“เอนด์เลอร์” ญาติใกล้ชิดของปลาหางนกยูง และมักผสมกันจนปนเปื้อนทางสายพันธุ์

ปลาเอนด์เลอร์ หรือ ปลาหางนกยูงเอนด์เลอร์ (Endlers หรือ Endler’s livebearer,) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาสอด (En:Poeciliidae) ที่มักเข้าใจผิดกันว่าเป็น “ปลาหางนกยูงป่า” เพราะออกลูกเป็นตัวเหมือนกัน มีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับปลาหางนกยูง (P. reticulate) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันมาก แต่ปลาเอนด์เลอร์นั้นมีขนาดเล็กกว่าปลาหางนกยูง มีสีสันสะดุดตามาก โดยสีที่เห็นเด่นชัด คือ สีดำ และสีส้ม ตัดกันอย่างชัดเจน ขณะที่สีอื่น ๆ เช่น สีเขียว หรือสีฟ้า เป็นเพียงแค่สีประกอบตามลำตัวและครีบ ไม่โดดเด่นเท่า ซึ่งสีดังกล่าวจะมีเฉพาะปลาตัวผู้เท่านั้น ขณะที่ปลาตัวเมียไม่มีสีสันเลยคล้ายกับปลาหางนกยูง นอกจากนี้ยังมีครีบต่างๆ และหางก็มีขนาดเล็กกว่าปลาหางนกยูงอย่างเห็นได้ชัด ชื่อ “เอนด์เลอร์” นั้นเป็นการตั้งชื่อสามัญเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.จอห์น เอนด์เลอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาผู้ค้นพบปลาชนิดนี้ในปี ค.ศ. 1975 ที่ประเทศเวเนซุเอลา ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งตอนแรกมีความเข้าใจผิดกันว่าเป็นปลาหางนกยูงสายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ หรือปลาหางนกยูงป่า แต่หลังจากมีการวิเคราะห์โดยละเอียดแล้ว จึงได้แยกปลาชนิดนี้ออกจากปลาหางนกยูง และได้รับความนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ เนื่องจากมีขนาดเล็ก และมีสีสันที่โดดเด่นขึ้นเมื่ออยู่ในตู้ที่มีไม้น้ำหนาทึบ ปัจจุบันปลาเอนด์เลอร์ได้มีการเพาะขยายพันธุ์จนเกิดเป็นสายพันธุ์ที่มีสีสันใหม่แปลกใหม่มากมาย รวมทั้งมีการนำมาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาชนิดอื่นที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น […]

“เสือพ่นน้ำพม่า” ปลาเฉพาะถิ่นแห่งแดนตองอู ที่เพิ่งเข้าสู่วงการปลาตู้ได้ไม่นาน

ปลาเสือพ่นน้ำพม่า (Clouded archerfish) เป็นปลาในวงศ์ปลาเสือพ่นน้ำ (Toxotidae) ชนิดหนึ่งจากจำนวนกว่า 10 ชนิด ที่พบกระจายทั่วไปในเอเชียใต้, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงรัฐควีนส์แลนด์และนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีในออสเตรเลีย อาศัยทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย พบมากบริเวณปากแม่น้ำหรือแถบชายฝั่ง โดยมีรูปร่างเหมือนปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นในวงศ์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด คือ ลวดลายที่เป็นลายขวางตามแนวยาวของลำตัว ไม่เป็นลายจุด ในปลาวัยอ่อนลายดังกล่าวจะเป็นลายจุดกระจัดกระจายไปทั่ว และจะค่อย ๆ มารวมตัวกันเมื่อโตขึ้น ปลาเสือพ่นน้ำพม่ามีความยาวเต็มที่ประมาณ 15 เซนติเมตร จัดเป็นปลาท้องถิ่นที่พบได้เฉพาะในประเทศพม่าที่เดียวเท่านั้น โดยพบอาศัยในแหล่งน้ำจืดหรือปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย เช่น แม่น้ำในเมืองมะละแหม่ง หรือแม่น้ำสะโตงในเมืองตองอู เป็นต้น แม้จะเป็นปลาที่มิได้มีความสำคัญในแง่การเป็นปลาเศรษฐกิจ เพราะไม่มีใครนิยมนำมารับประทานสักเท่าไหร่ แต่กลับเป็นปลาเสือพ่นน้ำที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการปลาสวยงาม เนื่องจากมีลวดลายที่แปลกตากว่าปลาเสือพ่นน้ำชนิดอื่นมาก และเพิ่งเข้าสู่แวดวงปลาสวยงามเมื่อไม่นานมานี้ (เริ่มเป็นที่รู้จักราวๆ ปี ค.ศ. 2010) โดยมีราคาซื้อขายที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากความยากลำบากในการนำเข้า และมักเกิดการสูญเสียระหว่างขนย้ายเป็นจำนวนไม่น้อย

