๒ ข้าง เมื่อทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่  

“พระชัยประจำรัชกาล” พระคู่บุญญาธิการแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระชัยประจำรัชกาล ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีจะใช้ว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-ไช-ยะ-วัด-ปฺระ-จำ-รัด-ชะ-กาน] มีราชประเพณีมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ครั้งยังไม่ได้ครองราชย์มีพระพุทธรูปประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงครามทุกครั้ง ซึ่งเรียกว่า พระชัยหลังช้าง [พฺระ-ไช-หฺลัง-ช้าง] เมื่อทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว โปรดให้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์ [พุด-ทะ-บัน-ลัง] พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร [พฺระ-พุด-ทะ-มะ-หา-มะ-นี-รัด-ตะ-นะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้ขาดพระพุทธรูปสำหรับทรงสักการะเป็นประจำ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดให้สร้างพระพุทธรูปขึ้นแทน ถวายนามว่า พระชัย [พฺระ-ไช] ต่อมารัชกาลที่ ๔ ทรงเติมสร้อยเป็น “พระชัยวัฒน์” [พฺระ-ไช-ยะ-วัด] แต่เดิมคำว่า ชัย ใช้ไม้มลาย ในรัชกาลต่อ ๆ มาจึงถือเป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์เมื่อทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว จะทรงหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ซึ่งในปัจจุบันนี้มีพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๙ เว้นรัชกาลที่ ๘ เพียงรัชกาลเดียว คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระชัยวัฒน์” พระพุทธรูปประจำพระองค์พระมหากษัตริย์

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระชัยวัฒน์ เป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เดิมเรียกว่า พระไชย [พฺระ-ไช] ดังพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ [สม-เด็ด-พฺระ-พน-นะ-รัด] วัดพระเชตุพน [วัด-พฺระ-เชด-ตุ-พน] มีข้อความว่า “พระโหราราชครูธิบดีศรีพิชาจารย์ [พฺระ-โห-รา-ราด-ชะ-คฺรู-ทิบ-บอ-ดี-สี-พิ-ชา-จาน] ก็ลั่นฆ้องไชย ให้คลายเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์อันทรงพระพุทธปติมากร [พฺระ-พุด-ทะ-ปะ-ติ-มา-กอน] ทองนพคุณ บันจุะพระสาริกะบรมธาตุ [บัน-จุ-พฺระ-สา-ริก-กะ-บอ-รม-มะ-ทาด] ถวายพระนามสมยาพระไชยนั้นไปก่อน แล้วเรือขบวรหน้าทั้งปวงไปโดยลำดับ” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเติมสร้อยว่า พระไชยวัฒน์ คำว่า “ไชย” แต่เดิมใช้ไม้มลาย ภายหลังแก้เป็นใช้ไม้หันอากาศ พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลมีพุทธลักษณะและขนาดต่างกัน แต่ทุกองค์ถือตาลปัตร และส่วนมากบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อมีพระราชพิธีเกี่ยวกับรัชกาลใด ก็อัญเชิญพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลนั้นมาเข้าพิธีด้วย ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญ ตั้งพระชัยวัฒน์ทุกรัชกาลบนพระแท่นมณฑลในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

“พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์” สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทำด้วยไม้มะเดื่อ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ประทับรับน้ำอภิเษก ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยามีข้อความว่า “เสด็จขึ้นนั่งบนตั่งไม้มะเดื่อกว้างจตุรัสศอกคืบปูผ้าขาว โรยแป้ง วางหญ้าคา ผ้าขาวปกบน …มีตั่งน้อยกว้างศอกหนึ่ง ตั้งพระอัฐทิศ [พฺระ-อัด-ถะ-ทิด] ตั้งกลศ ตั้งสังข์ทั้ง ๘ ทิศ” ท่ามกลางพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ มีฉัตร ๗ ชั้น ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี [เจ้า-พฺระ-ยา-ทิ-พา-กอ-ระ-วง-มะ-หา-โก-สา-ทิบ-บอ-ดี] มีข้อความว่า “เสด็จกลับมาสถิตเหนืออุทุมพรพระราชอาสน์ มีพระมหาเศวตฉัตร ๗ ชั้น ที่ตั่งอัฐทิศ [อัด-ถะ-ทิด] ล้อม…” ตั่งอัฐทิศที่ล้อมอยู่นี้ จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ ให้รายละเอียดว่า “พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ [อัด-ถะ-ทิด-อุ-ทุม-พอน-ราด-ชะ-อาด] มีพระบวรเศวตฉัตร [พฺระ-บอ-วอน-สะ-เหฺวด-ตะ-ฉัด] อยู่ท่ามกลาง … มีตั่งอัฐทิศล้อมทำด้วยไม้สีสุกหุ้มผ้าขาวปูผ้าขาว ตั้งเทวรูปอัฐทิศโพธิบาท [เท-วะ-รูบ-อัด-ถะ-ทิด-โพ-ทิ-บาด] และเทวรูปนพเคราะห์ประจำทิศ … พระที่นั่งอัฐทิศนี้ตั้งบนพระแท่นลารองตั่งอุทุมพรตามทิศ” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก […]

“ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” ฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ในพระราชพิธีสำคัญ

