นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ “ยาเม็ด” สัมผัสกับน้ำเปล่า และถูกเรากลืนเข้าไป

หลักการทำงานของยาเม็ดนั้น คือการละลายและปลดปล่อยตัวยาที่มีคุณสมบัติรักษาโรคออกมาเพื่อให้ร่างกายดูดซึม แต่ถึงอย่างนั้นก็คงมีน้อยคนนักที่จะเคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเม็ดยาเมื่อมันสัมผัสกับของเหลวในร่างกายเรา ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นสิ่งว่านี้ หรือจินตนาการไม่ออกว่ายาเมื่อโดนน้ำจะมีหน้าตาเป็นยังไง งั้นลองมาดูภาพจาก YouTube channel ที่ชื่อว่า Macro Room ที่ลองเอายาเม็ดมาแช่น้ำและถ่ายความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีทางเห็นด้วยตาเปล่านี้เอาไว้

จากแตงโมธรรมดาๆ กลายเป็นสินค้าขายดีเมื่อมี “ตัวอักษรมงคล” ที่สลักด้วยเล็บ

ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะขายอะไรก็ต้องใส่ไอเดียลงไปในของชิ้นนั้นก็แบบสุดๆ แม้แต่ของกินที่มีคุณสมบัติชัดเจนในตัวเองอย่างแตงโม ก็ยังต้องเพิ่มลูกเล่นลงไปด้วย อย่างเช่นที่แผงขายแตงโมริมทางแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเฮยเมี่ยว เขตซานเจี๋ย มณฑลหูหนาน ที่เจ้าของร้านลงทุนใช้เล็บมือเขียนตัวอักษรจีนลงบนเปลือกแตงโม จนทำให้แตงโมธรรมดาๆ ที่ปลูกเอง กลายเป็นสินค้าขายดีในพริบตาเลยทีเดียว อาจฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ที่แค่แตงมีรอยแกะสลักจะขายดีขนาดนี้ แต่หลังจากลองใช้วิธีนี้แล้ว เขาสามารถขายแตงโมได้จำนวนมหาศาล แถมยังมีรายการสั่งของล่วงหน้าอีกต่างหาก ที่สำคัญคือไอเดียของเขาไม่สามารถถูกเลียนแบบได้ง่ายๆ เพราะคงไม่ใช่ทุกคนจะแกะสลักได้สวยแบบนี้

“ดุกด้าน” ปลาสารพัดประโยชน์ จะกินก็อร่อย จะเลี้ยงก็สวยแปลกตา

ปลาดุกด้าน (Walking catfish) เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ปลาดุก (Clariidae) มีรูปร่างค่อนข้างยาวเรียว ส่วนหางค่อนข้างแบน มีสีเทาปนดำ ส่วนท้องมีสีขาว สามารถเคลื่อนที่บนบกได้เป็นระยะทางสั้น ๆ โดยใช้ครีบ เรียกว่า “ปลาแถก” ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 50 เซนติเมตร สามารถพบได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงจนลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังพบได้ในแถบคาบสมุทรมลายู, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียว, ฟิลิปปินส์ และมีรายงานว่าพบในศรีลังกา, บังกลาเทศ, อินเดีย และพม่า ในประเทศไทยและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ปลาดุกถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเลี้ยงเพื่อนำมาทำเป็นอาหาร เช่น ปลาดุกย่าง, ปลาดุกฟู หรือปลาหยอง เป็นต้น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นปลาที่ถูกควบคุมการซื้อขายในหลายประเทศ เช่นในเยอรมนี ที่มีรายงานว่าปลาชนิดนี้ได้สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก หลังจากนำเข้าไปเพื่อพัฒนาเป็นปลาเศรษฐกิจ แต่ได้มีบางส่วนที่หลุดลงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนกลายเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ไล่กินลูกปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก นอกจากจะมีการเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจแล้ว ปลาดุกยังถูกพัฒนาขึ้นเป็นปลาสวยงามที่มีสีสันและลวดลายแตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะปลาที่มีลักษณะของสีเผือกและปลาด่าง ซึ่งเป็นที่ต้องการในกลุ่มนักเลี้ยงปลาแปลกอย่างมาก