แม้จะมีขายเป็นปลาสวยงาม แต่ “ปลาช่อนอเมซอน” ในธรรมชาติกลับเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์

ถึงจะถูกเรียกว่าปลาช่อน แต่ ปลาอะราไพม่า (Arapaima) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ปลาช่อนอเมซอน นั้น ก็แทบไม่ส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับปลาช่อนเลยแม้แต่น้อย แถมเจ้าปลายักษ์ที่ถูกจัดเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายประเทศทั่วโลก แต่ขณะเดียวกัน ปลาช่อนอเมซอนนั้นกลับเริ่มหมดไปจากแหล่งน้ำบางสายในแม่น้ำอเมซอน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของปลาชนิดนี้ จากการรายงานในวารสาร Aquatic Conservation: Freshwater and Marine Ecosystems พบว่าจาก 41 ชุมชนที่เคยเป็นแหล่งชุกชุมของปลาอะราไพม่า มีถึง 8 ชุมชนที่ไม่พบปลาชนิดนี้อีกแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ และอีกสาเหตุหนึ่งเป็นผลมาจากการล่าเพื่อเอาเนื้อของปลาชนิดนี้ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญชาวพื้นเมืองที่ขายได้ราคาดีมาก จึงทำให้มีกาออกล่าปลาชนิดนี้กันเกือบตลอดทั้งปี แม้จะมีคำสั่งห้ามจับในบางฤดูก็ตาม ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้ทางการบราซิลหันมาส่งเสริมให้มีการขยายพันธุ์ปลาช่อนอเมซอนกันมากขึ้น โดยใช้วิธีการแบบเดียวกับเพาะพันธุ์ในธุรกิจปลาสวยงามซึ่งทำกันมานานหลายปีแล้ว รวมทั้งได้มีการกำหนดเขตห้ามจับปลาช่อนอเมซอนจากแหล่งน้ำบางแห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในธรรมชาติได้ฟื้นตัว แต่ถึงอย่างนั้นการลักลอบล่าปลาอะราไพม่าทั้งเพื่อใช้เป็นอาหาร ด้วยความเชื่อว่าปลาในธรรมชาตินั้นมีรสชาติดีกว่า เช่นเดียวกับการลักลอบจับเพื่อไปจำหน่ายในธุรกิจปลาสวยงาม ที่เชื่อว่าปลาธรรมชาตินั้นสวยกว่าปลาเพาะเลี้ยง จึงทำให้อนาคตของปลาขนาดใหญ่ในธรรมชาติชนิดนี้ ยังคงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์อย่างมาก สำหรับในประเทศไทยนั้น มีการบันทึกว่าปลาชนิดนี้ถูกนำเข้ามาครั้งแรกราวปี พ.ศ. 2529 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในปี พ.ศ. 2530 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน เนื่องจากความชื่นชอบในขนาดที่ใหญ่โต ท่าทางดุดัน และยังเป็นปลาใหญ่ที่ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวกับมนุษย์อีกด้วย ปัจจุบัน ปลาช่อนอเมซอนสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในประเทศมาเลเซียและไทย ทั้งยังมีคนไทยจำนวนหนึ่งกำลังทดลองเลี้ยงเป็นเพื่อบริโภคขายซึ่งเป็นปลาที่โตเร็วและเนื้อมีราคาแพง และคาดว่าจะนำมาพัฒนาเป็นปลาเศรษฐกิจได้ […]

