“แคบหมู” ของกินชื่อไทยๆ แต่สามารถพบได้ในหลายภูมิภาคทั่วโลก

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “แคบหมู” นั้นเป็นของกินแบบไทยๆ ที่พบได้ในหลายๆ เมนูของบ้านเรา และมักใช้รับประทานเป็นเครื่องเคียงอาหารอื่น ๆ เช่น น้ำพริก ก๋วยเตี๋ยว น้ำเงี้ยว ฯลฯ หรือเป็นส่วนผสมประกอบอาหารอื่น ๆ เช่น พวกน้ำพริกหรือแกง แต่ถ้าว่ากันตามกรรมวิธีการทำแล้วล่ะก็ เมนูที่นำหนังสัตว์อย่าง หมู วัว หรือควาย ที่ติดมันมาทอดให้พองและกรอบนั้น ล้วนแต่ปรากฏในทุกภูมิภาคของโลก และมีชื่อเรียกต่างๆ กันไปเช่น pork snack, pork rind, pork scratching หรือ pork crackling แม้จะฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่แคบหมูปรากฏในอาหารของทุกภูมิภาคที่บริโภคสุกร โดยเป็นผลผลิตของการทำน้ำมันหมู และบางทีก็เป็นวิธีทำให้หนังสุกรที่หนาและแข็งนั้นรับประทานสะดวกขึ้น เช่นในประเทศแคนาดาที่เรียกแคบหมูต่างๆ กันไปตามภูมิภาค เช่น ในรัฐนิวฟันด์แลนด์เรียก “สกรันเชียน” (scrunchion) มักเป็นแคบหมูชิ้นเล็ก ๆ นิยมใช้เป็นเครื่องชูรสอาหารอื่น เช่น ปลาเค็ม และใช้ปรุงอาหารที่เรียก “ปลากับบรูอิส” (fish and brewis) ส่วนในรัฐควิเบกเรียกแคบหมูว่า […]

“พานาคิว” ปลวกในร่างปลา ที่คอยย่อยสลายขอนไม้ในแม่น้ำอเมซอน

เรียกว่าเป็นพื้นที่ป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำอเมซอนที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิตในดินแดนแถบนี้ แต่ก็อย่างที่เราทราบกันดีว่าไม่มีสิ่งใดอยู่จีรัง และบรรดาต้นไม้ใหญ่ในป่าแถบนี้ก็ล้วนแต่มีอันเป็นไป ไม่ว่าจะด้วยฝีมือมนุษย์ หรือการหักโค่นเพราะภัยธรรมชาติ ซึ่งบางส่วนอยู่บนที่อยู่บนบกก็ถูกย่อยสลายดดยเห็ดรา และแมลงต่างๆ แต่สำหรับต้นไม้ใหญ่ๆ ที่จมลงในน้ำล่ะ…พวกมันถูกย่อยสลายจากอะไร? แน่นอนว่านอกจากแบคทีเรียและตะไคร่น้ำต่างๆ ที่ดูดซับเอาสารอาหารจากลำต้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งแผนกย่อยสลายเนื้อไม้จากธรรมชาติ ที่ทำให้หน้าที่เหมือนกับปลวกบนบกไม่มีผิดเพี้ยน นั่นคือเจ้า Royal Pleco (Panaque nigrolineatus) หรือที่วงการปลาสวยงามเรียกกันว่าแบบสั้นๆ ว่า “พานาคิว” (Panaque) พานาคิว เป็นปลาปากดูดในกลุ่มปลากดเกราะ หรือที่เราคุ้นเคยกันชื่อปลาซัคเกอร์ที่ระบาดอยู่ในคลองบ้านเรา แต่แตกต่างกันตรงที่อาหารในธรรมชาติของพานาคิวไม่ใช่ซากสัตว์ แต่เป็นซากไม้จมลงในแมน้ำอเมซอน โดยพวกมันใช้ฟันที่มีลักษณะพิเศษแทะกินสารอินทรีย์จากผิวไม้และเนื้อไม้เป็นอาหาร และก็เช่นเดียวกับบรรดาปลวกบนบก ปลาชนิดนี้ก็มีจุลชีพในระบบลำไส้สำหรับย่อยไม้เหล่านั้นด้วย แม้จะมีรูปร่างไม่น่ากินนัก แต่ในวงการปลาสวยงามทั้งไทยและต่างประเทศ พานาคิวนั้นจัดเป็นปลาราคาแพงที่ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มอย่างมาก เพราะนอกจากมันจะเป็นปลารักสงบที่เลือกจะนอนแทะไม้อยู่ตามก้นตู้แล้ว ขนาดของมันยังสามารถยาวได้ถึง 43 เซนติเมตร และมีลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกับซัคเกอร์ตัวดำๆ ในคลองน้ำเน่าอีกด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า…ราคาของมันย่อมแพงตามไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ สำหรับชาวพื้นเมืองในแถบอเมซอนแล้ว ทั้งเจ้าพานาคิวและปลากดเกราะชนิดอื่นๆ ก็ล้วนแต่เป็นอาหารชั้นเลิศที่หากินได้ไม่ยาก แถมผิวหนังที่เป็นเกราะหุ้มร่างกายของมันนั้น ก็เป็นเสมือนเป็นเตาอบอย่างดีที่ทำให้เนื้อของมันสุกอีกด้วย

