สาวเจ้าของไอเดียผ้าอนามัยมีปีก ทำหน้ากากกันฝุ่น PM2.5 รับใช้จริง แต่ไม่รู้เสี่ยงปอดพัง (คลิป)

จากกรณีสมาชิกเฟซบุ๊ก เผยแพร่โพสต์ของหญิงสาวรายหนึ่ง นำผ้าอนามัยมาประกบกับหน้ากากอนามัย เพื่อปิดจมูกป้องกัน ฝุ่นควันพิษ วันที่ 31 ม.ค. 62 น.ส.อรอนงค์ ศรศิลป์ชัย อายุ 27 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร อาชีพแม่ค้าขายของออนไลน์ เจ้าของไอเดียหน้ากากผ้าอนามัย ได้นำตัวอย่างหน้ากากที่ดัดแปลงขึ้น และสาธิตการใส่หน้าให้ดู โดย น.ส.อรอนงค์ เปิดใจว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ฝุ่นควันขึ้นจึงเกิดไอเดียนี้ ยอมรับว่าตนยังไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า หน้ากากผ้าอนามัยจะสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ แต่คิดว่าผ้าอนามัยใช้ในจุดซ่อนเร้น น่าจะมีความสะอาด จึงนำผ้าอนามัยแบบมีปีก มาดัดแปลงเป็นหน้ากากเพื่อใส่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 แล้วโพสต์รูปภาพลงในเฟซบุ๊ก ไม่คิดว่าจะมีคนแชร์กันเยอะขนาดนี้ น.ส.อรอนงค์ ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้โพสต์เพื่อสร้างกระแส แต่เมื่อทำแล้วนำมาใช้จริง พบว่าเวลาใช้รู้สึกเย็นสดชื่น และมีความหอม คิดว่านำไปใช้กันฝุ่นได้ แต่ไม่แนะนำให้คนมาใช้หน้ากากผ้าอนามัย โดยเมื่อทราบว่า แพทย์ออกมาเตือนว่า ใช้ผ้าอนามัยทำหน้ากากนั้นอันตราย ตนเองคงจะไม่ใช้อีกแล้ว

พ่อสอนลูกสาวใช้ผ้าอนามัย ถูกแม่แจ้ง ตร.จับข้อหาข่มขืนลูก (คลิป)

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 61 เวลา 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชลบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุทะเลาะวิวาทกันในเรื่องครอบครองยื้อแย้งบุตรสาว ขวบ 10 ขวบ ที่บ้านเลขที่ 190/4 หมู่ 5 ตำบลบางทราย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว พบ นางเนตรดาว จินตะพิทักษ์ อายุ 43 ปี และบุตรสาววัย 10 ขวบ ซึ่งเรียนอยู่ ป.3 โรงเรียนวัดช่องลม นอนอยู่ที่นอนติดกับหน้าต่างลูกกรงเหล็กเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ โดยนางเนตรดาว ผู้เป็นแม่ ได้ตะโกนด่า นาย ไพฑูรย์ พงศ์นาถ อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นสามีและพ่อแท้ๆ ของเด็กว่าข่มขืนลูกสาวของตนเองจนทำให้มีเลือดไหลออกมาช่องคลอดไปติดกางเกงในและผ้าปูที่นอน ขนาดที่นาย ไพฑูรย์ ซึ่งก็ได้เป็นผู้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ว่า ไม่ได้ข่มขืนลูกสาวตามที่นางเนตรดาวกล่าวอ้าง แต่เนื่องจากช่วงดึกลูกสาวเกิดเป็นประจำเดือนครั้งแรก จึงเดินออกจากบ้านไปซื้อผ้าอนามัยที่ร้านสะดวกซื้อใกล้เคียงเพื่อจะกลับมาให้ลูกสาวตนเองใส่ แต่ตนเองเป็นผู้ชายจึงใส่ผ้าอนามัยไม่เป็น จึงบอกให้นางเนตรดาว ที่นอนอยู่หลังบ้านให้มาใส่ผ้าอนามัยให้ลูก […]

