NASA เผยภาพวัตถุนอกโลกรูปร่างคล้ายสโนว์แมน แถมพบไกลที่สุดเท่าที่เคยสำรวจมา

เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่าบนทวิตเตอร์ @NASA ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายระยะใกล้แบบชัดเจนของ Ultima Thule ซึ่งเป็นวัตถุนอกโลกที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมา อยู่ห่างจากดาวพลูโตไปไกลกว่าพันล้านไมล์ โดยถูกถ่ายได้จากยานสำรวจนิวฮอไรซอนส์ (New Horizons) ที่ทำการบินผ่านเมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา โดยวัตถุดังกล่าว มีลักษณะเป็นวัตถุเย็นทรงกลม 2 ก้อน ประกอบติดกันรวมเป็นหนึ่ง รูปร่างคล้ายกับสโนว์แมน หรือตุ๊กตาหิมะ มีความสูง 33 กิโลเมตร ด้าน อลัน สเติร์น วิศวกรหัวหน้าทีมสำรวจและตรวจสอบประจำยานอวกาศนิวฮอไรซอนส์ เผยว่า ทางทีมได้ติดตามสำรวจวัตถุดังกล่าวในความมืดที่ไกลสุดขอบระบบสุริยะ ที่ความเร็ว 32,000 ไมล์ ต่อชั่วโมง กระทั่งยานทำการบินเฉียดที่ความใกล้ในระยะ 3,540 กิโลเมตร ซึ่งนับว่าเป็นการสำรวจวัตถุที่อยู่ไกลที่สุดที่เคยมีการสำรวจมา และสามารถบันทึกภาพของวัตถุชิ้นนี้มาได้ นับเป็นความสำเร็จที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แซวยับ!! ชาวเน็ตโชว์เกรียนเน้นๆ หลังนาซาเผยภาพถ่ายดาวอังคาร

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวประวัติศาสตร์ที่สร้างความฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์อย่างมาก เมื่อทีมงานองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซา ที่ห้องปฏิบัติการ JPL เมืองพาซาเดนา รัฐแคลิฟอร์เนีย ฉลองกันอย่างปลาบปลื้ม หลังควบคุมยานสำรวจอินไซต์ (InSight lander) ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารได้สำเร็จ หลังเดินทางจากโลกไปนาน 6 เดือน ระยะทาง 482 ล้านกิโลเมตร และได้ส่งภาพถ่ายของพื้นผิวดวงดาวกลับมาให้เป็นขวัญกำลังใจกับทีมงาน ที่ทุ่มเทเพื่อโครงการนี้มาเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้จะได้รับความสนใจและชื่นชมจะผู้คนทั่วโลกอย่างมาก แต่ขณะเดียวกันก้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องภารกิจสำรวจอวกาศนี้สักเท่าไหร่ แถมยังโชว์เกรียนด้วยการทำมีม (MEME) ออกมาล้อเลียนภารกิจนี้ซะไม่มีชิ้นดี ส่วนจะเป็นภาพแบบไหนนั้น เราลองมาชอมไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่า ที่มา – boredpanda.com

