เมื่อ “สุทธิชัย หยุ่น” เป็น A.I. นักข่าวคนแรกของประเทศไทย

หลังจากเห็นหลายๆ ประเทศมีการเปิดตัวผู้ประกาศข่าวในเวอร์ชั่น A.I. ออกมา จนสร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ล่าสุด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีการเปิดตัวคนข่าวในเวอร์ชั่น A.I. ออกมาด้วยแล้วเหมือนกัน สำหรับเจ้า A.I. นักข่าวที่ถูกสององค์กรชั้นนำพัฒนาขึ้นมานี้ คือ คุณสุทธิชัย หยุ่น นักข่าวรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวงการมานานหลายสิบปี และอดีตผู้บริหารของสื่อเครือเนชั่น โดยบนเวทีเปิดตัวนี้ ยังมีการพูดถึงความสามารถพิเศษของ A.I. ที่จะสามารถทำงานได้ตลอดเวลา และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม รวมไปถึงช่วยลดช่องว่างการรับรู้ข่าวสารที่อยู่ในสังคมไทยได้ โดยเฉพาะความสามารถในการพูดภาษาถิ่นของภูมิภาคต่างๆ ของไทยได้ นักข่าว AI คนแรกของประเทศไทย 9/9/2019 เปิดตัวนักข่าว AI คนแรกของประเทศไทย Suthichai Yoon #AIFORTHAI #AI #นักข่าวเอไอ โพสต์โดย NECTEC NSTDA เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน 2019

8 ชนิดเห็ดพิษในประเทศไทย ที่ควรรู้จัก และอย่าเก็บมากินเด็ดขาด !!

แม้ว่าเห็ดจะถูกนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเห็ดที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และมีหลายชนิดที่มีพิษอันตรายถึงชีวิต อีกทั้งยังมีรูปร่างหน้าที่ที่คล้ายๆ กับเห็ดที่คนเรากินเป็นปกติอีกด้วย ฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจเก็บเห็ดในธรรมชาติ หรือซื้อเห็ดที่ไม่รู้จักตามตลาดท้องถิ่นมาปรุงอาหาร เราควรเช็ดให้ชัวร์เสียก่อนว่า…มันกินได้จริงๆ หรือไม่!? เห็ดระโงกหินก้านลาย หมวดสีขาว เรียบเป็นมันเล็กน้อย ก้านสีขาวปกคลุมด้วยเส้นใยเป็นลาย มีวงแหวนเป็นเยื่อบางสีขาวหลุดง่าย โคนโป่งเป็นกระเปาะกลม และมีเปลือกหุ้มถ้วยแนบติดก้าน อาการ : แสดงอาการหลังจากรับประทาน 6-24 ชั่วโมง มีอาการท้องร่วงเป็นตะคริว ที่ท้อง ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หลังจาก 24 ชั่วโมงมีอาการ ตับและไตวาย ตายภายใน 2-6 วัน เห็ดระงากขาว หรือ เห็ดไข่ตากซาก หมวกสีขาวเป็นมันวาว ก้านมีวงแหวนบางสีขาว โคนก้านมีเปลือกหุ้มถ้วยแนบติดก้าน อาการ : แสดงอาการหลังจากรับประทาน 6-24 ชั่วโมง มีอาการท้องร่วงเป็นตะคริว ที่ท้อง ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน หลังจาก 24 ชั่วโมงมีอาการ ตับและไตวาย ตายภายใน 2-6 วัน […]

“พลับพลึงธาร” พืชน้ำเฉพาะถิ่นที่พบแค่ในประเทศไทย และได้ฉายาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ”

พลับพลึงธาร หรือ หอมน้ำ (Onion plant, Thai onion plant, Water onion) พืชน้ำชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crinum thaianum อยู่ในวงศ์พลับพลึง (Amaryllidaceae) มีดอกสีขาว 6 กลีบ ถือได้ว่าเป็นพืชน้ำที่สวยงามและหายากมากที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้เฉพาะที่จังหวัดระนองตอนล่างและพังงาตอนบน โดยในจังหวัดระนองพบที่คลองนาคา ตำลนาคา อำเภอสุขสำราญ และที่คลองบางปรุ ตำบลกะเปอร์ อำเภอกะเปอร์ ส่วนที่จังหวัดพังงา พบที่คลองตาผุด บ้านห้วยทรัพย์ คลองสวนลุงเลื่อน ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ตำบลแม่นางขาว อำเภอคุระบุรี และตามคลองย่อยต่างๆ ในเขตรอยต่ออำเภอคุระบุรีและอำเภอตะกั่วป่า พลับพลึงธาร จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่ไม่พบที่ใดในโลก แต่ปัจจุบันพบเหลือแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น และพบขึ้นอยู่อย่างกระจัดกระจาย จึงได้ขึ้นเป็นบัญชีพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก (IUCN Redlist) เมื่อปี ค.ศ. 2011 สาเหตุของการลดลงเนื่องจาก การเก็บหัวจำหน่ายเป็นพืชน้ำประดับ และจากสาเหตุการขุดลอกคลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม […]