“รากกล้วย” ปลาไทยๆ ที่กินเป็นอาหารก็ได้ จะเลี้ยงใส่ตู้ปลาก็สวยไปอีกแบบ

“ปลารากกล้วย” หรือ “ปลาซ่อนทราย” เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาหมูแท้ (Cobitidae) มีขนาดยาวไม่เกิน 30 เซนติเมตร หัวแหลม ตาเล็ก หางแหลม กลางลำตัวมีเส้นสีเทาจากหัวถึงหางระหว่างเส้นมีจุดสีดำเป็นแนวยาว ครีบหางเว้าตื้น มีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ในพื้นท้องน้ำที่มีกรวดทรายและมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว สามารถมุดทรายได้อย่างรวดเร็วเมื่อตกใจหรือจะซ่อนตัวจากสัตว์นักล่า ปลารากกล้วย เป็นปลาพื้นเมืองในรัฐอัสสัมของอินเดีย, พม่า, ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย (ทั้งตะวันตกและตะวันออก) และเกาะสุมาตราและเกาะชวาของอินโดนีเซีย ตัวอย่างที่นำมาจัดอนุกรมวิธานถูกจับมาจากบริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเลอมาตัง กับแม่น้ำเอนิมในจังหวัดสุมาตราใต้ ส่วนในไทยพบที่แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำยม แม่น้ำวัง แม่น้ำมูล แม่น้ำสงคราม แม่น้ำปัตตานี เป็นต้น เนื่องจากปลาชนิดนี้เป็นปลาขนาดเล็ก จึงนิยมบริโภคด้วยการรับประทานทั้งตัวและก้าง โดยนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่างทั้งการปรุงสดและตากแห้ง โดยรายการที่ขึ้นชื่อที่สุด คือ ปลารากกล้วยทอดกระเทียม รับประทานกับข้าวต้ม สำหรับการปรุงสดสามารถทำอาหารได้หลากหลาย เช่น ต้มยำ ต้มโคล้ง ฉู่ฉี่ นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ นิยมเลี้ยงเพราะเป็นปลาที่เก็บเศษอาหารที่ปลาอื่นกินเหลือไว้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยพรวนทรายให้ร่วนอยู่ตลอดเวลาด้วย จากการที่มันสามารถมุดทรายได้เป็นอย่างดี

ไม่ได้มีแค่ในเมนูแบบไทย แต่ “ไข่มด” ยังใส่ในอาหารสไตล์เม็กซิกันด้วย

แม้จะไม่ใช่อาหารจานแปลกอะไรสำหรับคนในบ้านเรา รวมทั้งอีกหลายประเทศในภูมิภาคแถบนี้ แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้ว ดูเหมือนไข่มดและแมลงต่างๆ จะยังเป็นอาหารจานแปลกที่ไม่น่าตักเข้าปากสักเท่าไหร่ แต่นั่นคงไม่ใช่กับประเทศอย่างเม็กซิโก ที่ไม่เพียงจะมีเมนูจากแมลงใกล้เคียงกับบ้านเราเท่านั้น แต่เขายังมีอาหารที่ทำจากไข่มดเหมือนกันด้วย ไข่ที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่า Escamoles ซึ่งเป็นเป็นของมด Liometopum ที่มักทำรังอยู่ตามรากของต้นมาเกย์ (Maguey) พืชอวบน้ำในกลุ่มว่านหางจระเข้ ซึ่งการรวบรวมไข่จากมดชนิดนี้มีความยุ่งยากไม่ต่างจากการเก็บไข่มดแดงในบ้านเราเลย เพราะมดชนิดนี้มีพิษที่รุนแรงมาก และจะปกป้องรังของมันอย่างดุร้าย จึงต้องใช้ความระมัดในการเก็บพอสมควร และทำให้ไข่มดชนิดนี้มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 1,200 – 34,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับช่วงอายุของตัวอ่อนและไข่ที่เก็บได้ เมื่อได้ไข่มดมาแล้ว ส่วนใหญ่ชาวเม็กซิกันจะนิยมนำมาผสมกับผัดคลุกเคล้าผสมกับเนยแข็งและเครื่องเทศต่างๆ เพื่อทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่น่ารับประทานขึ้น แต่ก็มีบางคนที่นิยมนำมากินสดๆ แกล้มกับเบียร์หรือผลไม้ ทั้งยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารจานหลักแบบเม็กซิกันรสจัดจ้านได้หลายชนิดอีกด้วย

“ระเบิดแสวงเครื่อง” คืออะไร!? หลังมี “ผู้ไม่หวังดี” นำมาวางป่วนเมืองหลายจุด

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความหวาดวิตกให้สังคมไทยอย่างมาก เมื่อมีการรายงานข่าวว่าเหตุระเบิดกลางกรุงหลายจุดในช่วงเช้าของวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562 อีกทั้งในช่วงวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ยังมีการวางระเบิดบริเวณด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งในหลายจุดที่มีการเกิดเหตุนั้น พบว่าระเบิดที่ผู้ไม่ประสงค์ดีนำมาใช้นั้นเป็น “ระเบิดแสวงเครื่อง” ระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised explosive deviceหรือ IED) เป็นระเบิดที่สร้างขึ้นและใช้งานในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากการปฏิบัติการทางการทหารแบบเดิม ๆ มันอาจจะสร้างขึ้นจากวัตถุระเบิดทางทหารตามแบบแผน เช่น ปืนใหญ่แนบกับกลไกการระเบิด ซึ่งระเบิดแสวงเครื่องมักใช้เป็นระเบิดข้างถนน ระเบิดแสวงเครื่องมักพบเห็นได้ในการกระทำของผู้ก่อการร้ายแบบรุนแรง หรือสงครามนอกแบบอสมมาตรโดยกองโจร หรือหน่วยคอมมานโดในปฏิบัติการเขตสงคราม ส่วนในสงครามอิรักครั้งที่สอง ระเบิดแสวงเครื่องถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางต่อกองกำลังของสหรัฐ และในช่วงท้ายปี ค.ศ. 2007 กองกำลังสหรัฐเสียชีวิตในประเทศอิรักด้วยระเบิดชนิดนี้ถึง 63 เปอร์เซนต์ และยังมีการใช้ในประเทศอัฟกานิสถานโดยกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้เกิดการเสียชีวิตของพันธมิตรกว่า 66 เปอร์เซนต์จากสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งแต่ ค.ศ. 2001 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ระเบิดแสวงเครื่องยังถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางโดยกลุ่มแกนนำพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) ซึ่งเป็นองค์กรต่อต้านเป้าหมายทางทหารในประเทศศรีลังกา ปัจจุบันมีความพยายามต่อต้านระเบิดแสวงเครื่องขึ้นมาหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่มักกระทำโดยทหารและการบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมไปถึงการสร้างชุมชนข่าวกรองเพื่อหาข่าวสำหรับต่อต้านเครือข่ายภัยคุกคามที่ใช้ระเบิดแสวงเครื่อง โดยที่ไม่ใช่แค่ความพยายามในการกำจัดวัตถุระเบิดด้วยตัวเอง แต่มีการนำเทคดนโลยีต่างๆ เข้ามาร่วม เพื่อลดการสูญเสียชีวิตให้มากที่สุด