“ปลากริมมุก” ปลาไทยไซซ์ตะมุตะมิ ที่เลี้ยงเป็นปลาสวยงามขนาดน่ารัก

ปลาสวยงามนับเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่ได้รับนิยมอย่างมาก และมีปลาหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทยที่กลายเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ อย่างเช่น “ปลากริมมุก” ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่มีสีสันจัดจ้านโดนใจคนเลี้ยงปลาจำนวนมาก ปลากริมมุก หรือ ปลากริมสี (Pygmy gourami) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichopsis pumila เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในประเทศไทยทั่วทุกภาค มีรูปร่างเรียวยาว แบนข้าง ปากมีขนาดเล็ก พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมเขียว เกล็ดข้างลำตัวสะท้อนแสงแวววาว ข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำพาดยาวตามความยาวลำตัว 1 แถบ เหนือแถบมีจุดสีน้ำตาลกระจายเรียงเป็นแถว ครีบมีลักษณะโปร่งใสและมีจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่ว ปลายหางมน ตรงกลางเป็นติ่งยื่นยาวเล็กน้อย ปลายขอบครีบมีสีแดงสด มีขนาดความยาวไม่เกิน 4 เซนติเมตร จัดเป็นปลากริมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ปลากริมมุกมีพฤติกรรมชอบอยู่รวมเป็นฝูงในแหล่งน้ำนิ่งตื้นๆ ขนาดเล็ก เช่น หนองหรือบึงน้ำ และแม้จะมีนิสัยก้าวร้าวชอบกัดกันเองในฝูงอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่รุนแรงขั้นกัดกันจนตายเหมือนปลากัด สามารถฮุบอากาศเหนือผิวน้ำได้โดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนปลาชนิดอื่น ปลาตัวผู้มีสีสดกว่าตัวเมีย แพร่พันธุ์ด้วยการก่อหวอดใต้ร่มไม้หรือติดกับพืชน้ำ ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 2 วัน โดยตัวผู้จะเป็นฝ่ายดูแลไข่และตัวอ่อน โดยไม่ให้ตัวเมียเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลย แม้จะเป็นปลาที่หาได้ไม่ยาก แต่ด้วยสีสันที่สวยงาม เลี้ยงง่าย สามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้ไม่ยาก และไม่ค่อยสร้างปัญหากับปลาอื่นที่ไม่ใช่ปลากริม ทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้ ทำให้ปลากริมมุกได้รับความนิยมเลี้ยงจากนักเลี้ยงปลาตู้อย่างกว้างขวาง รวมทั้งนิยมเลี้ยงในตู้ไม้น้ำอีกด้วย

“ไบเคอร์” ปลาสวยงามที่พบได้ทั่วไป แต่กลับเป็นตัวอย่างสำคัญของ “ปลา” ที่กำลังขึ้นมาอยู่บนบก