“สยามโมอะเดปิส แม่เมาะเอนซิส” ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตคล้ายตัว “ลีเมอร์” ที่พบในประเทศไทย

สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่ง ในอันดับไพรเมต (Primate) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Siamoadapis maemohensis อยู่ในวงศ์ศิวะอะปิด (Sivaladapidae) ซึ่งมีกรามล่างจำ​นวน 4 กราม​ ​มีลักษณะสำคัญ คือ มีฟันกรามน้อยหนึ่งซี่​ซึ่ง​มีขนาด​ใหญ่​กว่าฟันกรามน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับไพรเมตวงศ์อื่น ๆ และปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ลักษณะของ สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส มีความ​ใกล้​เคียง​กับลีเมอร์ ที่ใช้หางยาว​ไว้​เกาะเกี่ยวต้นไม้ ซึ่ง​พบเฉพาะ​เกาะมาดากัสการ์​ ​ในทวีปแอฟริกา ขณะที่ลำ​ตัวของ สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส มี​ความ​ยาว 15 เซนติเมตร หรือ​เล็ก​กว่าลิงลมในปัจจุบันครึ่งหนึ่ง​ มีน้ำหนักเพียง​ 500-700 กรัม หากินในเวลากลางคืน​ โดย​กินแมลง,​ ใบไม้และผลไม้​เป็น​อาหาร​ ​ไม่​สามารถ​กัดกินอาหารแข็งๆ ได้ ​สยามโมอะ​เดปิส​ ​แม่​เมาะ​เอนซิส ที่พบนั้นมีอายุ​อยู่​เมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อน​หรือ​ตอนกลางของยุคไมโอซีนเมื่อ 8 ล้านปีที่​แล้ว โดยขุดค้นเป็นซากฟอสซิลครั้งแรกในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและในภูมิภาคแถบนี้ เมื่อปี ค.ศ. 2004 โดย ดร.เยาวลักษณ์ […]

“อึ่งผี” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่พบครั้งแรกในประเทศไทย และถูกจับกินตั้งแต่ยังเป็น “ลูกอ๊อด”

อึ่งผี หรือ อึ่งกรายลายเลอะ หรือ อึ่งกรายหมอสมิธ (Smith’s litter frog) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leptobrachium smithi สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ในวงศ์อึ่งกราย (Megophryidae) ถูกค้นพบครั้งแรกที่ต้นน้ำตกพลู บนเขาช่อง จังหวัดตรัง เมื่อปี ค.ศ. 1999 และถูกตั้งชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ นักวิทยาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชาวอังกฤษ ที่เข้ามาศึกษาสัตว์ประเภทนี้ในประเทศไทยและคาบสมุทรมลายู อึ่งผี มีลักษณะเด่นคือ ดวงตาด้านบนมีสีแดงหรือส้มเหลืองวาว ตาโปน หัวมีขนาดใหญ่กว่าลำตัว ขาค่อนข้างสั้น ผิวหนังด้านหลังมีลายสีเข้มบนพื้นมีเทา ส่งเสียงร้องดังคล้ายเสียงเป็ดและไม่เกรงกลัวมนุษย์ ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกกลัว จึงเป็นที่มาของชื่อ “อึ่งผี” ส่วนคนท้องถิ่นเรียกชื่อตามเสียงร้องว่า “ย่าก๊าบ” แพร่กระจายพันธุ์ตั้งแต่แนวป่าตะวันตกของประเทศไทยจนถึงแหลมมลายู ตั้งแต่ภาคใต้ของไทยลงไป และพบได้จนถึงเกาะลังกาวี ในประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่มักพบอยู่ในบริเวณพื้นป่า และบริเวณใกล้ลำธารในป่าดิบแล้งถึงป่าดิบเขา ปัจจุบันอึ่งผีได้ลดปริมาณลงมาก เนื่องจากคนท้องถิ่นนิยมจับลูกอ๊อดของอึ่งผี ซึ่งถือว่าเป็นลูกอ๊อดที่มีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดทั่วไปพอสมควร นำมาทำเป็นอาหาร และยังเผชิญกับปัญหาการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย เพราะการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนอีกด้วย

“ยี่สกเทศ” ปลาจากเอเชียใต้ ที่ถูกนำมาปล่อยเป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศไทย

ปลายี่สกเทศ หรือ ปลาโรหู้ เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างลำตัวยาวทรงกระบอก ส่วนหัวสั้น ปากเล็ก มีหนวดสั้น 2 คู่ ริมฝีปากเป็นชายครุยเล็กน้อย และมีแผ่นขอบแข็งที่ริมฝีปากบนและล่าง มีเกล็ดขนาดเล็กตามแนวเส้นข้างลำตัว ครีบหลังและครีบก้นมีขนาดเล็ก ครีบหางเว้าลึก ลำตัวด้านบนสีคล้ำ ปลาขนาดใหญ่จะมีจุดสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอ่อนแต้มที่เกล็ดแต่ละเกล็ด ท้องมีสีจาง ครีบสีคล้ำมีขอบสีชมพูอ่อนหรือแดง ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 60–80 เซนติเมตร พบใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร เป็นปลาพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียใต้ตอนบน พบในรัฐโอริศา, รัฐพิหาร และรัฐอุตตรประเทศในอินเดีย, แม่น้ำคงคา, ปากีสถาน จนถึงพม่าทิศตะวันตก มีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในระดับกลางของแม่น้ำจนถึงท้องน้ำ ใช้ปากแทะเล็มพืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กและอินทรียสารเป็นอาหาร สามารถปรับตัวได้ดีในแหล่งน้ำนิ่งแต่จะไม่วางไข่ เป็นปลาเศรษฐกิจที่นิยมใช้บริโภคในภูมิภาคแถบนี้ โดยปรุงสด เช่น แกงกะหรี่ ในประเทศไทยถูกนำเข้ามาในปี พ.ศ. 2511 เช่นเดียวกับปลากระโห้เทศ (Catla catla) และปลานวลจันทร์เทศ (Cirrhinus cirrhosus) เพื่อเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศ ปราฏฏว่าได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี และได้รับความนิยมมาก โดยมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายในหลายโครงการของกรมประมงทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของบ่อตกปลาต่าง ๆ […]

“หัวตะกั่ว” ชื่อนี้ไม่ใช่กระสุนปืน แต่เป็นปลาสวยเรียบๆ ที่พบได้ในเมืองไทย

ปลาหัวตะกั่ว หรือ ปลาหัวเงิน (Blue panchax) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus panchax อยู่ในวงศ์ปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilidae) มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลาในวงศ์ปลาซิวข้าวสาร (Adrianichthyidae) ซึ่งเป็นปลาต่างวงศ์กัน มีลำตัวกลมยาว หัวโตกว้าง มองด้านข้างเห็นปลายแหลม สันหัวแบน ปากซึ่งอยู่ปลายสุดเชิดขึ้น ตาโต และอยู่ชิดแนวสันหัว เกล็ดใหญ่ ครีบต่าง ๆ มีขอบกลม ครีบหลังมีขนาดเล็กอยู่ใกล้ครีบหาง พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ครีบต่าง ๆ สีออกเหลือง โคนครีบหลังสีดำ มีจุดเด่น คือ มีจุดกลมสีเงินเหมือนสีของตะกั่วขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่บนสันหัวระหว่างนัยน์ตา อันเป็นที่มาของชื่อเรียก โดยทั่วไปมียาวประมาณ 8 เซนติเมตร แต่ปลาส่วนใหญ่ที่พบมักขนาดเฉลี่ยประมาณ 3-6 เซนติเมตร สามารถพบได้ทั่วไปทั้งในแหล่งน้ำจืด และพื้นที่น้ำกร่อย ตั้งแต่อนุทวีปอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย ส่วนในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทุกภาค จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นในวงศ์นี้ที่พบได้ในประเทศ ปลาหัวตะกั่วมีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ เช่น ลูกน้ำและแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร ตัวผู้มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวเมีย ครีบใหญ่กว่าและสีสันต่างๆ ก็สดกว่า และแม้จะชอบรวมฝูงกัน […]

“กิ้งก่าบิน” สัตว์เลื้อยคลานนักร่อนตัวจิ๋ว ที่พบได้ในประเทศไทย

กิ้งก่าบิน (Flying dragon, Flying lizard) หรือ กะปอมปีก ในภาษาอีสานและลาว เป็นสกุลของกิ้งก่าในวงศ์ Agaminae ในวงศ์ใหญ่ Agamidae ใช้ชื่อสกุลว่า Draco ที่มีความโดดเด่นกว่าสัตว์เลื้อยคลานอื่น ตรงมีความสามารถในการร่อนที่ดีเยี่ยม โดยกิ้งก่าบินสามารถทิ้งตัวจากต้นไม้สูง 10 เมตร สามารถร่อนได้เป็นระยะทางไกลกว่า 60 เมตร และลงเกาะบนต้นไม้หรือพื้นที่ที่อยู่ต่ำลงได้จากเดิมได้ 2 เมตร ได้ด้วยมีแผ่นหนังขนาดใหญ่อยู่ทางด้านข้างลำตัวและได้รับการค้ำจุนด้วยกระดูกซี่โครง 5-7 ซี่ โดยมีกล้ามเนื้ออิลิโอคอสทาลิสทำหน้าที่ดึงกระดูกซี่โครง 2 ซี่แรกไปทางด้านหน้า แต่กระดูกซี่โครงชิ้นอื่นได้เชื่อมต่อกับกระดูกซี่โครงสองซี่แรกด้วยเส้นเอ็น สามารถทำให้แผ่นหนังทั้งหมดกางออกได้ เมื่อเริ่มร่อน ตัวของกิ้งก่าในระยะแรกจะทำมุม 80° ช่วงนี้กิ้งก่าจะยกหางขึ้น ต่อมาจึงลดหางลงและแผ่กางแผ่นหนังด้านข้างลำตัวและทำมุมที่ลงสู่พื้นเหลือ 15° เมื่อลงสู่พื้นหรือเกาะบนต้นไม้ จะยกหางขึ้นอีกครั้งและหมุนตัว แม้จะบินได้ แต่กิ้งก่าบินก็จัดได้ว่าเป็นกิ้งก่าขนาดเล็กที่มีความยาวลำตัวส่วนมากไม่เกิน 20 เซนติเมตร แต่หางจะมีความยาวมากกว่าลำตัว พบกระจายพันธุ์ในป่าของเอเชียใต้ และเอเชียอาคเนย์ เช่น ภาคอีสานในประเทศไทย และพบได้ชุกชุมในป่าดิบของแหลมมลายู มีทั้งหมด 31 ชนิด พบได้ในประเทศไทยหลายชนิด […]