เรียกรวมๆ ว่า “พีค๊อกแบส” แต่ปลาจอมเขมือบรายนี้ มีหลากหลายชนิดมากกว่าที่คิด

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งชนิดพันธุ์ปลาสวยงามรูปทรงดุดันจากทวีปอเมริกาใต้ ที่ภายหลังได้กลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย ที่คุกคามแหล่งน้ำหลายๆ แห่งไปเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับที่บนหน้าสื่อมักเรียกรวมๆ ว่า “พีค๊อกแบส” (Peacock bass) นั้น ความเป็นแล้วเป็นชื่อของสกุลที่ประกอบด้วยปลาอีกหลายชนิดด้วยกัน และถึงจะมีรูปร่างใกล้เคียงกันมาก โดยเฉพาะปลาในวัยเด็ก ที่มักมีสีอ่อนกว่าปลาที่เต็มวัย และมีแถบสีดำขนานกับลำตัวของตั้งแต่แก้มไปจนถึงหาง ที่จะหายไปเมื่อโตขึ้น ซึ่งทำให้แบ่งแยกชนิดของปลาได้ชัดเจนขึ้นด้วย ออสเซลาริส เรียกว่าเป็นพีค๊อกแบสกลุ่มแรกๆ ที่ถูกนำเข้ามาขายในบ้านเรา และยังคงเป็นปลาสำหรับเริ่มต้นของนักเลี้ยงปลากินเนื้ออีกด้วย เนื่องจากหาซื้อง่าย มีราคาถูก และมีลีลาการกินเหยื่อที่ดุดันเร้าใจตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวได้ถึง 75 เซนติเมตรทำให้ปลาจากทวีปอเมริกาใต้ชนิดนี้ถูกนักเลี้ยงปลาที่ขาดความรับผิดชอบคน นำไปปล่อยทิ้งในระบบนิเวศที่ไม่ควรมีมันอยู่ และมีบางที่นำปลาชนิดมาปล่อยในบ่อตกปลา เพราะชื่นชอบลีลาการสู้เบ็ดที่ดุดันของมัน ก่อนจะมีปลาบางส่วนหลุดลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ และปรับตัวแพร่พันธุ์ได้เอง จนกลายเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สร้างปัญหาใน สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย และประเทศไทย จากการที่มันไล่เขมือบสายพันธุ์พื้นเมืองจนเกลี้ยง โมโนคูลัส เรียกว่าเป็นปลาที่ใกล้เคียงกับออสเซลาริสอย่างมาก โดยเฉพาะปลาในวัยเด็กที่ขนาดไม่เกิน 3 นิ้วนั้น แทบจะแยกความแตกต่างกันไม่ได้เลย แต่เมื่อปลาเริ่มมีความยาวได้ 5 นิ้วขึ้นไป โมโนคูลัสจะมีสีของครีบหางเป็นสีแดงเข้มกว่า และจุดบนลำตัวที่กลายเป็นลายแถบสีดำจะมีขนาดใหญ่และยาวกว่าออสเซลาริส และสีตามลำตัวจะมีสีเหลืองเข้มหรือเหลืองทองโดยเฉพาะส่วนท้อง ในขณะที่ส่วนอื่นๆ บนร่างกายจะเหลือบสีส้มหรือสีแดงเข้ม อีกทั้งเมื่อโตเต็มที่ ปลาตัวผู้จะมีโหนกบนหัวขึ้นเป็นสัน […]

“เอดา ไบรอน เลิฟเลซ” สตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็น “โปรแกรมเมอร์” คนแรกของโลก

เอดา ไบรอน เลิฟเลซ (Lady Augusta Ada Byron, Countess of Lovelace) โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก เป็นบุตรสาวของ ลอร์ด ไบรอน (Lord Byron) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1815 หลังจากเธอเกิดไม่นาน พ่อแม่ของเธอก็แยกทางกัน แม่ของเอดา จึงตัดสินใจเลี้ยงดูเธอให้เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ และให้ศึกษาด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่างไปจากกุลสตรีในตระกูลใหญ่ๆ ของอังกฤษทั่วไป พออายุ 17 ปี ก็มีผู้แนะนำให้เอดารู้จัก Mrs. Somerville แห่งเคมบริดจ์ ผู้หญิงเก่งแห่งยุค ที่เคยแปลงานของ Laplace มาเป็นภาษาอังกฤษ เอดาจึงเข้ามาคลุกคลีกับเพื่อนกลุ่มนี้ จนได้รู้จักกับ ชาลส์ แบบบิจ ในงานสังสรรค์แห่งหนึ่ง ในที่สุด ในงานวันนั้น ตอนที่แบบบิจกล่าวว่า “what if a calculating engine could not only foresee […]

แฉเบื้องหลังการทำลายล้าง เมื่อสมอที่ทอดจากเรือสำราญ ได้กวาดพื้นทะเลจนพังราบ

อีกหนึ่งปัญหาที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานและยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมใดๆ นั่นคือการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการทอดสมอของธุรกิจนำเที่ยวด้วยเรือสำราญขนาดใหญ่ ที่กวาดพื้นทะเลจนราบเป็นหน้ากลอง อย่างเช่นเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2015 และไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเรือสำราญสุดหรู Carnival Magic มามาทิ้งสมอในลักษณะนี้ที่หมู่เกาะเคย์แมน และทำให้แนวปะการังถูกสมอเหล็กทำลายจนราบคาบ ที่มา : twistedsifter.com