ทำไปได้!? วัยรุ่นอินโดฯ นำเทรนด์ใหม่ ‘ต้มผ้าอนามัย’ ดื่มให้เมาแทนเหล้า

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อเว็บไซต์ kapanlagi.com ได้รายงานเหตุการณ์ชวนอึ้ง เมื่อทางการตำรวจอินโดนิเซียพบเทรนด์ฮิตเกินคาดคิด เมื่อกลุ่มวุ่ยได้นำผ้าอนามัยมาต้มกับน้ และนำไปดื่มเพื่อให้เกิดอาการมึนเมา แทนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเสพยา เนื่องจากมีราคาถูกกว่า ทั้งนี้ยังมีการกล่าวอ้างจากข้อมูลของหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการคุ้มครองสิทธิเด็กอินโดนีเซีย โดยระบุว่า วิธีดังกล่าวมาจากการสืบค้นตามอินเทอร์เน็ต แล้วนำวิธีการมาดัดแปลง จนพบว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ประหยัด และได้ผลคล้ายกัน แต่ยังไม่สามารถหาได้ว่าใครเป็นคนต้นคิดวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเคมีจากสถาบันเทคโนโลยีเมืองบันดุง บนเกาะชวา พบว่า ในผ้าอนามัยมีสารพอลิเมอร์ซึมซับสูง หรือ Superabsorbent polymers (SAP) ที่จะมีผลร้ายต่อดวงตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปต้มและดื่มบริโภค โดยวัยรุ่นในหลายพื้นที่นิยมใช้วิธีการดังกล่าวอย่างแพร่หลาย ทั้งในกรุงจาการ์ตา, เมืองโบโกร์, เบกาซี, เดปก และทังเกอรัง

สาบานว่าห้องผู้หญิง!? โซเชียลแฉสภาพห้องพัก ‘ถุงพลาสติก-ขยะ-ผ้าอนามัย’ กองสูงเท่าหัวเข่า

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สำหรับกรณีการแฉสภาพห้องพักของผู้เช่าที่ไม่ช่วยรักษาความสะอาด และกลายเป็นภาระของผู้ดูแลที่ต้องเข้ามาเก็บกวาดภายหลัง ซึ่งล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพและข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Frong Tipthanya ที่ได้โพสต์เล่าเรื่องราวหลังจากเปิดประตูห้องของผู้เช่ารายหนึ่งที่เป็นสาวหน้าตาดี แต่กลับมีสภาพห้องที่เต็มไปด้วยถุงพลาสติก ขยะ ผ้าอนามัย กองสูงเท่าหัวเข่า ทั้งยังมีสภาพห้องน้ำสุดโสโครก ที่เต็มไปด้วยทั้งคราบดำ ขวดแชมพู ผงซักฟอก เสื้อผ้าที่ใส่แล้ว กองเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ได้บอกว่าผู้เช่าย้ายไปอยู่กับแฟนแล้ว แต่ยังจ่ายค่าห้องปกติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็สร้างความแปลกใจให้กับผู้พบเห็นโพสต์ดังกล่าวอย่างมาก ว่าก่อนหน้านี้เธออยู่อาศัยในห้องนี้ได้อย่างไร

อี๋… แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวช็อค! ผ่าหมอนเจอเศษแพมเพิร์ส-ผ้าอนามัย ยัดไส้แทนนุ่น

โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปเตือนภัยประชาชน หลังพบหมอนที่ใช้หนุนนอน มีการยัดไส้เศษผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิร์ส) และเศษผ้าอนามัย จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 276/12 ม.1 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบนางสาวชาลิณี ช่างเหลา มีอาชีพเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว และนายเนรมิต มาลัยวงษ์ ซึ่งเป็นญาติกัน ซึ่งเป็นเจ้าของคลิปดังกล่าว ได้เปิดเผยรายละเอียดของเรื่องนี้ว่า เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา ตนและพี่สาวได้ไปซื้อหมอนที่ตลาดนัดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอศรีราชา ในราคาใบละ 50 บาท จำนวน 4 ใบ จากนั้นก็ใช้งานตามปกติ แต่นานเข้าหมอนก็เริ่มแข็ง และเกิดมีรอยปริแตก จนเผยให้เห็นเศษไส้หมอนผิดปกติ จึงล้วงออกมาดู ก็พบว่าเป็นเศษแพมเพิร์ส จึงลองล้วงออกมาทั้งหมดก็พบว่า มีเศษนุ่นปนมาเล็กน้อย รวมทั้งเศษผ้าอนามัยก็มีปะปนมาด้วย เมื่อเห็นดังนั้นตนรู้สึกไม่สบายใจ และไม่ทราบว่าเศษต่างๆ นั้นเคยผ่านการใช้งานมาหรือยัง จึงได้ถ่ายคลิป และโพสเตือนประชาชนอย่าหลงซื้อของที่ไม่มีคุณภาพ เพียงเพราะเห็นว่าราคาถูกเพียงเท่านั้น นางสาวชาลิณี ได้ทดลองเอาหมอนที่ซื้อมารุ่นเดียวกันลองให้ผู้สื่อข่าวดู และลองฉีกหมอนเพื่อจะดูไส้ใน ปรากฏว่า หมอนอีกใบก็พบ เศษแพมเพิร์ส เศษนุ่น และเศษผ้าอนามัยอยู่ในนั้นเช่นกัน.