“ปลากัด” สัตว์น้ำประจำชาติของไทย และกลายเป็นสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นในออสเตรเลีย

คงไม่มีใครปฏิเสธความสวยงาม และทางท่าอันดุดันของ ปลากัด (Siamese fighting fish) ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และมันยังกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ที่ได้รับความสนใจจากนักเลี้ยงปลาทั่วโลกเป็นอย่างมาก แต่ก็เช่นเดียวกับปัญหาเอเลี่ยนสปีชีย์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ที่เกิดจากผู้เลี้ยงไร้ความรับผิดชอบ นำสัตว์น้ำต่างถิ่นไปโยนทิ้งในคลองหลังบ้าน และหวังว่ามันจะโดนธรรมชาติลงโทษไปเอง แต่กลับกลายเป็นว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ปล่อยเอาตัวรอดเองเหล่านั้น ได้ขยายพันธุ์จนกลายเป็นภาระต่อระบบนิเวศดั้งเดินไปโดยปริยาย และเจ้าปลากัดไทยที่ถูกส่งออกไปยังออสเตรเลีย ก็กลายเป็นตัวปัญหาในฐานะสายพันธุ์รุกรานต่างถิ่นเช่นกัน อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อที่ปลาตัวเล็กๆ เหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาต่อสภาพแวดล้อมอันดิบเถื่อนของออสเตรเลียได้ แต่จากการลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำในเมืองเล็กๆ อย่าง Adelaide River ของ Dr. Michael Hammer ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาและสัตว์น้ำของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ของนอร์เทิร์นเทร์ริทอรี พบว่ามีปลากัดไทยจำนวนมากแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าพวกมันอาจถูกปล่อยทิ้งโดยเจ้าของที่ขาดความรับผิดชอบ หรืออาจจะหลุดออกมาพร้อมกับตอนเกิดน้ำท่วมในเมือง แม้จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าปลากัดเหล่านี้ส่งผลอย่างไรต่อระบบนิเวศพื้นฐานของออสเตรเลียบ้าง แต่การพบพวกมันมากกว่า 1,000 ตัวในการลงพื้นสำรวจนั้น ก็สร้างความหวาดวิตกให้เขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะดด้วยจำนวนขนาดนี้ แปลว่าปลาต้องมีอาหารการกินที่ดีพอสมควร จึงมีความเป็นได้ที่ปลากัดจะแย่งอาหารของปลาท้องถิ่น อีกทั้งในระบบนิเวศที่มีนักล่าขนาดใหญ่อย่างจระเข้นั้น ยังกลายเป็นการป้องกันปลากัดไปในตัว เพราะจระเข้ขนาดใหญ่ไม่ค่อยสนใจเหยื่อตัวเล็กๆ อย่างปลากัด แถมบริเวณที่พบปลาพวกนี้กระจายตัวอยู่ ยังมีพืชขึ้นปกคลุมหนาแน่นจนยากที่นักล่าจะเข้าถึงตัวพวกมันได้ รวมถึงนักวิจัยที่พยายามจะจับพวกมันออกมาด้วย

ความเป็นมา “การค้าประเวณี” ในเมืองไทย หลังมีคำสั่งคุมเข้มพัทยา ห้าม “ค้าบริการ” เด็ดขาด

หลังจากมีคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เกี่ยวกับบัญญัติเกี่ยวกับสถานบริการประเภทสถานบันเทิง ได้มีควงามเคลื่อนไหวจาก สภ.เมืองพัทยา ที่ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ได้จัดประชุมผู้ประกอบสถานบันเทิงทั่วเมืองพัทยา โดยมีตัวแทนผู้ประกอบกว่า 100 ราย เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการสถานปฏิบัติตามดังนี้ 1. ห้ามปล่อยให้มีผู้อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ เข้าใช้บริการโดยเด็ดขาด 2. ห้ามเปิดสถานบริการเกินกว่าเวลาตามที่กฏหมายบัญญัติไว้ 3. ห้ามยินยอมให้พกพาอาวุธ และยาเสพติดเข้าไปในสถานบริการ 4. ห้ามปล่อยให้มีการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์โดยเด็ดขาด และจะมีการออกสุ่มตรวจสถานบริการทุกประเภท หากพบความผิดจะดำเนินกฏหมายอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีความตื่นตัวต่อปัญหาการค้าบริการตามเมืองใหญ่ๆ ในประเทศ และหากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นความผิดในระดับ “การค้ามนุษย์” นั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่า การค้าประเวณีนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ในสังคมไทย และมีเอกสารทางประวัติศาสตร์ย้อนไปได้กว่า 600 ปี เช่น เอกสารของชาวจีน Ma Huan (1433) และชาวยุโรป (Van Neck, 1604; Gisbert Heeck, 1655 และอื่นๆ) อย่างไรก็ดีในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น ที่มีชาวญี่ปุ่นและชาวอเมริกันจำนวนมากเข้ามาอาศัยในประเทศไทยอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น และในช่วงสงครามเวียดนามเป็นต้นมา […]

“ควายป่า” อดีตสัตว์ป่าที่มีมากมายในประเทศไทย แต่เหลือเพียงฝูงสุดท้ายใน “ห้วยขาแข้ง”

ควายป่า เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท้ากีบชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus arnee มีลักษณะคล้ายควายบ้าน (B. bubalis) ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน แต่ควายป่าแต่มีลำตัวขนาดลำตัวใหญ่กว่า มีนิสัยว่องไวและดุร้ายกว่าควายบ้านมาก สีลำตัวโดยทั่วไปเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลดำ ขาทั้ง 4 สีขาวแก่หรือสีเทาคล้ายใส่ถุงเท้าสีขาว ด้านล่างของลำตัวเป็นลายสีขาวรูปตัววี (V) ควายป่ามีเขาทั้ง 2 เพศ เขามีขนาดใหญ่กว่าควายบ้านมาก วงเขากางออกกว้างโค้งไปทางด้านหลัง ด้านตัดขวางเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายเขาเรียวแหลม ตัวโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่เกือบ 2 เมตร ความยาวหัวและลำตัว 2.40–2.80 เมตร ความยาวหาง 60–85 เซนติเมตร น้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม มีการกระจายพันธุ์จากประเทศเนปาลและอินเดีย ไปสิ้นสุดทางด้านทิศตะวันออกที่ประเทศเวียดนาม ในประเทศไทยในอดีตเคยมีอยู่มากและกระจัดกระจายออกไป โดยพบมากที่บ้านลานควาย หรือบ้านลานกระบือ (ปัจจุบัน คือ อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร) แต่สถานะในปัจจุบันเหลืออยู่แค่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี เท่านั้น โดยจำนวนประชากรที่มีมากที่สุดในธรรมชาติในปัจจุบัน คือ ที่อุทยานแห่งชาติกาจิรังคา ในรัฐอัสสัม ของอินเดีย ประมาณ 1,700 […]

ตัวจริงหรือเปล่า? Jason Statham โผล่ภูเก็ต คาดว่ารอถ่าย Fast 9

เป็นกระแสฮือฮาขึ้นมาอีกระลอก หลังจากที่หนังรถซิ่ง Fast & Furious ภาคล่าสุดที่เพิ่งเปิดกล้องไปหมาดๆ ที่ประเทศอังกฤษ ปล่อยภาพจากกองถ่ายออกมาทำให้แฟนๆ หลายต่อหลายคนตั้งหน้าตั้งตารอวันที่นักแสดงครอบครัว Fast Family จะมาให้ยลโฉมตัวเป็นๆ ล่าสุดมีเพจดังแห่งจังหวัดภูเก็ต ได้โพสต์ภาพผู้ชายหัวเหม่งผู้หนึ่ง กำลังเล่นกับน้องหมาจรจัด ที่ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด จังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่าชายคนดังกล่าวคือ เจสัน สเตแธม อดีตวายร้าย เดคคาร์ด ชอว์ ที่กับใจมาร่วมมือกับฝ่ายดี และดังเป็นพลุแตกมีภาคแยกของตัวเองใน Hobbs & Shaw ที่กำลังจะเข้าฉายสิงหาคมนี้ โดยระบุว่า เจสัน สเตแธม กำลังใช้เวลาพักผ่อนอยู่อีกสักระยะ เพื่อรอให้ทีมงานนักแสดง Fast 9 ตามมาสมทบจึงจะได้มีคิวเริ่มถ่ายทำ ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัดว่าตัวจริงหรือไม่ บางมุมก็ดูคล้าย แต่บางด้านก็ไม่เหมือน ยังไงใครอยากพิสูจน์ก็ลองไปตามหากันดูได้ครับ ทางเพจบอกว่าอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ใครอยากตามต้นตอข่าวลือ มีรูปชัดเจนด้วยนะ กด ที่นี่ ได้เลยจ้า