“กว่างชน” แมลงทรงพลัง ที่อยู่คู่กับการละเล่นในสังคมไทยมาช้านาน

ด้วงกว่างชน หรือ ด้วงกว่างโซ้ง (Siamese rhinoceros beetle, Fighting beetle) เป็นแมลงปีกแข็งที่อยู่ในวงศ์ Dynastinae ลำตัวมีสีตั้งแต่สีน้ำตาลอมแดงจนถึงเกือบดำ ตัวผู้ที่มีขนาดใหญ่เรียกว่า กว่างโซ้ง หรือ กว่างชน มีเขาที่หลังอกยื่นยาวเป็นจะงอยเรียวไปทางด้านหน้าและโค้งลง ตรงปลายเป็น 2 แฉก กับที่หัวมีเขาเล็กยื่นออกไปเป็นเขาเดี่ยว โค้งขึ้นคล้ายนอแรด แต่ปลายแยกเป็น 2 แฉก บางตัวใต้ท้องอาจมีขนสีเหลืองอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ในตัวผู้ที่มีขนาดย่อมมีเขาสั้นเรียก กว่างกิ หรือ กว่างแซม ตัวเมียไม่มีเขาเรียก กว่างแม่ หรือ กว่างอีลุ่ม ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 1-2 นิ้ว ขณะที่ตัวเมียจะมีความเล็กกว่า พบกระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชนิดย่อยทั้งหมด 4 ชนิด ส่วนใหญ่มีวงจรชีวิตที่สั้น หลังจากเป็นหนอนอาศัยอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลาเกือบปีแล้ว เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะมีอายุอยู่ได้เพียงแค่ไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น โดยจะออกจากดินในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม โดยตัวเต็มวัยจะออกหากินในเวลากลางคืน และจัดเป็นแมลงศัตรูพืชชนิดหนึ่งเนื่องจากทั้งตัวเต็มวัยและตัวอ่อนกินพืชเศรษฐกิจบางชนิดเป็นอาหาร ด้วงกว่างชน จัดเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนไทยใช้ละเล่นให้ต่อสู้กันเป็นเวลานาน เช่นเดียวกับ ไก่ชน หรือ […]

“จิ้งหรีด” โปรตีนแห่งอนาคต สัตว์เศรษฐกิจน่าเลี้ยงของไทย

จิ้งหรีด เป็นแมลงจำพวกหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Gryllidae ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นวงศ์ย่อยต่างๆ ที่สามารถพบได้ในทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น พบแล้วประมาณ 900 ชนิด ในประเทศไทยสามารถพบจิ้งหรีดได้ทั่วทุกภูมิภาค เป็นแมลงที่กินอาหารได้หลายชนิด และมักออกหากินในเวลากลางคืน โดยจะอาศัยขุดรูอยู่ในดินหรือทรายที่พุ่มหญ้า จิ้งหรีดถือเป็นแมลงที่มีขนาดลำตัวปานกลางเมื่อเทียบกับแมลงโดยทั่วไป มีปีก 2 คู่ คู่หน้าเนื้อปีกหนากว่าคู่หลัง ปีกเมื่อพับจะหักเป็นมุมที่ด้านข้างของลำตัว ปีกคู่หลังบางพับได้แบบพัดสอดเข้าไปอยู่ใต้ปีกคู่หน้า ปากเป็นชนิดกัดกิน หัวกับอกมีขนาดกว้างไล่เลี่ยกัน ขาคู่หลังใหญ่และแข็งแรงใช้สำหรับกระโดด ตัวผู้มีอวัยวะพิเศษสำหรับทำเสียงเป็นฟันเล็ก ๆ อยู่ตามเส้นปีกบริเวณกลางปีก ใช้กรีดกับแผ่นทำเสียงที่อยู่บริเวณท้องปีกของปีกอีกข้างหนึ่ง อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เป็นที่รู้จักกันดีของจิ้งหรีด ขณะที่ตัวเมียจะไม่สามารถทำเสียงดังนั้นได้ และจะมีอวัยวะสำหรับใช้วางไข่เป็นท่อยาว ๆ บริเวณก้นคล้ายเข็ม เห็นได้ชัดเจน จิ้งหรีดถือเป็นแมลงที่เป็นศัตรูพืชอย่างหนึ่ง แต่ก็มีความเกี่ยวพันธ์กับมนุษย์ในแง่ของเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงมาอย่างยาวนาน ในหลายวัฒนธรรม ในหลายประเทศ มีการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อฟังเสียงร้อง และเลี้ยงไว้สำหรับการกัดกัน โดยถือว่าเป็นแมลงจำพวกหนึ่งที่สามารถนำมาต่อสู้กันได้อย่างด้วงกว่าง อีกทั้งยังปรากฏในนิทานอีสปในเรื่อง มดกับจิ้งหรีด เป็นต้น นอกจากนี้แล้ว ในปัจจุบัน ยังนิยมใช้เพื่อการบริโภคเป็นอาหาร และใช้เป็นอาหารสัตว์ จึงมีการส่งเสริมให้เลี้ยงจิ้งหรีดในฐานะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยนิยมเลี้ยงกันในบ่อปูนซีเมนต์วงกลม โดยมีแหล่งใหญ่อยู่ที่อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม

“เอนด์เลอร์” ญาติใกล้ชิดของปลาหางนกยูง และมักผสมกันจนปนเปื้อนทางสายพันธุ์

ปลาเอนด์เลอร์ หรือ ปลาหางนกยูงเอนด์เลอร์ (Endlers หรือ Endler’s livebearer,) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาสอด (En:Poeciliidae) ที่มักเข้าใจผิดกันว่าเป็น “ปลาหางนกยูงป่า” เพราะออกลูกเป็นตัวเหมือนกัน มีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับปลาหางนกยูง (P. reticulate) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันมาก แต่ปลาเอนด์เลอร์นั้นมีขนาดเล็กกว่าปลาหางนกยูง มีสีสันสะดุดตามาก โดยสีที่เห็นเด่นชัด คือ สีดำ และสีส้ม ตัดกันอย่างชัดเจน ขณะที่สีอื่น ๆ เช่น สีเขียว หรือสีฟ้า เป็นเพียงแค่สีประกอบตามลำตัวและครีบ ไม่โดดเด่นเท่า ซึ่งสีดังกล่าวจะมีเฉพาะปลาตัวผู้เท่านั้น ขณะที่ปลาตัวเมียไม่มีสีสันเลยคล้ายกับปลาหางนกยูง นอกจากนี้ยังมีครีบต่างๆ และหางก็มีขนาดเล็กกว่าปลาหางนกยูงอย่างเห็นได้ชัด ชื่อ “เอนด์เลอร์” นั้นเป็นการตั้งชื่อสามัญเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.จอห์น เอนด์เลอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาผู้ค้นพบปลาชนิดนี้ในปี ค.ศ. 1975 ที่ประเทศเวเนซุเอลา ทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งตอนแรกมีความเข้าใจผิดกันว่าเป็นปลาหางนกยูงสายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติ หรือปลาหางนกยูงป่า แต่หลังจากมีการวิเคราะห์โดยละเอียดแล้ว จึงได้แยกปลาชนิดนี้ออกจากปลาหางนกยูง และได้รับความนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ เนื่องจากมีขนาดเล็ก และมีสีสันที่โดดเด่นขึ้นเมื่ออยู่ในตู้ที่มีไม้น้ำหนาทึบ ปัจจุบันปลาเอนด์เลอร์ได้มีการเพาะขยายพันธุ์จนเกิดเป็นสายพันธุ์ที่มีสีสันใหม่แปลกใหม่มากมาย รวมทั้งมีการนำมาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาชนิดอื่นที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น […]

“ยี่สกเทศ” ปลาจากเอเชียใต้ ที่ถูกนำมาปล่อยเป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศไทย

ปลายี่สกเทศ หรือ ปลาโรหู้ เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างลำตัวยาวทรงกระบอก ส่วนหัวสั้น ปากเล็ก มีหนวดสั้น 2 คู่ ริมฝีปากเป็นชายครุยเล็กน้อย และมีแผ่นขอบแข็งที่ริมฝีปากบนและล่าง มีเกล็ดขนาดเล็กตามแนวเส้นข้างลำตัว ครีบหลังและครีบก้นมีขนาดเล็ก ครีบหางเว้าลึก ลำตัวด้านบนสีคล้ำ ปลาขนาดใหญ่จะมีจุดสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอ่อนแต้มที่เกล็ดแต่ละเกล็ด ท้องมีสีจาง ครีบสีคล้ำมีขอบสีชมพูอ่อนหรือแดง ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 60–80 เซนติเมตร พบใหญ่สุดได้ถึง 1 เมตร เป็นปลาพื้นถิ่นของภูมิภาคเอเชียใต้ตอนบน พบในรัฐโอริศา, รัฐพิหาร และรัฐอุตตรประเทศในอินเดีย, แม่น้ำคงคา, ปากีสถาน จนถึงพม่าทิศตะวันตก มีพฤติกรรมอาศัยอยู่ในระดับกลางของแม่น้ำจนถึงท้องน้ำ ใช้ปากแทะเล็มพืชและสัตว์น้ำขนาดเล็กและอินทรียสารเป็นอาหาร สามารถปรับตัวได้ดีในแหล่งน้ำนิ่งแต่จะไม่วางไข่ เป็นปลาเศรษฐกิจที่นิยมใช้บริโภคในภูมิภาคแถบนี้ โดยปรุงสด เช่น แกงกะหรี่ ในประเทศไทยถูกนำเข้ามาในปี พ.ศ. 2511 เช่นเดียวกับปลากระโห้เทศ (Catla catla) และปลานวลจันทร์เทศ (Cirrhinus cirrhosus) เพื่อเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เป็นปลาเศรษฐกิจในประเทศ ปราฏฏว่าได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดี และได้รับความนิยมมาก โดยมีการเลี้ยงอย่างแพร่หลายในหลายโครงการของกรมประมงทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน อีกทั้งยังเป็นที่นิยมของบ่อตกปลาต่าง ๆ […]