หากมีคำกล่าวว่า “ทุกชีวิตเริ่มต้นมาจากน้ำ” เชื่อว่าหลายคนคงตั้งคำถามถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นรอยต่อระหว่าง สัตว์น้ำที่กำลังวิวัฒนาการขึ้นมาบนบกแน่ๆ และถ้าคุณคือคนหนึ่งที่กำลังมองหาตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตนั้นล่ะก็ เพียงแค่มองหาร้านขายปลาสักแห่งที่สวนจตุจักร และถามหา ปลาไบเคอร์ หรือ บิเชียร์ (Bichir) ดู เพราะถ้าที่ร้านนั้นมีปลาชนิดนี้ขายอยู่ ก็เชื่อได้เลยว่าคุณกำลังชมตัวอย่างของ “ปลา” ที่กำลังจะขึ้นมาอยู่บนบก ถึงจะฟังดูแปลกๆ ที่ปลาสวยงามชนิดนี้จะมีความสำคัญต่อสายวิวัฒนาการมากขนาดนี้ แต่เมื่อเทียบลักษณะทางกายภาพต่างๆ ของปลาชนิดนี้ให้ดี จะพบความเป็น Living Fossil หรือ ฟอสซิลที่ยังมีชีวิต อยู่บนตัวมันมากมาย ทั้งลักษณะเกล็ดทรงเป็นสี่เหลี่ยมรูปว่าวที่เรียกว่า กานอยด์ (Ganoid) ซึ่งพบได้เฉพาะในปลากระดูกแข็งยุคแรกเท่านั้น ทั้งยังมีถุงลมที่ทำให้หน้าที่คล้ายปอดซึ่งช่วยให้ปลาไบเคอร์สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หรืออยู่บนพื้นชื้นแฉะได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์บางคนที่เชื่อปลาไบเคอร์นั้นสามารถเดินบนบกได้ เนื่องจากลักษณะของครีบอกคู่แรกของมันที่มีความคล้ายคลึงกับของปลาซีลาแคนธ์มาก และถ้าซีลาแคนธ์สามารถใช้ครีบนี้เพื่อคลานไปตามก้นทะเลได้ ไบเคอร์ที่มีพัฒนากล้ามเนื้อที่สูงกว่าก็อาจจะสามารถคลานบนบกได้ ถึงจะเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างเพ้อฝัน และไม่มีใครสามารถฟันธงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งในปี ค.ศ.2014 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill University ประเทศแคนาดา ได้เริ่มต้นการค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ในครีบคู่หน้าของปลาไบเคอร์ โดยทำการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของปลาไบเคอร์ตัวหนึ่ง ให้อยู่ในที่เลี้ยงที่มีระดับน้ำต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่มันถูกทิ้งไว้บนพื้นชื้นๆ เท่านั้น จากการทดลองนี้เองที่ทำให้นักวิจัยพบว่า ปลาไบเคอร์ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมนั้นมีการใช้ครีบอกเหมือนกับเท้า ขณะที่กำลังขยับลำตัวไปทางซ้ายทีขวาทีเพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และลักษณะการใช้ครีบแบบนี้ ยังเด่นชัดกว่าปลาไบเคอร์ที่ถูกเลี้ยงอยู่ในน้ำตลอดเวลามาก […]

มีโปรตีนจากเนื้อปลา!! เมื่อปลาสวยงามในบ้านเรา เป็นแค่อาหารบ้านๆ ในเมืองมาเนาส์

มีปลาสวยงามที่ถูกนำเข้ามาของเป็นสัตว์เลี้ยงราคาแพงกระเป๋าฉีกในบ้านเราอีกมากมาย ที่ถูกจำหน่ายเป็นเมนูโปรตีนราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาดสด อย่างเช่นปลาที่นำมาขายเป็นอาหารในตลาดเมืองมาเนาส์ ประเทศบราซิล

ตู้หูวส์! สวิตเซอร์แลนด์เปิดตัว ‘สวนสัตว์-พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ’ ใหญ่ที่สุดในยุโรป หวังปลูกจิตสำนึกให้คนเห็นค่าของสัตว์