Fast & Furious 9 เดินหน้าเปิดกล้อง แต่ยันยังไม่ถึงคิวประเทศไทย

ได้ฤกษ์เปิดกล้องถ่ายทำกันเรียบร้อยร้อย สำหรับหนังรถซิ่งภาคใหม่ Fast & Furious 9 ซึ่งคนที่ออกมาบอกเล่าข่าวดีก็ไม่ใช่ใครอื่น พี่บึ้ก วิน ดีเซล พระเอกของเรื่องที่รับบทเป็นหัวหน้าครอบครัวแก๊งซิ่ง โดมินิค ทอเรตโต้ ผ่านทางไอจีส่วนตัวเช่นเคย โดยนอกจากแสดงนำแล้วก็ยังรับหน้าที่อำนวยการสร้างให้กับแฟรนไชส์นี้อีกด้วย   ดูโพสต์นี้บน Instagram   First day completed! Blessed beyond words. #Fast9 2020 โพสต์ที่แชร์โดย Vin Diesel (@vindiesel) เมื่อ มิ.ย. 24, 2019 เวลา 11:13am PDT ซึ่งการเปิดกล้องและถ่ายทำก็เป็นไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา พร้อมทั้งชวนคู่รักในจออย่าง มิเชล โรดิเกวซ มาร่วมพูดคุยและขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุนภาพยนตร์ขวัญใจขาซิ่งเรื่องนี้จนดำเนินมาถึงภาคที่ 9 ในที่สุด โดยการถ่ายทำวันแรกก็ได้เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับแฟนๆ ชาวไทยที่กำลังจะเตรียมแต่งตัวออกไปสืบหาว่าทีมงานถ่ายทำกันตรงไหน ก็อาจจะต้องผิดหวังกันไปก่อน เพราะดูจากโลเคชั่นในการถ่ายทำแล้วน่าจะยังไม่ใช่บ้านเราอย่างที่เข้าใจกัน ซึ่งกองถ่ายจะเข้ามาถ่ายทำในช่วงเดือนกรกฎาคม ช่วงนี้ทีมงานก็คงกำลังเร่งจัดการฝาท่อ หลุมบ่อบนถนน เตรียมการให้เรียบร้อยอยู่นั่นเอง […]

“ตูหนา” ปลาไหลน้ำจืดที่พบในประเทศไทย และมีชาวเน็ตบางกลุ่มยังคิดว่าเป็น “งูเห่าบอน”

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในช่วงที่อินเตอร์เน็ตเพิ่งจะเป็นที่รู้จักในสังคมบ้านเรา เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเห็นภาพที่ถูกอธิบายว่าเป็น “งูเห่าบอน” พร้อมบอกสรรพคุณเรื่องพิษที่ร้ายกาจเอาไว้เสร็จสรรพ แต่ถ้าใครพอจะมีความรู้ทางด้านสัตว์น้ำอยู่บ้าง คงบอกได้ไม่ยากว่าแท้จริงแล้วมันคือ “ปลาตูหนา” ปลาตูหนา หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า ปลาไหลหูดำ (Shortfin eel) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาตูหนา (Anguilidae) ที่มีรูปร่างอ้วนป้อม ลักษณะโดยทั่วไปเหมือนปลาสะแงะ (A. bengalensis) ซึ่งอยู่ในวงศ์และสกุลเดียวกัน แต่ปลาตูหนามีรูปร่างที่เล็กกว่า ครีบอกของปลาตูหนามีสีคล้ำ ในปลาโตเต็มวัยครีบหลังและครีบก้นมีสีคล้ำด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่มาของชื่อว่า “ปลาไหลหูดำ” ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนไม่มีลวดลาย ใต้ท้องสีขาว ขนาดโตเต็มที่ได้ 1.5 เมตร ในประเทศไทยพบได้ตั้งแต่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกแถบริมชายฝั่งอันดามัน เรื่อยไปจนถึงประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย และในภาคตะวันตกในชายแดนที่ติดกับประเทศพม่า เช่น จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน เป็นต้น โดยชาวกะเหรี่ยงเรียกปลาชนิดนี้ว่า “หย่าที” ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกพบได้ตั้งแต่พม่า บังกลาเทศ จนถึงอินเดีย โดยปลาที่พบในประเทศแถบนี้จะเป็นสายพันธุ์ย่อยที่เรียกว่า A. b. pacifica ส่วนปลาที่พบในแถบเอเชียตะวันออกมีชื่อเรียกว่า A. b. bicolor ปลาตูหนามีพฤติกรรมจะกลับไปผสมพันธุ์และวางไข่แถบป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำ ลูกปลาแรกเกิดมีลำตัวใสเหมือนวุ้นเส้น มีสีแดงเรื่อ จากนั้นเมื่อโตขึ้นจะค่อยอพยพว่ายทวนน้ำมาสู่แหล่งน้ำจืด […]