“แมลงสาบทะเล” นักย่อยสลายแห่งหาดหิน และไม่เกี่ยวของกับแมลงสาบจริงๆ เลยสักนิด

แม้จะถูกเรียกว่าแมลงสาบ แต่ แมลงสาบทะเล (Sea Slaters) นั้นแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเจ้าแมลงน่ารังเกลียดตัวนี้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นสัตว์ในกลุ่มเดียวกับพวกกุ้ง กั้ง ปู (Crustacean) ซะมากกว่า แต่จะแตกต่างกันตรงที่พวกมันได้ย้ายขึ้นมาอยู่บนตามชายฝั่งของแนวหาดหินและป่าชายเลน และใช้ปอดเทียม (pseudo-lungs) ในการหายใจบนบก จนพวกมันแทบไม่ต้องกลับลงน้ำอีกเลย แมลงสาบทะเลส่วนใหญ่มีขนาดอยู่ที่ 2-3 เซนติเมตร มีขาเดิน 7 คู่ มีดวงตาขนาดใหญ่และหนวดที่ยาวมาก และสามารถเคลื่อนที่ไปตามก้อนหินได้อย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหลีกนักล่าและเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าใส่กองหินที่พวกมันอาศัยอยู่ แม้จะใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่มีทั้งเกลียวคลื่นโถมเข้าใส่ แต่คลื่นสุดอันตรายนั้นก็มาพร้อมกับสาหร่าย และเศษซากพืชซากสัตว์ที่ถูกพัดพามาติดอยู่ตามแก่งหิน ซึ่งจะกลายเป็นอาหารหลักในการดำรงชีพของบรรดาแมลงสาบทะเลทั้งหลาย

“คู้ดำ” ปลาจากอเมซอนที่ถูกส่งเสริมเป็นสัตว์เศรษฐกิจ และกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย

ปลาคู้ดำ หรือ ปลาเปคูดำ (Blackfin pacu, Black pacu) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์Serrasalmidae มีรูปร่างทั่วไปคล้ายปลาปิรันยาที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่มีความต่างตรงที่ปลาคู้ดำจะมีส่วนเว้าของหน้าผากเว้าเข้ามากกว่า โคนหางจะคอดเล็ก ฟันภายในปากมีสภาพเป็นหน้าตัดคล้ายฟันมนุษย์ซึ่งไม่แหลมคม และมีไว้เพื่อขบกินผลไม้และเมล็ดพืชเปลือกแข็งที่หล่นลงมาในน้ำ ปลาคู้ดำ เมื่อวัยเด็กจะมีลำตัวและปลายหางจะมีสีเงินปนดำ และจะมีสีดำสนิทชัดเจนขึ้นเมื่อปลาอายุมากขึ้น ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถโตเต็มที่ได้ถึง 1 เมตร หนักได้กว่า 40 กิโลกรัม และจัดเป็นปลาที่พบได้ทั่วไปในลุ่มแม่น้ำอเมซอนและแม่น้ำโอริโนโคซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา และจัดเป็นโปรตีนราคาประหยัดของชนพื้นเมืองในแถบนั้น โดยมีชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองเรียกว่า Tambaqui หรือ Cachama หรือ Gamitana ด้วยความเป็นปลาที่นิยมนำมาบริโภคกันมากในท้องถิ่น และสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ทำให้ประเทศไทยได้มีการนำเข้าปลาคู้ดำได้เข้ามาในฐานะเป็นปลาเศรษฐกิจ โดยกรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยมีชื่อเรียกกันในแวดวงเกษตรว่า “ปลาจะละเม็ดน้ำจืด” เช่นเดียวกับ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) ด้วยที่ถูกนำเข้ามาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย เนื่องจากมีขนาดใหญ่โตอลังการ และสามารถฝึกให้เชื่องได้ไม่ยาก แต่ก็ด้วยขนาดของมันนี่เองที่ทำให้ผู้เลี้ยงบางคนไม่สามารถเลี้ยงต่อได้ จึงนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ ทำให้ในปัจจุบัน มีปลาคู้ดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นต้น จัดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในจำพวกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากพฤติกรรมการชอบไล่จับปลาที่มีขนาดเล็กกว่าเป็นอาหาร

“อิลลูมินาตี” คืออะไร…!? หลังมีโลโก้พรรคการเมืองถูกโยงว่าคล้ายสมาคมลับ

อิลลูมินาตี (Illuminati) มาจากภาษาละตินว่า อิลลูมินาตุส (illuminatus) ที่แปลว่า “รู้แจ้ง” เป็นชื่อที่ตั้งให้แก่กลุ่มคณะบุคคลหลายกลุ่มทั้งที่มีอยู่จริงและเป็นเรื่องแต่ง ซึ่งหากกล่าวถึงที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์จะหมายถึง สมาคมรู้แจ้ง ( Illuminatenorden) จากการรวบรวมข้อมูลต่างๆ พบว่า อิลลูมินาตี ถูกก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1776 ที่เมืองอิงก็อลชตัท แคว้นบาวาเรีย โดยนักปรัชญาและนักกฎหมายศาสนจักร อาดัม ไวส์เฮาฟท์ (Adam Weishaupt) พร้อมกับนักเรียนอีกสี่คน ไวส์เฮาฟท์ก่อตั้งสมาคมนี้ขึ้นภายหลังผิดหวังกับองค์กรฟรีเมสันที่ไม่ค่อยเปิดรับความคิดเขาเท่าไหร่ ไวส์เฮาฟท์จึงก่อตั้งสมาคมของตนเองขึ้นมาโดยมีโครงสร้างและระดับเฉกเช่นเดียวกับฟรีเมสัน แต่ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความเชื่อของเขาเอง มีจุดมุ่งหมายต่อต้านความงมงาย (superstition), ต่อต้านลัทธิหมิ่นประมาท (obscurantism), ต่อต้านอิทธิพลของศาสนาในชีวิตผู้คน รวมถึงต่อต้านการใช้อำนาจรัฐในทางผิด เมื่อแรกก่อตั้ง ไวส์เฮาฟท์ใช้ชื่อองค์กรว่า สหภาพสัมบูรณ์ (Bund der Perfektibilisten) และตัดสินใจใช้นกฮูกแห่งอะธีนาเป็นสัญลักษณ์องค์กร อย่างไรก็ตาม ไวส์เฮาฟท์มองว่าชื่อนี้ฟังดูแปลกประหลาดเกินไป ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1778 จึงเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น สมาคมรู้แจ้ง (Illuminatenorden) ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 คาร์ล […]