“บรูด้า” วาฬประจำถิ่นของอ่าวไทย ที่แหวกว่ายเข้ามาหากินถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ เมื่อ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ถึงสัตว์สงวนชนิดใหม่ของประเทศไทย นั่นคือ วาฬบรูด้า ที่โผล่กินอาการบนแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตจังหวัดกรุงเทพมหานคร วาฬบรูด้า หรือ วาฬแกลบ (Bryde’s whale) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Balaenoptera edeni เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์ Balaenopteridae มีจุดเด่นที่ครีบหลังที่มีรูปโค้งอยู่ค่อนไปทางด้านปลายหาง แพนหางวางตัวตาม แนวราบ และมีรอยเว้าเข้าตรงกึ่งกลาง ครีบคู่หน้ามีปลายแหลม ซี่บนแผ่นกรองค่อนข้างหยาบ และเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ จึงได้รับการคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 ห้ามมีการค้าขายวาฬบรูด้าระหว่างประเทศ วาฬบรูด้าพบกระจายพันธุ์ในท้องทะเลเขตอบอุ่นทั่วโลก ในประเทศไทยพบอาศัยอยู่ในอ่าวไทย สามารถพบได้ในจังหวัดชายทะเลเกือบทุกจังหวัด แต่จะพบบ่อยที่ทะเลบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลักษณะลำตัวมีสีเทาดำ รูปร่างค่อนข้างเพรียว มีลายแต้มสีขาวประปรายตรงใต้คางและใต้คอ บางตัวพบมีแถบสีจางบนแผ่นหลัง บางตัวก็มีจุดสีจางทั้งตัวคล้ายสีเทาลายกระสีขาว เวลาอยู่ในทะเลจะสังเกตเห็นสัน 3 สันเด่นชัดด้านบนของปาก ซึ่งจะวางตัวขนานกันจากปลายปากจนถึงตำแหน่งของรูหายใจ ในขณะที่วาฬชนิดอื่น ๆ มีสันตรงกึ่งกลางปากเพียงสันเดียว เวลาผุดขึ้นหายใจเหนือผิวน้ำจะเห็นหัวและน้ำพุที่หายใจออกมาเป็นเวลานานสักครู่ ก่อนจะเห็นครีบหลังตามมา ส่วนหัวมีแนวสันนูน […]

“บินหลาดง” นกเสียงไพเราะ จนได้ฉายาว่าไนติงเกลแห่งอินเดีย

นกกางเขนดง หรือ นกบินหลาดง (White-rumped shama) เป็นนกที่อยู่ในวงศ์ Muscicapidae มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนกกางเขนบ้าน แตกต่างกันที่นกกางเขนดงจะมีสีสันบริเวณท้องเป็นสีแดงอมน้ำตาลสดใส และมีสัดส่วนหางยาวกว่าปีกและลำตัวมาก มีเสียงร้องเพลงไพเราะ ชาวตะวันตกที่เข้าไปในอินเดียและพบนกชนิดนี้เข้าได้เรียกว่านกไนติงเกลแห่งอินเดีย ลักษณะโดยทั่วไปของนกกางเขนดง จะมีปากหนา ตรง ส่วนปลายของปากบนงุ้มลงเล็กน้อย ความยาวของปากมากกว่าครึ่งของความยาวหัว มีขนแข็ง สั้น ที่มุมปาก มีปีกมนกลม ส่วนขนที่ปลายปีกจะมี 10 เส้น ขนบริเวณหางมี 12 เส้น ขนหางเป็นคู่ซึ่งแต่ละคู่จะยาวลดหลั่นกันไป ขาและนิ้วเท้าใหญ่ มีความแข็งแรง ทำให้สามารถกระโดดได้อย่างคล่องแคล่ว ท่อนล่างของขาเป็นเกล็ดขนาดใหญ่เหมือนปลอกปกคลุมขา ส่วนนิ้วเท้าจะยื่นไปข้างหน้า 3 นิ้ว และยื่นไปข้าง หลัง 1 นิ้ว เหมาะแก่การเกาะกิ่งไม้และการกระโดด มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางประมาณ 28 ซม. โดยหางจะมีความยาวประมาณ15 – 19 ซม. ส่วนนกกางเขนบ้านมีหางยาวประมาณ 9 ซม. ตัวผู้: จะมีสีดำ เหลือบน้ำเงิน บริเวณ หัว […]

“สลิด” ปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ ที่เคยมีคนคิดว่ามัน…ไม่มีหัว !?