เปิดประวัติ “ผักตบชวา” มาไทยได้อย่างไร ทำไมต้องช่วยกันเก็บไปทิ้งคนละ 2-3 ต้น

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกับชื่อของ “ผักตบชวา” มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก และอาจมีบางคนเผลอคิดไปว่าเจ้าพืชลอยน้ำได้ชนิดนี้ มีต้นกำเนิดในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงแล้วมันก็คือหนึ่งในสายพันธุ์ต่างถิ่น ที่สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศในหลายประเทศทั่วโลก และยังไม่มีแนวทางที่จะปราบมันได้อย่างเด็ดขาด เพราะมันสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในทุกสภาพน้ำ และยังเป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดูอีกด้วย แรกเริ่มเดิมที ผักตบชวา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบทวีปอเมริกาใต้ บริเวณลุ่มน้ำอเมซอน ประเทศบราซิล มีดอกสีม่วงอ่อนคล้ายช่อดอกกล้วยไม้ และด้วยความสวยงามของดอกนี้เอง ที่ทำให้มันถูกนำเข้าไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำเข้าผักตบชวามาในปี พ.ศ. 2444 ช่วงในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยนำเข้ามาจากเกาะชวาในฐานะเป็นไม้ประดับสวยงาม โดยขณะเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เมื่อปี พ.ศ. 2439 สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทอดพระเนตรเห็นนางกำนัล ตลอดจนเจ้านายฝ่ายในของสุลต่าลเกาะชวาได้ใช้ดอกของพืชชนิดนี้ทัดหู มีความสวยงามของสีม่วงอมฟ้าพร้อมกับมีดอกที่ใหญ่ จึงได้มีรับสั่งให้เก็บผักตบชวาจำนวน 3 เข่ง เพื่อนำมาปลูกไว้ในประเทศไทย พร้อมกับนำน้ำจากพื้นถิ่นกลับมาด้วยจำนวน 10 ปี๊บ เพื่อไม่ให้ผักตบชวาผิดน้ำ ในช่วงแรกนั้น ผักตบชวาในประเทศไทยเริ่มใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าสนามวังสระปทุม ผักตบชวาก็เจริญเติบโตงอกงามอย่างมากมาย และได้ทรงพระราชทานหน่อให้เจ้านายพระองค์อื่นและบรรดาข้าราชบริพารเพื่อนำไปปลูกด้วย ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน ผักตบชวาก็แพร่กระจายพันธุ์จนเต็มวังสระปทุม จนต้องนำไปปล่อยทิ้งไว้ที่คลองสามเสนหลังวัง พร้อมกับคลองอื่น ๆ เช่น คลองเปรมประชากร, คลองผดุงกรุงเกษม โดยในระยะแรกประชาชนชาวไทยก็ได้ใช้ดอกของผักตบชวามาทัดหูเพื่อความสวยงามบ้าง […]

“ปาดเขียวตีนดำ” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ร่อนถลากลางอากาศ และพบได้ในประเทศไทย

ดูเหมือนการบินจะไม่เใช่เพียงความฝันของมนุษย์เท่านั้น เพราะท่ามกลางสัตว์มากมายบนโลกใบนี้ที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อบิน ก็ยังหาหนทางที่จะขึ้นไปสัมผัสสายลมอ่อนๆ ในอากาศ แม้จะเพียงไม่กี่วินาทีก็ตาม อย่างเช่นเจ้า “ปาดเขียวตีนดำ” เป็นต้น ปาดเขียวตีนดำ (Wallace’s frog) เป็นปาดชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในวงศ์ปาดโลกเก่า (Rhacophoridae) มีขนาดความยาวลำตัว 80-100 มิลลิเมตร โดยเพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย ปาดเขียวตีนดำเป็นหนึ่งในปาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล Rhacophorus ซึ่งตาและหูของปาดเขียวตีนดำมีขนาดใหญ่ ส่วนของขาทั้ง 4 มีขนาดยาว และบริเวณระหว่างนิ้วมีพังผืดอยู่ตลอดความยาวนิ้ว ประกอบกับบริเวณข้างลำตัวซึ่งมีผิวหนังที่สามารถยืดได้ระหว่างขาหน้าและขาหลัง ทำให้สามารถกระโดดหรือร่อนจากบนต้นไม้สูงลงสู่บริเวณพื้นที่ต่ำกว่าได้ โดยการพยุงตัวให้ลอยอยู่ในอากาศได้จากแผ่นหนังระหว่างนิ้วตีนขนาดใหญ่มาก เมื่อกระโดดลงจากต้นไม้จะกางขาให้อยู่ในระดับเดียวกับลำตัวรวมทั้งกางนิ้วออก ประกอบกับการทำตัวให้แบนราบเพื่อให้มีพื้นที่ต้านอากาศมากขึ้น ทำให้ปาดเขียวตีนดำสามารถร่อนไปในอากาศและลงสู่พื้นดินด้วยมุมน้อยกว่า 18 องศา ซึ่งทำให้ปาดเขียวตีนดำได้อีกชื่อหนึ่งว่า “ปาดบิน” ซึ่งการร่อนหรือกระโดดครั้งหนึ่งไปไกลได้ถึง 15 เมตร