อินเดียเตรียมขึ้นภาษี ‘ผ้าอนามัย’ 12-14% อ้างเป็นของฟุ่มเฟือย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลอินเดียมีแผนที่จะเพิ่มภาษีผ้าอนามัยขึ้นร้อยละ 12-14 เพราะสินค้าชนิดนี้จัดอยู่ในสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย ซึ่งโดยปกติแล้วผ้าอนามัยในอินเดียตกราคาชิ้นละ 5-12 รูปี หรือประมาณ 2-6 บาท ยังไม่รวมค่าภาษีของแต่ละรัฐอีก โดยบางรัฐสามารถขึ้นภาษีได้สูงถึง 14.5% เลยทีเดียว ด้วยมาตรการดังกล่าวทำให้ประชาชนชาวอินเดียออกมาต่อต้านรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่าผ้าอนามัยเป็นปัจจัยพื้นที่ฐานที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง เพราะผู้หญิงทุกคนมีประจำเดือนและจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกันจึงเกิดคำถามว่า ทำไมผ้าอนามัยจึงไม่ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษี เหมือนถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดที่เป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐาน ทั้งนี้ผลการสำรวจเมื่อปี 2011 ชี้ให้เห็นว่าในบรรดาหญิงอินเดียราว 350 ล้านคน มีเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่ใช้ผ้าอนามัย เพราะคนส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว ราคาแพงเกินรายได้ และยังมีความเชื่อด้านลบต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ผ้าอนามัย เช่น อาจทำให้ตาบอด อาจทำให้หาสามีไม่ได้ ทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องใช้ผ้าเก่าๆ หรือสิ่งของอื่นๆ ที่หาได้ง่ายๆ มาใช้แทนผ้าอนามัย ด้วยเหตุนี้เองบนโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งบรรดานักการเมืองท้องถิ่น ดาราบอลลิวูด นักแสดงตลกและนักเขียน ต่างพากันรวมพลังกันเรียกร้องให้ยกเลิกแผนการเก็บภาษีผ้าอนามัย โดยการติดแฮชแท็ก #lahukalagaan ที่หมายความว่า “เก็บภาษีจากเลือด” บางคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าคนที่ออกฎหมายนี้ต้องเป็นผู้ชายแน่ๆ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาไม่เป็นเดือดเป็นร้อนกับมาตรการนี้ ข้อมูลและภาพจาก http://money.cnn.com, China Xinhua News

เตือนภัยสาวๆ อย.ชี้ ‘ผ้าอนามัยสมุนไพร’ รักษาโรคได้ เข้าข่ายโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง!

จากกรณีที่มีการโฆษณาขาย “ผ้าอนามัยสมุนไพร” บนโลกออนไลน์อย่างมากมาย โดยอ้างสรรพคุณว่า ใช้แล้วรักษาโรคได้ ทั้งลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยอาการตกขาว คันในช่องคลอด ลดติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร ลดการติดเชื้อที่ทวารหนักและลำไส้ใหญ่ นั้น ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาชี้แจงให้ฟังว่า หลายคนคงเคยได้ยิน ผ้าอนามัยสมุนไพร ที่โอ้อวดสรรพคุณว่ารักษาโรคและอาการต่างๆ ได้สารพัด เช่น ลดอาการปวดประจำเดือน ช่วยลดอาการตกขาว ลดอาการคันภายในช่องคลอด บรรเทาอาการปวดหลังระหว่างมีประจำเดือน ลดการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด บรรเทาอาการริดสีดวงทวาร ลดการติดเชื้อที่ทวารหนักและลำไส้ใหญ่ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นคำโฆษณาที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริงทั้งสิ้น ในความเป็นจริง… ผ้าอนามัย จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ใช้สำหรับรองรับดูดซับเลือดประจำเดือน (ระดู) และต้องผลิตขึ้นโดยผ่านการทำให้สะอาดและถูกสุขลักษณะ  แต่ผ้าอนามัยสมุนไพร ผู้ผลิตจะใส่สมุนไพรหรือสารบางอย่างลงในผ้าอนามัย ซึ่งอาจไม่ส่งผลดี และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เลย นอกจากนี้ ยังมีข้อควรระวังคือ จากการวิจัยของแพทย์ ส่วนใหญ่เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสมุนไพรมักมีการใส่สารสเตียรอยด์ ซึ่งอาจทำให้ผิวผู้ใช้เกิดการติดเชื้อไวรัสในระยะยาวได้ ที่สำคัญ… ยังไม่มีข้อพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่ามีสรรพคุณและข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคดังกล่าวได้จริง ทางที่ดี ควรใช้ผ้าอนามัยแบบธรรมดา หมั่นดูแลรักษาความสะอาดจุดซ่อนเร้น คอยดูแลไม่ให้อับชื้น และสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะหากพบความผิดปกติจะได้ปรึกษาแพทย์อย่างทันท่วงที. ขอบคุณ ภาพจาก […]

keyboard_arrow_up