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ เป็นฉลองพระองค์สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก [บอ-รม-มะ-รา-ชา-พิ-เสก] พระราชพิธีเสด็จเลียบพระนคร พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน เดิมฉลองพระองค์สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ครั้งสมัยอยุธยาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ออกนามแต่เพียงว่า “ฉลองพระองค์เครื่องต้นอย่างบรมราชาภิเษก” ถึงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงปรากฏในหมายกำหนดการออกนามฉลองพระองค์สำรับนี้เป็นครั้งแรกว่า “เครื่องพระราชภูษิตาภรณ์อย่างวันบรมราชาภิเษก” เมื่อเสด็จเลียบพระนคร และเปลี่ยนเป็นใช้ว่า “เครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์” [เคฺรื่อง-บอ-รม-มะ-ราด-ชะ-พู-สิ-ตา-พอน] เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงถวายผ้าพระกฐิน ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปอ-ระ-มิน-ทฺระ-มะ-หา-พู-มิ-พน-อะ-ดุน-ยะ-เดด บอ-รม-มะ-นาด- บอ-พิด] เมื่อทรงฉลองพระองค์สำรับนี้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกออกนามว่า “ฉลองพระองค์บรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์” คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่มา – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช๒๕๖๒ ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์มีมาแต่สมัยอยุธยา ทรงใช้สวมทับเป็นฉลองพระองค์ชั้นนอก ใช้เส้นทอง เส้นเงิน ที่เรียกว่า ทองแล่ง เงินแล่ง ปักเป็นลวดลายบนผ้าโปร่ง ลวดลายที่ปักจะเป็นอย่างใดนั้นไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ฉลองพระองค์ครุยของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาลไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ พบแต่เรียกตามวัสดุที่ใช้ทำเป็นฉลองพระองค์ครุยและวัสดุที่ใช้ปัก เช่น สมัยรัตนโกสินทร์เรียกฉลองพระองค์ครุยของรัชกาลที่ ๑ ว่า ฉลองพระองค์ครุยปักทองแล่ง ของรัชกาลที่ ๒ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยพื้นแดงกรองทอง ของรัชกาลที่ ๓ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยปักทองแล่ง ของรัชกาลที่ ๖ เรียกว่า ฉลองพระองค์ครุยกรองทองริ้วปัตหล่า [ปัด-ตะ-หฺล่า] ส่วนฉลองพระองค์ครุยของรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เรียกเพียงฉลองพระองค์ครุยเท่านั้น ในแต่ละรัชกาลทรงใช้ฉลองพระองค์ครุยหลายองค์ มิได้ทรงใช้ฉลองพระองค์ครุยเพียงองค์เดียว คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ที่นี่

สาระล้วนๆ! โซเชียลเผยข้อสงสัย…ทำไมต้อง ‘ถอดเสื้อ’ เข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์

เชื่อว่าคงเป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนคงสงสัยหลังจากได้รับชมละครย้อนยุค และภาพยนตร์ประวัติศาสตร์หลายๆ เรื่อง ที่มักมีฉากที่ขุนนางเข้าเฝ้าฯ ที่เราจะเห็นว่ากษัตริย์ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องก่อนจะเข้าสู่ท้องพระโรง ในขณะที่คนเข้าเฝ้ามักจะไม่สวมเสื้อเลยสักคน ล่าสุดบนเพจเฟซบุ๊ก จับเข่าเล่าประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อมูลที่เคยเผยแพร่ไปแล้วในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ที่อธิบายถึงการแต่งกายของคนสมัยก่อนว่า ในการแสดงความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนในสังคมนั้นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสม ไม่เทียมเจ้าเทียมนาย และไม่ทำให้เจ้านายขายขี้หน้า โดยตามจารีตการเข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์ หากพระมหากษัตริย์มิทรงฉลองพระองค์ ผู้เข้าเฝ้าก็มิพึงสวมเสื้อให้เทียมเจ้าเทียมนาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณจะมิทรงฉลองพระองค์อยู่เป็นปกติ ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองร้อน (มาก) หากไม่มีการต้องทรงฉลองพระองค์ เช่น ออกรับแขกบ้านแขกเมือง ก็จะทรงเปลือยพระวรกายท่อนบนเสมอ ทรงแต่พระภูษา (ผ้านุ่ง) เป็นการเย็นพระวรกายดี เว้นแต่ฤดูหนาว ซึ่งอากาศน่าจะหนาวกว่ากรุงเทพฯ สมัยนี้ พระองค์จึงจะทรงฉลองพระองค์ เมื่อทรงฉลองพระองค์แล้ว ข้าราชการที่เข้าเฝ้าก็พลอยได้สวมเสื้อไปด้วย ดีใจกันไปตาม ๆ กัน (ท่านว่ามีวิธีสังเกต คือถ้า “พระถัน (เต้านม) หด” เมื่อใด ข้าราชการไปเตรียมเสื้อกันได้เลย เพราะอีกไม่นานก็คงจะทรงเรียกฉลองพระองค์มาทรง)

ย้อนดู…พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของ ๙ พระมหากษัตริย์

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร เป็นพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์มีพระราชศรัทธาสร้างขึ้นประจำพระองค์หรือสร้างถวายพระบรมราชบุพการี ในวาระโอกาสสำคัญต่างๆ อาทิ การเฉลิมพระชนมพรรษา การฉลองพระประสูติการ ฯลฯ โดยพระพุทธรูปประจำพระชนมวารส่วนใหญ่ มักจะเป็นพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพหรือวันประสูติของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์นั้นๆ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางอุ้มบาตร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางอุ้มบาตร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางห้ามญาติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางสมาธิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางห้ามพระแก่นจันทร์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางนาคปรก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางอุ้มบาตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางถวายเนตร ส่วนพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซึ่งเป็นปางประจำวันจันทร์ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ […]

keyboard_arrow_up