ปลาสลิด เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichogaster pectoralis ในวงศ์ปลากัด ปลากระดี่ (Osphronemidae) มีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ (T. trichopterus) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกัน แต่มีลำตัวที่หนาและยาวกว่า หัวโต ครีบหลังในตัวผู้มีส่วนปลายยื่นยาวเช่นเดียวกับครีบก้น ครีบอกใหญ่ ตาโต ปากเล็กอยู่สุดปลายจะงอยปาก ครีบหางเว้าตื้นปลายมน ตัวมีสีเขียวมะกอกหรือสีน้ำตาลคล้ำ มีแถบยาวตามลำตัวตั้งแต่ข้างแก้มจนถึงกลางลำตัวสีดำ และมีแถบเฉียงสีคล้ำตลอดแนวลำตัวด้านข้างและหัว ครีบมีสีคล้ำ ขนาดโดยเฉลี่ย 10-16 เซนติเมตร พบขนาดใหญ่สุดถึง 25 เซนติเมตร นับเป็นปลาในสกุล Trichopodus ที่ใหญ่ที่สุด มีถิ่นอาศัยในแหล่งน้ำนิ่งที่มีพืชน้ำและหญ้ารกริมตลิ่งของภาคกลาง, ภาคอีสาน และภาคใต้ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังพบในประเทศรอบข้าง มักสืบพันธุ์เริ่มขึ้นในระหว่างเดือนเมษายน-สิงหาคม โดยจะวางไข่โดยการก่อหวอดตามผิวน้ำติดกับพืชน้ำหรือวัสดุต่าง ๆ มักวางไข่ในช่วงกลางวันที่มีแดดรำไร หลังวางไข่เสร็จแล้วตัวพ่อปลาจะเป็นผู้ดูแลไข่จนฟักเป็นตัว ตัวเมียวางไข่ครั้งละ 4,000-10,000 ฟอง ในการเลี้ยงทางเศรษฐกิจนิยมให้เป็นการผสมพันธุ์หมู่ ปลาสลิดนับเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของไทย นิยมแปรรูปเป็นปลาแห้งหรีอปลาเค็มที่รู้จักกันดี โดยเกษตรกรจะเลี้ยงในบ่อดิน โดยฟันหญ้าให้เป็นปุ๋ยและเกิดแพลงก์ตอนเพื่อเป็นอาหารปลา โดยพื้นที่เลี้ยงปลาสลิดที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ อำเภอบางบ่อและอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ที่เรียกว่า “ปลาสลิดบางบ่อ” […]

“กัดป่ามหาชัย” ปลาเฉพาะถิ่นที่พบแค่ในเมืองไทย ที่มีลักษณะแตกต่างจากปลากัดทั่วไป

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งปลาสวยงามที่ได้รับความสนใจทั้งจากนักเลี้ยงสมัครเล่น และเหล่ามืออาชีพทั้งหลาย แต่ท่ามกลางบรรดาปลาขนาดเล็กที่มีสีสันมากมายเหล่านี้ ยังมีปลากัดอีกชนิดหนึ่งที่เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเป็นปลาเฉพาะถิ่นของไทยโดยแท้ และพบได้แค่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น นั่นคือ ปลากัดป่ามหาชัย ปลากัดป่ามหาชัย (Mahachai betta) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta mahachaiensis เป็นปลาน้ำจืดในวงศ์ปลากัด ปลากระดี่ (Osphronemidae) มีลักษณะและรูปร่างคล้ายคลึงกับปลากัดภาคกลาง (B. splendens) มาก อีกทั้งยังมีที่อยู่อาศัยทับซ้อนกัน แต่มีความแตกต่างกันที่สีและรายละเอียดบางประการ เช่น สีของเกล็ดเป็นสีฟ้าอมเขียวหรือสีเขียวอย่างเดียวแวววาวทั้งตัว ลักษณะเกล็ดไล่เรียงตัวกันเหมือนฝักข้าวโพด บนพื้นลำตัวที่มีสีเข้มตั้งแต่น้ำตาลจนถึงดำสนิท บริเวณแก้มหรือแผ่นปิดเหงือกเป็นขีดสีฟ้า 2 ขีด ครีบอกคู่แรกที่เรียกว่า “ตะเกียบ” เส้นหน้ามีสีฟ้า ครีบหางมีทั้งกลมและปลายแหลมเหมือนใบโพมีสีฟ้า ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 4-5 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปลากัดป่ามหาชัยยังเป็นปลากัดในกลุ่มก่อหวอดเพียงชนิดเดียวที่พบในประเทศไทย ที่เยื่อใต้แผ่นปิดเหงือกเป็นสีดำสนิทโดยไม่มีขีดหรือแถบสีแดงมาแซมเหมือนปลากัดในกลุ่มก่อหวอดชนิดอื่นๆ และมีถิ่นที่อยู่อาศัยจำกัด โดยพบแค่เพียงเขตจังหวัดสมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, สมุทรปราการ และเขตบางขุนเทียน ของกรุงเทพมหานคร เท่านั้น โดยจากการศึกษาในระดับดีเอ็นเอ พบว่ามีสายการวิวัฒนาการแยกตัวมาจากปลากัดภาคกลางเมื่อราว 3-4 ล้านปีก่อน และจากการลงพื้นที่ศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวไทยพบว่าแหล่งที่อยู่อาศัยของปลากัดมหาชัย เป็นแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำเค็มเข้ามาปนเล็กน้อย โดยมากเป็นป่าจาก และยังพบว่ามีน้ำจากแหล่งอุตสาหกรรมบางส่วนปนเปื้อนเข้ามาด้วย เมื่อมีขนาดเล็กจะกินแมลงเป็นอาหาร […]

“งูก้นขบ” ต้นตำนานความเชื่อเรื่อง “ปากกัดก้นต่อย” ทั้งที่เป็นแค่…งูไม่มีพิษ!!