“หยาดน้ำค้าง” พืชกินแมลงที่พบได้ในประเทศไทย และมีอยู่เพียง 3 ชนิด

หยาดน้ำค้าง (Sundew) เป็นพืชกินแมลงสกุลใหญ่สกุลหนึ่ง ในวงศ์หญ้าน้ำค้าง มีประมาณ 194 ชนิด สามารถล่อ จับ และย่อยแมลงด้วยต่อมเมือกของมันที่ปกคลุมอยู่ที่ผิวใบ โดยเหยื่อที่จับได้จะใช้เป็นสารเสริมทดแทนสารอาหารที่ขาดไป พืชในสกุลหยาดน้ำค้างมีหลายรูปแบบและหลายขนาดต่างกันไปในแต่ละชนิด สามารถพบได้แทบทุกทวีปทั่วโลก ยกเว้นทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งในประเทศไทยพบหยาดน้ำค้างอยู่ 3 ชนิดคือ จอกบ่วาย (Drosera burmannii Vahl) – มีลักษณะลำต้นแนบไปกับพื้น ใบเป็นแผ่นมนรี ค่อนข้างหนา ลักษณะคล้ายช้อน เรียงกันเป็นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ถึง 3 ซม. มีขน จอกบ่วายเป็นหยาดน้ำค้างที่มีกับดักแบบเร็ว เมื่อดักจับแมลงได้ใบจะโอบล้อมแมลงในสองสามวินาที ขณะที่ชนิดอื่นใช้เวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมง พบทุกภาคขึ้นตามที่ชื้นแฉะ ที่โล่งและดินที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามภูเขาหินทราย หญ้าน้ำค้าง (Drosera indica L.) – เป็นพืชล้มลุก มีระบบรากเป็นเส้น ลำต้นสูงได้ถึง 30 ซม. ไม่มีหูใบ ใบเรียวยาวได้กว่า 10 ซม. กว้างประมาณ […]

ความเป็นมาของ “หวย” รางวัลเสี่ยงโชคที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 187 ปี

หากจะมีการเสี่ยงโชคแบบไหนที่ใกล้ชิดคนไทยมากที่สุด ก็คงต้องยกให้กับ หวย หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้คนได้ร่วมลุ้นเงินรางวัลกันเดือนละ 2 ครั้ง จนบางคนซื้อหวยเป็นงานอดิเรกเพื่อความสุข โดยไม่สนใจเงินรางวัลไปแล้ว ขอแค่ได้มีอะไร สนุกๆ ไว้ร่วมลุ้นกับคนรอบข้างก็พอ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกมากที่คาดหวังเงินรางวัลจนถึงขั้นรวบรวมสถิติและโอกาศที่จะออกเลขต่างๆ มาใช่เพื่อการคำนวณโอกาสที่จะซื้อเลขในแต่ละครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นสายจริงจัง หรือสายเล่นเพื่อความบันเทิง นี่คือประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับหวยในประเทศไทยที่หลายคนอาจจะทราบมาแล้ว หรือบางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน หวยเกิดขึ้นในประเทศราวปี พ.ศ. 2375 ซึ่งเป็นช่วงขาดแคลน ข้าวยากหมากแพง คนไม่ยอมนำเงินมาใช้ เอาเงินไปฝังไว้ในดิน ต่อมาได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการตั้งหวย จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีไชยบาล(จีนหง) (ภายหลังเลื่อนยศเป็นพระยาศรีไชยบาล) ตั้งโรงหวยขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้น หวยในระยะแรกจะเล่นอยู่ในกลุ่มชาวจีน เรียกว่า “ฮวยหวย” แปลว่า ชุมนุมดอกไม้ เพราะเริ่มแรกเขียนตัวหวยเป็นรูปดอกไม้ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชื่อคนจีน โดยทำเป็นแผ่นป้ายเล็ก ๆ จำนวน 34 ป้าย แล้วเขียนชื่อของผู้มีชื่อเสียงในสมัยโบราณเอาไว้บนป้าย ให้แทงว่าจะออกเป็นชื่อใคร ถ้าทายถูกเจ้ามือจ่าย 30 ต่อหนึ่ง ต่อมาเมื่อการพนันแพร่ระบาดสู่สังคมไทย จึงได้มีการออกหวยที่เป็นอักษรไทย (ซึ่งใช้ตัวอักษร 36 ตัว) จึงมีชื่อเรียกว่า “หวย […]

keyboard_arrow_up