ทำความรู้จัก “โรคเนื้อเน่า” แบคทีเรียกินเนื้อคนที่กำลังระบาดในเมืองน่าน

ตามที่ได้มีรายงานข่าวว่า มีผู้ป่วยในจังหวัดน่านรายหลายป่วยเป็น โรคเนื้อเน่า และ หนังเน่า หรือ แบคทีเรียกินเนื้อคน และเริ่มมีผู้ป่วยจากพื้นที่ต่างๆ เข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลน่าน ด้วยอาการเป็นไข้ เท้าบวมแดง มีแผลตุ่มพุพอง ลุกลามเป็นบริเวณกว้าง จำนวน 25 ราย และมีอาการรุนแรง มีอาการติดเชื้อ เข้ารับการรักษาในไอซียู 1 ราย ซึ่งจากประวัติผู้ป่วยส่วนใหญ่พบว่ามีการไปดำนา ลุยโคลน และโดนหอย หรือเศษแก้วบาด เศษไม้ตำเท้า และไม่ได้ทำแผล หรือรักษาใดๆ เนื่องจากต้องทำนาให้เสร็จ ทำให้เชื้อโรคเข้าไปในบาดแผล และเพิ่มจำนวนจนเกิดอาการรุนแรงได้ สำหรับ โรคเนื้อเน่า หรือ แบคทีเรียกินเนื้อคน (flesh-eating disease) เป็นการติดเชื้อของเนื้อเยื่ออ่อนที่ทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อ เกิดขึ้นและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยอาจมีอาการผิวหนังบริเวณที่เป็นกลายเป็นสีแดงหรือสีม่วง เจ็บปวด มีไข้ และอาเจียนได้ อวัยวะที่พบบ่อยคือแขนขาและบริเวณฝีเย็บ เชื้อมักเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยแยกที่ผิวหนังเช่นจากรอยบาดหรือแผลไฟไหม้ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆ เช่น เบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน การติดสุรา การใช้ยาเสพติด และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ส่วนใหญ่ไม่ติดต่อจากคนสู่คน แบ่งออกเป็นสี่ชนิดขึ้นอยู่กับเชื้อที่เป็นสาเหตุ […]

“แมงกินลิ้น” ปรสิตดูดเลือด ที่เข้าไปอยู่แทนที่ลิ้นในปากปลา

ใครที่ชอบกินปลา เชื่อว่าจะต้องเคยพบเจอกับสิ่งแปลกปลอมที่ซ่อนมาในปากของปลาแน่ๆ และด้วยรูปร่างหน้าตาชวนขยะแขยงของมัน ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าตัวประหลาดนี้มันคืออะไรกัดแน่ และเป็นอันตรายต่อคนที่นำปลามากินหรือเปล่า!? แมงกินลิ้น (Cymothoa exigua) เป็นปรสิตจำพวกกุ้ง-กั้ง-ปูในวงศ์ Cymothoidae มีความยาวตั้งแต่ 3 ถึง 4 เซนติเมตร แมงกินลิ้นจะเข้าไปในปากของปลากะพงทางเหงือกและเกาะที่ลิ้นของปลา แมงกินลิ้นจะใช้ก้ามที่ขาสามคู่หน้าหนีบลิ้นของปลาไว้ทำให้เลือดออก ยิ่งแมงกินลิ้นตัวโตขึ้น ลิ้นของปลาก็จะมีเลือดไหลเวียนได้น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งลิ้นนั่นฝ่อเนื่องจากขาดเลือด จากนั้นแมงกินลิ้นจะเอาตัวเองติดกับกล้ามเนื้อลิ้น ซึ่งปลาจะใช้แมงกินลิ้นได้เหมือนลิ้นปกติ แมงกินลิ้นจะดูดเลือดหรือไม่ก็กินเนื้อเยื่อของของปลาเป็นอาหาร โดยไม่ได้กินเศษอาหารของปลาแต่อย่างใด แมงกินลิ้นเป็นสัตว์จำพวก Cymothoa เพียงชนิดเดียวจากจำนวนหลายสายพันธุ์ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อพ.ศ. 2548 ได้มีการพบปลาที่ถูกแมงกินลิ้นเกาะในสหราชอาณาจักร ซึ่งปกติแล้วจะพบแมงกินลิ้นในแถบชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนียทำให้มีการคาดเดาว่า แมงกินลิ้นอาจจะเพิ่มถิ่นหากินมากขึ้น แต่ก็เป็นไปได้ว่า แมงกินลิ้นตัวนี้อาจจะเพียงแต่ติดไปกับปลาซึ่งว่ายน้ำไปจากอ่าวแคลิฟอร์เนียเพียงตัวเดียว