อีกหนึ่งความเชื่อแบบไทยๆ ที่น่าจะฝังหัวใครอยู่ไม่น้อย นั่นคือเรื่องตำนานของ “งูก้นขบ” ที่สามารถทำร้ายคนได้ทั้งหัวและหาง จนทำเอาคนจำนวนมากเป็นต้องลงมือตีมันซะทุกครั้งที่พบเห็น โดยไม่ทันได้คิดว่า…เรื่องที่เล่าๆ กันมานั้นเป็นจริงหรือไม่ และความจริงแล้ว…งูที่ว่ากัดได้ทั้งหัวทั้งหางนั้นมันมีพิษจริงหรือเปล่า !? งูก้นขบ (Red-tailed pipe snake) เป็นงูที่มีขนาดไม่เกิน 1 เมตร และสามารถพบได้ทั้งในประเทศพม่า ตอนใต้ของประเทศจีน ไปจนถึงทางใต้จากประเทศเวียดนาม, ประเทศลาว, ประเทศกัมพูชา, ประเทศไทย, คาบสมุทรมลายู และอินเดียตะวันออก ถึงประเทศอินโดนีเซีย เป็นงูที่หากินบนพื้นดิน รวมทั้งอาศัยอยู่ในโพรงในพื้นดิน ออกเป็นตัวโดยไข่จะฟักในท้องและแม่งูจะคลอดลูกอีกทีเป็นตัว คล้ายกับงูโบอาที่พบในทวิปอเมริกา จะออกลูก 8-13ตัว ส่วนใหญ่มีลำตัวสีดำแกมม่วง มีลายสีขาวเป็นปล้องๆ ที่สำคัญคือเป็นงูที่ไม่มีพิษ แต่มักถูกเข้าใจกันว่ามีพิษ เพราะมีพฤติกรรมชอบชูและแผ่หางซึ่งปลายที่มีสีแดงส้ม เพื่อขู่ศัตรูให้เข้าใจผิด แต่เมื่อถูกคุกคามหรือจับตัว มักจะแกล้งทำเป็นตาย จึงนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง สำหรับผู้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานหรือสัตว์แปลก ๆ โดยสามารถเลี้ยงได้ในตู้ปลา โดยการจัดสภาพแวดล้อมในที่เลี้ยงให้เลียนแบบธรรมชาติ

“12 นักษัตร” จากปีตามปฏิทินสุริยคติ สู่หวยออนไลน์รูปแบบใหม่ของกองสลาก

จากกรณีที่กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องผลิตภัณฑ์สลากรูปแบบใหม่ ที่ได้ข้อสรุปว่าจะออกเป็นสลากภาพ 12 นักษัตร โดยแบ่งเป็นหลักที่ 1-4 เป็นภาพ หมู กระต่าย ม้า เสือ โดยในแต่ละหลักจะมีภาพอีก ซึ่งจะมีการเฉลี่ยเงินรางวัลตามจำนวนคนที่ถูกรางวัล ราคาจำหน่าย 50 บาทต่อชุด 1 ชุด มีโอกาสถูกทั้งตรงและโต๊ด เงินรางวัลสูงสุด 311,040 บาท หรือ 1 ต่อ 6,220 บาท ทั้งนี้ ปีนักษัตร เป็นปีตามปฏิทินสุริยคติไทยและชาติอื่นในเอเชียตะวันออก เช่น จีน เวียดนาม และญี่ปุ่น (เพิ่งรู้จักหมูเลี้ยงในศตวรรษที่ 19 ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นรู้จักแต่หมูป่า) แบ่งเป็นรอบปี รอบละสิบสองปี โดยความเชื่อเรื่องปีนักษัตรนั้นมีที่มาจากจีน ตามตำนานเรื่องเล่าในสมัยปีใหม่แรกของจีน (วันชิวอิก หรือวันที่ 1 เดือนอ้ายของจีน) โดยมีสัตว์ทั้งหลายมาชุมนุมหน้าวังหลวงของฮ่องเต้สวรรค์ และได้ประกาศให้สัตว์ 12 ชนิด ที่มาถึงก่อนแต่งตั้งเป็นองค์รักษ์ และมีหน้าที่อยู่ยามชนิดละ 2 ชั่วโมง รวมกันทั้งสิ้นก็จะครบ […]