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมเปิดตัวสวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป ซึ่งได้รวบรวมสัตว์น้ำไว้หลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอควาทิส ในเมืองโลซานของสวิตเซอร์แลนด์เตรียมเปิดให้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นครั้งแรกในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ โดยพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้มีทั้งหมด 2 ชั้น มีพื้นที่ 3,500 ตารางเมตร และถือเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งจะมีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ รวมทั้งสวน และพื้นที่จำลองแบบธรรมชาติ รวมทั้งสิ้น 46 จุด โดยจะมีสัตว์น้ำนับหมื่นตัว และสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายชนิดกว่า 100 ตัวจาก 5 ทวีปทั้งยุโรป เอเชีย แอฟริกา หมู่เกาะทางแปซิฟิก และอเมริกาใต้ ทั้งนี้ ทางพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอควาทิสหวังว่าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้จะช่วยปลูกจิตสำนึกให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์น้ำและสัตว์เลื้อยคลาน ที่สายพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์.

โวยกลับ! ผู้เลี้ยงยัน ‘ปลาหมอสีคางดำ’ ไม่มีขายในตลาดปลาสวยงาม พร้อมแฉเอกสารนำเข้าจากกรมประมง

เรียกว่าเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบรุนแรงไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับการระบาดของปลาหมอสีคางดำ (Sarotherodon melanotheron) หรื่อ Blackchin tilapia ซึ่งเป็นปลาในกลุ่มปลาหมอซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบทวีปแอฟริกา และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ และธุรกิจบ่อเลี้ยงกุ้ง ในหลายจังหวัดของประเทศ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าปลาชนิดนี้เกิดจากความมักง่ายของผู้เลี้ยงปลาสวยงามที่นำปลาต่างถิ่นไปปล่อยในพื้นที่ธรรมชาติ ล่าสุดได้มีผู้ใช้ Facebook ชื่อว่า ชวิน ตันพิทยคุปต์ ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่าปลาหมอสีคางดำนั้นไม่เคยได้รับความสนใจจากผู้เลี้ยงในวงการปลาสวยงามเลย และไม่เคยมีการนำเข้ามาขายในตลาดปลาบ้านแต่แม้น้อย ทั้งยังระบุว่าการโยนความผิดให้คนที่อยู่ในวงการนี้ รวมทั้งพยายามออกกฎหมายมาควบคุม เพราะคิดว่าไม่มีความรู้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากต้นตอของปัญหาที่แท้จริงนั้นยังลอยนวลอยู่ นอกจากนี้ ในเพจ siamensis.org ได้มีการแชร์ภาพที่อ้างว่าเป็นเอกสารการนำเข้าปลาหมอสีคางดำที่ได้รับการอนุญาตจากทางกรมประมง ซึ่งระบุว่ามีการทำเข้าพันธุ์ปลาชนิดดังกล่าวจากสาธารณรัฐกาน่า เป็นจำนวน 5,000 ตัว และใช้ชื่อว่า ‘ปลาหมอเทศข้างลาย’ พร้อมทั้งระบุข้อความว่า ‘ในกรณีที่การทดลองได้ผลไม่ดี ผู้ขอนำเข้าไม่ประสงค์จะใช้ปลาต่อไป ขอให้ทำลายและเก็บซากไว้ให้กรมประมงตรวจสอบ’ จึงทำให้เกิดขอสงสัยอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ว่า มีการตรวจสอบการนำเข้านี้มากน้อยแค่ไหน และใครไปผู้นำเข้า รวมทั้งสามารถเรียกร้องค่าเสียหายกับผู้ที่นำเข้าปลาชนิดนี้ได้มากน้อยแค่ไหนหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งนี้จริง ที่มา – เพจ GenePoolAquarium / เพจ siamensis.org

เมื่อปลาสวยงามราคาแพงบ้านเรา กลายเป็นโปรตีนราคาประหยัดในอเมซอน

ปลาสวยงามที่ถูกนำเข้ามาของเป็นสัตว์เลี้ยงราคาแพง แต่ถูกจำหน่ายเป็นเมนูโปรตีนราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไปในตลาดสดอเมซอน

keyboard_arrow_up