“ป็อปคอร์น” ของกินเล่นที่มีมากว่า 5,600 ปี และเป็นของขายดีหน้าโรงหนัง

ข้าวโพดคั่ว หรือ ป็อปคอร์น (Popcorn) เป็นของกินเล่นที่รู้จักกันทั่วไปในหลายชนชาติ โดยมีต้นกำเนิดข้าวโพดคั่วนั้นอยู่ในดินแดนของอินเดียแดงในทวีปอเมริกา ตั้งแต่เมื่อประมาณ 5,600 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนักโบราณคดีพบหลักฐานเกี่ยวกับข้าวโพดคั่วในซากเมืองโบราณหลายแห่ง เช่น เมืองอินคาทางอเมริกาใต้ เมืองมายาในอเมริกากลาง และเมืองอัซเตกในเม็กซิโก ต่างพบการใช้ข้าวโพดจำนวนมากมาเป็นเวลานานก่อนสมัยที่โคลัมบัสมาเยือนโลกใหม่ ข้าวโพดที่คั่วจนพองขาวแล้วชาวอินเดียแดงในอเมริกาเหนือจะนำมารับประทาน และร้อยสายด้วยหญ้า ทำเป็นเครื่องประดับสำหรับหัวหน้าเผ่าหรือนักรบ รูปเคารพเทพเจ้าฝนของชาวอัซเตก และเทพเจ้าข้าวโพด บางครั้งก็ประดับด้วยข้าวโพด และในบางแห่งของเม็กซิโกในปัจจุบันวันนี้ บางครั้งก็มีการใช้พวงข้าวโพดคั่วประดับเทวรูป ต่อมาข้าวโพดค่อยๆ แพร่หลายไปทั่วสหรัฐอเมริกาในฐานะพืชเกษตรกรรมทั่วไป และเริ่มทีความสำคัญในฐานะผลผลิตทางการเกษตรในตลาดเมื่อราว ค.ศ. 1890 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างสูง และเริ่มผลิตในเชิงการค้า โดยมีการผลิตเครื่องทำข้าวโพดคั่วขนาดมหึมา ใช้เตาน้ำมันเบนซิน กลายเป็นอุปกรณ์ที่คุ้นตาในงานแห่และงานเทศกาล และเมื่อในปี ค.ศ. 1893 ในงานแสดงสินค้าโลกที่ชิคาโก ก็มีการผลิตข้าวโพดคั่วแบบใหม่ เรียกว่า เครเกอร์แจ็ค (Cracker Jack) อันเป็นส่วนผสมของข้าวโพดคั่ว น้ำอ้อย และถั่วลิสง หลังจากความเติบโตของธุรกิจภาพยนตร์เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และการเปิดโรงภาพยนตร์จำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ข้าวโพดคั่วกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงแบบใหม่ โดยมีการขายข้าวโพดทั่วในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ก่อนที่เครื่องผลิตข้าวโพดคั่วแบบไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์และนำออกจำหน่ายประมาณปี ค.ศ. 1925 […]

“ปลาไหลญี่ปุ่น” เมนูแดนอาทิตย์อุทัยที่เคยเสี่ยงสูญพันธุ์ จนต้องเพาะพันธุ์เพื่อป้อนตลาด

ปลาไหลญี่ปุ่น เป็นปลาไหลชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาตูหนา (Anguillidae) พบในญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, ไต้หวัน และเวียดนาม ตลอดจนแถบภาคเหนือของฟิลิปปินส์ เช่นเดียวกับปลาไหลอื่นๆ ในวงศ์เดียวกัน ปลาไหลญี่ปุ่นใช้ชีวิตอยู่ในน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่ แต่จะกลับไปวางไข่ในน้ำทะเล โดยพื้นที่วางไข่ของปลาไหลญี่ปุ่นคือ บริเวณกระแสน้ำศูนย์สูตรเหนือทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงแถบตะวันตกของหมู่เกาะมาเรียนา ในขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน พวกมันจะถูกเรียกว่าปลาเมือก พวกมันจะถูกพัดพาโดยกระแสน้ำเส้นศูนย์สูตรเหนือไปทางตะวันตกของแปซิฟิก ต่อจากนั้นก็จะถูกพัดขึ้นทางเหนือไปยังเอเชียตะวันออกโดยกระแสน้ำญี่ปุ่น (คูโรชิโอะ) ซึ่งในเอเชียตะวันออกนี้เอง พวกมันอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ, ทะเลสาบ และปากแม่น้ำ ปลาไหลญี่ปุ่นถือเป็นอาหารที่สำคัญของเอเชียตะวันออก ทำให้เกิดเป็นอุตสาหกรรมประมงบ่อเลี้ยงปลาขึ้นในประเทศส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ ในญี่ปุ่นจะเรียกปลาชนิดนี้ว่า อูนางิ ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่น ร้านอาหารจำนวนมากนิยมเสิร์ฟโดยการย่าง กลายเป็นอาหารที่เรียกว่า คาบายากิ (蒲焼) นอกจากนี้ยังถูกใช้ในศาสตร์การแพทย์ของจีนอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำประมงปลาชนิดนี้อย่างมหาศาล แต่จำนวนที่พบในธรรมชาติกลับลดน้อยลงจนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามการจัดอันดับของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้แล้วก็ตาม แต่ทว่าผลผลิตที่ได้ในแต่ละปีเพียงแค่ 3,000–4,000 ตัว เท่านั้น เพราะขาดซึ่งเงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นที่จะผลิตให้ได้ปีละหลายหมื่นตัว แต่ทว่า ดร.คัตสึชิ สิคะโมะโตะ แห่งมหาวิทยาลัยนิฮง ได้ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 2009 ว่าปลาไหลญี่ปุ่นจะวางไข่ที่บริเวณร่องน้ำลึกมาเรียนาตะวันตก ใกล้เกาะกวม ทำให้ได้ทราบถึงวิถีชีวิตตลอดจนถึงพฤติกรรม […]