5 ไอเดีย “ผูกเชือกรองเท้า” แบบเท่ๆ ง่ายๆ ที่คุณเองก็ทำได้

การผูกเชือกรองเท้าอาจจะเป็นทักษะขั้นพื้นฐานที่เราต่างถูกฝึกสอนกันมาตั้งแต่ยังเด็ก และใช้กันมาด้วยความเคยชินจนไม่คิดว่ามันเป็นของยากอะไร แต่นอกจากวิธีผูกเชือกรองเท้าแบบเดิมๆ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ยังเทคนิคการผูกแบบอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่เพียงจะทำได้ง่ายๆ แต่ยังช่วยให้รองเท้าของเราดูดีขึ้นอีกด้วย ส่วนจะเป็นวิธีไหนบ้างนั้น เราลองมาดูกันสักหน่อยเลยดีกว่า วิธีผูกเชือกรองเท้าแบบ Zipper เหมาะสำหรับการรองเท้าที่มีการใช้งานค่อนข้างหนักหน่วง และผู้สวมต้องการป้องกันไม่ให้เชือกรองเท้าหลุดบ่อย เพราะการผูกแบบนี้จะทำให้เชือกแน่นกระชับ และไม่ทำให้อึดอัดเวลาเคลื่อนไหว วิธีผูกเชือกรองเท้าแบบ Double Back เป็นวิธีผูกที่เหมาะมากกับรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าบูธ เพราะทำให้ผู้สวมดูมีความทะมัดทะแมง และการผูกในลักษณะนี้ยังช่วยให้รองเท้ามีความกระชับขึ้นด้วย วิธีผูกเชือกรองเท้าแบบ Loop Back เหมาะกับเชือกรองเท้าค่อนข้างหนา ทรงกลม และควรเลือกใช้เชือกที่มีสีสว่างกับรองเท้ามีสีโทนเข้มๆ เพราะจะยิ่งช่วยให้รองเท้าดูเด่นสะดุดตา วิธีผูกเชือรองเท้าแบบ Bush Walk สำหรับสาวๆ ที่กำลังมองหาไอเดียผูกเชือกรองเท้าเก๋ๆ ไม่ซ้ำใคร นี่คือวิธีผูกที่คุณกำลังมองหาอยู่แน่ๆ เพราะมันเป็นการเพิ่มความแปลกใหม่ในการผูกโบว์แบบเดิมๆ โดยเปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่ด้านข้างแทน วิธีผูกเชือกรองเท้าแบบ Display เป็นวิธีผูกเชือกรองเท้าที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี และยังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากจะร้อยไม่ยากแล้ว ยังดูดี และมีความแน่นกระชับอีกด้วย

“แมนนาที” ญาติใกล้ชิดของ “มาเรียม-ยามีล” ที่สามารถอยู่ได้ในพื้นที่น้ำจืด

แมนนาที บางทีเรียก พะยูนหางกลม (Manatee) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยในน้ำขนาดใหญ่สกุลหนึ่ง สัตว์ในวงศ์ Trichechidae ซึ่งต่างจากสัตว์ในวงศ์ Dugongidae หรือพะยูนตรงรูปร่างของกะโหลกศีรษะและรูปร่างของหาง โดยหางของพะยูนแมนนาทีจะมีรูปร่างแบนกลมคล้ายใบพาย ส่วนหางของพะยูนจะแยกออกเป็นส้อมคล้ายหางโลมา แมนนาทีเป็นสัตว์กินพืชซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาอาหารกินในเขตน้ำตื้น รวมถึงอาจเข้าไปหากินในแหล่งน้ำจืดที่ไกลจากทะเล 300 กิโลเมตรได้ด้วย โดยคำว่า “แมนนาที” (manatí) มาจากภาษาตีโน ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในแถบแคริบเบียน หมายถึง “เต้านม” แมนนาที สามารถพบได้ในหลายพื้นที่ เช่น แมนนาทีชนิด Trichechus senegalensis (แมนนาทีแอฟริกาตะวันตก หรือ แมนนาทีเซเนกัล) อยู่อาศัยแถบชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา ส่วนชนิด T. inunguis (แมนนาทีอเมซอน) อยู่อาศัยแถบชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้ ส่วนอีกชนิดหนึ่งได้แก่ T. manatus (แมนนาทีอินเดียตะวันตก หรือ แมนนาทีแคริบเบียน) อยู่อาศัยแถบหมู่เกาะอินเดียตะวันตกในทะเลแคริบเบียน สำหรับแมนนาทีฟลอริดานั้น นักสัตวศาสตร์บางส่วนถือว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็มีอีกฝ่ายที่ถือว่าแมนนาทีฟลอริดาเป็นชนิดย่อยของ T. manatus ที่พบได้ในรัฐฟลอริดามีลำตัวยาว 4.5 เมตรหรือมากกว่านั้น และอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในอดีตพะยูนแมนนาทีฟลอริดาเคยถูกล่าเพื่อเอาน้ำมันและหนัง […]

“ไทรโลไบต์” ซากดึกดำบรรพ์ที่โด่งดังพอๆ กับไดโนเสาร์ และสามารถพบได้ในประเทศไทย

ไทรโลไบต์ (Trilobite) เป็นสัตว์ทะเลที่มีรยางค์เป็นข้อปล้องในไฟลัมอาร์โธรโพดา ในชั้น “ไทรโลไบตา” เริ่มปรากฏครั้งแรกในยุคแคมเบรียนตอนต้น และชุกชุมในมหายุคพาลีโอโซอิกตอนต้นก่อนที่จะเริ่มต้นลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด โดยระหว่างช่วงเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ในช่วงยุคดีโวเนียนตอนปลาย ไทรโลไบต์ทุกอันดับได้สูญพันธุ์ไปยกเว้นแต่เพียงอันดับพรีเอตทิดา และไทรโลไบต์ก็ได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปทั้งหมดเมื่อสิ้นยุคเพอร์เมี่ยนประมาณ 250 ล้านปีมาแล้ว ไทรโลไบต์เป็นซากดึกดำบรรพ์ที่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง และอาจจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับสองรองจากไดโนเสาร์ เมื่อไทรโลไบต์ได้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นของยุคแคมเบรียนก็เกิดการแตกแขนงเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว และแผ่ขยายแพร่พันธุ์ไปกว้างขวาง เนื่องด้วยความหลากหลายในสายพันธุ์และมีเปลือกกระดองที่ง่ายต่อการกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์ จึงได้พบเป็นซากดึกดำบรรพ์ได้มากกว่า 17,000 ชนิดในช่วงตลอดมหายุคพาลีโอโซอิก ไทรโลไบต์มีความสำคัญในการวิจัยทางด้านการลำดับชั้นหินทางชีวภาพ บรรพชีวินวิทยา และเพลทเทคโทนิก ไทรโลไบต์ถูกจัดให้อยู่ในไฟลัมอาร์โธรโพดา ไฟลัมย่อยชีสโซราเมีย อยู่ในเหนือชั้นอะราชโนมอร์ฟา (เทียบเคียงได้กับ อะราชนาต้า) แต่ก็พบว่ามีผู้จัดจำแนกที่แตกต่างไปจากนี้ ไทรโลไบต์ต่างชนิดกันก็มีรูปแบบการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป บางกลุ่มก็อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล อาจเป็นนักล่า กินของเน่า หรือดูดกรองอาหารจากน้ำทะเล บางกลุ่มก็ดำรงชีวิตด้วยการว่ายน้ำและกินแพลงตอนเป็นอาหาร การดำรงชีวิตทั้งหลายก็จะคล้ายกับสัตว์ทะเลปัจจุบันที่อยู่ในไฟลั่มนี้ทั้งหลายยกเว้นไม่เป็นพวกพาราสิต ไทรโลไบต์บางกลุ่ม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่อยู่ในวงศ์โอลีนิดา) ถูกเข้าใจว่าได้วิวัฒนาการมีความสัมพันธ์แบบซิมไบโอติกกับแบคทีเรียที่กินกำมะถันจากอาหารที่ตนได้รับมา การสูญพันธุ์ของไทรโลไบต์ยังไม่มีเหตุผลอธิบายได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าพวกมันได้เผชิญกับเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งย่อยหลายๆ ครั้ง เช่นในช่วงกลางของยุคแคมเบรียนที่ไทรโลไบต์หลายอันดับมีองค์ประกอบของโปรโซปอนแบบเอลิเมนทารี และพายกิเดียมขนาดเล็กอาจจะเกี่ยวข้องกับการมีจำนวนเซฟาโลพอดเพิ่มขึ้นก็ได้ ไทรโลไบต์อยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องเลือกพัฒนาร่างกายด้านการป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ไทรโลไบต์มีความสามารถม้วนลำตัวให้เป็นทรงกลม รวมทั้งการพัฒนาแผ่นคิวติเคิลให้หนาขึ้นด้วย เหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งต่อมาก็ได้เกิดขึ้นที่ช่วงรอยยุคดีโวเนียนกับยุคคาร์บอนิเฟอรัส กล่าวคือเมื่อสิ้นสุดยุคดีโวเนียนไทรโลไบต์ทุกอันดับเกิดการสูญพันธุ์ไปหมดสิ้น ยกเว้นไทรโลไบต์ในอันดับ “โปรเอตทิดา” และได้ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่อันดับเดียวไปหลายล้านปีไปจนตลอดยุคคาร์บอนิเฟอรัสต่อเนื่องไป จนสูญพันธุ์ไปหมดสิ้นเมื่อสิ้นยุคเพอร์เมียนปพร้อมๆกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกหลายชนิด เป็นสิ่งที่ยังไม่ทราบว่าทำไมจึงเหลือไทรโลไบต์อันดับโปรเอตทิดาเพียงอันดับเดียวที่รอดพ้น อาจเป็นเพราะมันอาศัยอยู่ในทะเลลึก […]

“คลองแสนแสบ” ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร จะเป็นเพราะยุงกัดจนแสบแบบที่ว่ากันหรือไม่ !?

คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ขุดขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ด้วยพระราชประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์ กำลังรบ และเสบียงอาหารไปยังญวน (เวียดนาม) ในราชการสงครามไทย-ญวน ซึ่งใช้เวลารบนานถึง 14 ปี ใน คือ อานามสยามยุทธ สำหรับที่มาของชื่อคลองแสนแสบนั้น มีข้อสันนิษฐานต่างๆ มากมายเช่น… 1. ว่ากันว่าชื่อคลองที่เรียกว่า “แสนแสบ” นั้นเพราะยุงชุม โดยมีหลักฐานจากบันทึกการเดินทางของนักสำรวจชาวอังกฤษชื่อนาย ดี.โอ. คิง ความว่า “…คลองนี้ยาวถึง 55 ไมล์ เชื่อมนครกรุงเทพฯ กับแม่น้ำบางปะกง บริเวณที่ราบชนบท… คนพื้นเมืองเป็นคนเชื้อสายมาเลย์… ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่ก็ตาม มือข้างหนึ่งจะต้องใช้ปัดยุงเสมอ …” 2. เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาเขมรว่า “แสสาบ” เพราะในสมัยหนึ่งคนไทยเคยเรียกทะเลว่า “เส” หรือ “แส” ส่วนคำว่า “สาบ” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “จืด” คำนี้คนไทยยืมมาใช้เรียกทะเลน้ำจืดว่า “ทะเลสาบ” อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น […]

“อึ่งผี” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่พบครั้งแรกในประเทศไทย และถูกจับกินตั้งแต่ยังเป็น “ลูกอ๊อด”

อึ่งผี หรือ อึ่งกรายลายเลอะ หรือ อึ่งกรายหมอสมิธ (Smith’s litter frog) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Leptobrachium smithi สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ในวงศ์อึ่งกราย (Megophryidae) ถูกค้นพบครั้งแรกที่ต้นน้ำตกพลู บนเขาช่อง จังหวัดตรัง เมื่อปี ค.ศ. 1999 และถูกตั้งชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ มัลคอล์ม อาเธอร์ สมิธ นักวิทยาสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกชาวอังกฤษ ที่เข้ามาศึกษาสัตว์ประเภทนี้ในประเทศไทยและคาบสมุทรมลายู อึ่งผี มีลักษณะเด่นคือ ดวงตาด้านบนมีสีแดงหรือส้มเหลืองวาว ตาโปน หัวมีขนาดใหญ่กว่าลำตัว ขาค่อนข้างสั้น ผิวหนังด้านหลังมีลายสีเข้มบนพื้นมีเทา ส่งเสียงร้องดังคล้ายเสียงเป็ดและไม่เกรงกลัวมนุษย์ ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกกลัว จึงเป็นที่มาของชื่อ “อึ่งผี” ส่วนคนท้องถิ่นเรียกชื่อตามเสียงร้องว่า “ย่าก๊าบ” แพร่กระจายพันธุ์ตั้งแต่แนวป่าตะวันตกของประเทศไทยจนถึงแหลมมลายู ตั้งแต่ภาคใต้ของไทยลงไป และพบได้จนถึงเกาะลังกาวี ในประเทศมาเลเซีย โดยส่วนใหญ่มักพบอยู่ในบริเวณพื้นป่า และบริเวณใกล้ลำธารในป่าดิบแล้งถึงป่าดิบเขา ปัจจุบันอึ่งผีได้ลดปริมาณลงมาก เนื่องจากคนท้องถิ่นนิยมจับลูกอ๊อดของอึ่งผี ซึ่งถือว่าเป็นลูกอ๊อดที่มีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดทั่วไปพอสมควร นำมาทำเป็นอาหาร และยังเผชิญกับปัญหาการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย เพราะการขยายตัวของพื้นที่ชุมชนอีกด้วย

“ขาวมณี” แมวไทยที่เพิ่งถือกำเนิดในต้นยุครัตนโกสินทร์ และไม่มีบันทึกในสมุดข่อย

จากตำราสมุดข่อยโบราณที่ได้กล่าวถึงแมวไทยไว้ 23 ชนิด ซึ่งเป็นแมวดีให้คุณ 17 ชนิด และแมวร้ายให้โทษ 6 ชนิด แมวไทย (วิฬาร) ที่ยังเหลือให้พบเห็นในปัจจุบันนี้มี 6 ชนิดคือ วิเชียรมาศ สีสวาด ศุภลักษณ์ โกญจา ขาวมณี และแซมเสวตร แต่แท้จริงแล้วในสมุดข่อยโบราณได้กล่าวถึงแมวไทยว่ามีทั้งหมด 23 สายพันธุ์ แบ่งออกเป็นแมวให้คุณ 17 ชนิด และ แมวร้ายให้โทษอีก 6 ชนิด แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีแมวอีกบางส่วนที่ไม่ถูกบันทึกอยู่ในสมุดข่อย แต่ก็ได้รับยกย่องให้เป็นแมวไทยโบราณเช่นกัน และหนึ่งในนั้นคือ “แมวขาวมณี” แมวขาวมณี หรือ ขาวปลอด เป็นสายพันธุ์ที่พบเห็นได้มากสุดในปัจจุบัน เป็นแมวไทยโบราณที่ไม่ได้มีบันทึกไว้ในสมุดข่อย จึงเชื่อว่าเป็นแมวที่เพิ่งกำเนิดในต้นยุครัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 แมวชนิดนี้เป็นที่โปรดปราณมาก ทั้งยังได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นแมวที่ค่อนข้างเชื่อง ชอบอยู่ติดบ้าน เหมาะสำหรับการเลี้ยงเป็นเพื่อนได้เป็นอย่างดี แมวขาวมณีนั้นมีลักษณะเด่นคือสีขนขาวสะอาด มีขนสั้น แต่หนานุ่ม รูปร่างลำตัวยาวขาเรียว ทรงเพียวลม ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป หัวไม่กลมโต แต่เป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายหัวใจ […]

keyboard_arrow_up