“Red-eared slider” ชื่อเป็นญี่ปุ่น ตัวมาจากอเมริกาเหนือ และเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ในเมืองไทย

เมื่อเอ่ยชื่อ Red-eared slider อาจจะไม่คุ้นหูคนไทย แต่ถ้าพูดถึง เต่าญี่ปุ่น หรือ เต่าแก้มแดง แล้วล่ะก็ คงมีหลายที่ร้องอ๋อแน่ๆ เพราะนี่คงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ผ่านมือหลายๆ คนมาแล้ว และเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันเป็นเต่าที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย หรือบางคนอาจคิดว่ามันเป็นเต่าไทยเสียด้วยซ้ำ เพราะชื่อที่เรียกต่อๆ กันมา แต่ในความจริงแล้ว…นอกจากมันจะไม่ใช่เต่าไทย แต่ยังเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นตัวอันตรายอีกด้วย Red-eared slider เป็นเต่าน้ำจืดที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกาเหนือ โดยดั้งเดิมพบอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำแถบรัฐอิลลินอยส์, แม่น้ำมิสซิสซิปปี ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก ก่อนจะมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงของคนชื่นชอบสัตว์แปลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำเต่าชนิดนี้เข้ามาขาย โดยใช้ชื่อว่า เต่าญี่ปุ่น ซึ่งมีข้อมุลเกี่ยวกับที่มาของชื่อแตกต่างกันออกไป ซึ่งบ้างก็ว่าเป็นเพราะพ่อค้าชาวญี่ปุ่นเป็นบุคคลแรกที่นำเต่าชนิดนี้มาขาย จึงทำให้ได้ชื่อว่า เต่าญี่ปุ่น แต่บ้างก็ว่าตั้งชื่อตามลักษณะจุดบนแก้มสีแดงของมัน ที่ชวนให้คิดถึงการแต่งหน้าของชาวญี่ปุ่น เต่าชนิดนี้เมื่อแรกเกิดจะมีกระดองสีเขียวสดใส แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีคล้ำเมื่อโตขึ้น เท้าทั้ง 4 ข้างมีพังผืดใช้ว่ายน้ำได้ดี มีลักษณะเด่นอยู่ที่รอยสีแดงรอบๆ ดวงตา จึงทำให้ได้ชื่อว่า เต่าแก้มแดง ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1 ฟุต กินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ โดยมากตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียเล็กน้อย ผสมพันธุ์กันในน้ำระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน จากนั้นในเดือนสิงหาคม ตัวเมียจะขึ้นมาวางไข่ในหาดทราย ไข่ใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 60-75 […]

“ข้าวหมูแดง” เมนูง่ายๆ มื้อไหนก็กินได้ แถมเป็นของอร่อยระดับนานาชาติ

หากจะมีเมนูข้าวจานไหน ที่สามารถรับประทานเป็นอาหารมื้อไหนก็ได้ล่ะก็ คงต้องยกให้ “ข้าวหมูแดง” ที่ขายทั่วไปในบ้านเรา และมีทั้งเจ้าดังในแต่ละย่าน ไปจนถึงร้านรถเข็นที่รู้กันเฉพาะลูกค้าเจ้าประจำ แต่ว่าจะเป็นร้านเล็กหรือใหญ่ เมนูจานนี้ก็ได้รับความนิยมได้เสื่อมคลาย และจุดเด่นของอาหารจานนี้ที่ขาดเสียไม่ได้ ก็ต้องยกให้ “หมูแดง” ที่วางมาบนข้าวนี่แหละ หมูแดง เป็นอาหารที่ได้จากการย่างเนื้อหมูที่ปรุงรส นิยมใช้เนื้อหมูส่วนสันนอก, สามชั้น, สันคอหรือคอหมู ในประเทศจีนเรียกว่า ชาสิ่ว (叉燒) โดยจะหมักเนื้อหมูกับน้ำผึ้ง, ผงเครื่องเทศทั้งห้า, เต้าหู้ยี้, ซอสถั่วเหลือง, ซอสฮอยซิน และอาจผสมเหล้าเชอร์รีหรือเหล้าหวงจิ่ว ก่อนจะนำไปย่าง หมูแดงของจีนใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูบะหมี่ ข้าวหรือซาลาเปาหน้าแตก ในฮ่องกงจะขายหมูแดงในร้านซิวเหม่ย (燒味) ร่วมกับไก่หรือห่านย่าง ในประเทศญี่ปุ่นมีอาหารคล้ายหมูแดงของจีน เรียกว่า ชะชุ (チャーシュー) เป็นส่วนประกอบในราเม็ง โดยเตรียมจากการทำเนื้อให้เป็นก้อนก่อนจะนำไปตุ๋นที่อุณหภูมิต่ำ ปรุงรสด้วยน้ำผึ้งและซอสถั่วเหลือง ส่วนในประเทศไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์และอินโดนีเซีย มักนิยมนำหมูแดงมารับประทานคู่กับข้าวหรือบะหมี่ โดยหากเป็นเมนูข้าวมักจะเสิร์ฟพร้อมแตงกวา ต้นหอม ราดด้วยน้ำซอสด้านบน และยังนิยมน้ำหมูแดงมาใส่เป็นไส้ซาลาเปาอีกด้วย

keyboard_arrow_up