นาซานำยานสำรวจลงจอดบนดาวอังคารสำเร็จ พร้อมเริ่มภารกิจต่ออีก 2 ปี

ยานสำรวจดาวอังคารขององค์การนาซาที่ชื่อว่า InSight ลงจอดบนพื้นผิวของดาวอังคารอย่างปลอดภัย เพื่อเริ่มภารกิจนาน 2 ปี โดยถือเป็นยานลำแรกที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อขุดสำรวจชั้นในของดาวเคราะห์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับโลกมากที่สุด ท่ามกลางความดีใจของสมาชิกทีมควบคุมภารกิจ ที่พากันตบมือดีใจและส่งเสียงเชียร์ด้วยความโล่งใจ หลังได้รับข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ายานอวกาศลำนี้ประสบความสำเร็จในการผ่านชั้นบรรยากาศและลงจอดบนพื้นผิวของดาวอังคารได้อย่างปลอดภัย บรรดาวิศวกรที่ห้องวิจัยพลังงานขับดันหรือ JPL ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับนครบลอสแองเจลิสของสหรัฐ บอกว่า ความสำเร็จในการนำยานลงจอด ได้รับการยืนยันโดยสัญญาณที่ส่งมายังโลก จากหนึ่งในดาวเทียมขนาดจิ๋ว 2 ดวง ที่ได้รับการปล่อยตัวสู่ห้วงอวกาศไปพร้อมกับยาน InSight และโคจรผ่านดาวอังคารเมื่อยานเดินทางถึงชั้นบรรยากาศของดาวอังคารก่อนช่วงตี 3 (27 พ.ย.)ที่ผ่านมาตามเวลาเมืองไทย ภารกิจในการนำยานลงจอดบนดาวอังคารครั้งนี้ ใช้เวลาเดินจากโลก 6 เดือน บนระยะทาง 548 ล้านกิโลเมตร หลังปล่อยยานจากฐานปล่อยจรวจในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลายนาทีหลังยานลงจอด บรรดาเจ้าหน้าที่ควบคุมห้องปฏิบัติการ JPL ได้รับภาพถ่ายแรกที่ส่งมาจากยานสำรวจ ซึ่งเป็นภาพถ่ายที่เผยให้เห็นฝุ่นจากสภาพแววล้อมบนพื้นผิวของดาวอังคาร ทั้งนี้ ยาน InSight ซึ่งมีน้ำหนัก 360 กิโลกรัม ถือเป็นก้าวสำคัญของภารกิจขสำรวจดาวอังคารแห่งศตวรรษที่ 21 โดยนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา มีการส่งยานอวกาศไปปฏิบัติภารกิจบนดาวอังคารมาแล้วเกือบ 24 ลำ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี […]

แปลกแต่จริง!! นาซ่ายืนยัน น้ำแข็งขั้วโลกทรงสี่เหลี่ยมเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

จากกรณีที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซ่าได้มีการเผยภาพของภูเขาน้ำแข็งยักษ์ก่อนหนึ่งได้แตกออกจากแผ่นน้ำแข็งลาร์เซ็นซี (Larsen C) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชั้นน้ำแข็งยาวในแถบตะวันตกเฉียงเหนือของทะเล Weddell ไปตามชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสมมาตรนั้น ล่าสุดทางนาซ่าได้ออกมาเปิดเผยคลิปวิดิโอที่ถ่ายจากมุมสูงในระหว่างภารกิจโครงการ Ice Bridge ที่ดำเนินการสำรวจน้ำแข็งขั้วโลกของนาซ่า เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่าก้อนน้ำแข็งดังกล่าวมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยนผืนผ้าแบบ tabular iceberg หรือโต๊ะน้ำแข็ง นอกจากนี้ด้านนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ยังบอกอีกว่า แม้แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนัก มันแปลว่าโลกของเรากำลังอุณภูมิกำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภารกิจประวัติศาสตร์!! นาซ่าเตรียมส่งยานสำรวจดวงอาทิตย์ระยะใกล้ 11 สิงหานี้

อาจที่เราๆ คงจะทราบกันดีๆ ว่าความร้อนจากดวงอาทิตย์นั้นมีอุณหภูมิสูงมากจนไม่อาจจะมีใครอยู่อาศัย หรือแม้แต่เข้าใกล้ได้ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้เปิดเผยภารกิจครั้งประวัติศาตร์อย่างการส่งยานสำรวจชื่อ Parker Solar Probe ขึ้นไปสำรวจดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้พื้นผิวมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยกำหนดการณ์ครั้งประวัติการณ์นี้จะมีขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม 2561 และนับเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญมาก ที่จะทำให้เรามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับดวงอาทิตย์มากกว่าที่เคย สำหรับยาน Parker Solar Probe นั้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Living with a Star Program ของทาง NASA ซึ่งดูแลจัดการโดยศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ด ในกรีนเบลต์ รัฐแมริแลนด์ ทางตะวันออกของสหรัฐฯ ถูกออกแบบให้สามารถป้องกันคลื่นความร้อนสูงเป็นพิเศษ ร่วมกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่จะทำให้ยานไม่ถูกความร้อนจากดวงอาทิตย์ทำลายเผาไหม้ โดยตัวยานจะถูกส่งตรงเข้าไปยังชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์บริเวณที่เรียกว่า Corana ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ถัดจากชั้นโครโมสเฟียร์ อยู่ที่ระยะห่างจากพื้นผิวประมาณ 6.4 ล้านกิโลเมตร และเป็นระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมา ที่มา – twitter.com/NASA/

นาซ่าเตรียมส่ง ‘ยานสำรวจ’ เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์

สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “องค์การนาซ่า” (์NASA) เตรียมส่งยานสำรวจ “พาร์คเกอร์ โซลาร์ โพร้บ” (Parker Solar Probe) เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ที่ระยะห่าง 6.1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นระยะที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ รายงานข่าวระบุว่า การส่งยานอวกาศแบบไร้มนุษย์ที่มีชื่อว่า พาร์คเกอร์ โซลาร์ โพร้บ (Parker Solar Probe) ลำนี้ จะมีขึ้นที่แหลมคานาเวอรัล ในมลรัฐฟลอริด้าของสหรัฐฯในวันที่ 11 ส.ค. 61 นี้ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรขององค์การนาซ่า ใช้เวลาเตรียมภารกิจครั้งนี้มายาวนานกว่า 7 ปี ขณะที่ตัวยานถูกออกแบบให้มีขนาดเท่ากับรถยนต์ขนาดเล็กซึ่งมีการติดตั้งกล้องและอุปกรณ์หลายอย่างสำหรับเก็บข้อมูลจากการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ครั้งนี้ ส่งกลับมายังโลก ก่อนหน้านี้เมื่อปี ค.ศ.1976 หรือเมื่อ 42 ปีก่อน นาซ่าเคยส่งยานอวกาศ “เฮลิโอส 2” เข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ที่ระยะห่างราว 43 ล้านกิโลเมตร ขณะที่การส่งยานสำรวจรอบใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น จะสามารถเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ได้มากกว่าเดิมถึงกว่า 7 เท่าตัว แม้ตัวยานจะต้องเผชิญกับความร้อนหลายพันองศาเซลเซียสจากดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนโครงการนี้ขององค์การนาซ่ามากกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ […]

รวม 7 ภาพถ่ายทางอากาศจากนาซ่า ที่ยืนยันว่าโลกได้รับผลกระทบจาก ‘ภาวะโลกร้อน’ แค่ไหน

อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวที่คนจำนวนไม่น้อยละเลยไป หรืออาจจะสนใจเพียงแค่สภาพอากาศรอบตัวที่ร้อนขึ้นกว่าปกติเท่านั้น แต่หากลองมองออกไปให้ไกลกว่านั้น หรือมองจากมุมที่ปกติเราไม่มีโอกาสได้เห็นสักเท่าไหร่ เช่นมองลงมาจากบนฟ้า และเปรียบเทียบภาพที่เห็นในวันนี้กับภาพในอีกเมื่อหลายสิบปีก่อน เราจะเห็นได้ว่า…โลกที่เราอาศัยอยู่นั้น เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด พื้นที่น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ถูกถ่ายระหว่างกันยายน 1984 – กันยายน 2016 ซึ่งลดลงจาก 718,000 ตารางไมล์เหลือเพียง 42,000 ตารางไมล์ การลดลงของแนวธารน้ำแข็งที่ชายฝั่งในแอนตาร์กติกา ความแตกต่างระหว่างน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะ Ellesmere Island ในแคนาดาระหว่างปี 2004 กับ 2015 ภาพของทะเลสาบ Mead ที่ถ่ายไว่เมื่อปี 1982 แต่เมื่อถึงปี 2010 พบว่าน้ำมันลดไปมากจนน่าใจหาย ลองเปรียบเทียบพื้นที่ป่าในประเทศบราซิลระหว่างปี 1984 กับ 2011 ดูสิ ภาพระดับน้ำในทะเลสาบ Proctor ที่ลดลงไปอย่างน่าใจหาย สภาพแผนที่อากาศที่แสดงความแห้งแล้งของป่าในจอร์เจีย ที่มา – viralnova.com

มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่?! ‘นาซ่า’ แถลงพบ ‘สารอินทรีย์’ บนดาวอังคาร

นาซ่า ค้นพบ “สารอินทรีย์” บนพื้นผิวดาวอังคาร ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่ชี้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่บนดาวอังคาร องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซ่า เปิดเผยว่า ยานสำรวจคิวริออซิตี้ ซึ่งเป็นยานสำรวจของนาซ่าได้ค้นพบสารอินทรีย์บริเวณใต้พื้นแอ่งซึ่งอยู่ลึกลงไป 5 เซ็นติเมตร และบริเวณแอ่งดังกล่าวเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน และมีอายุราว 3,500 ล้านปี โดยสารอินทรีย์ที่พบนั้นถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า บนดาวอังคารอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่   นอกจากนี้ ยานสำรวจคิวริออซิตี้ยังตรวจพบก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลบนดาวอังคารด้วย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ชี้ว่าบนดาวอังคารอาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากก๊าซมีเทนเกิดจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ดี เหล่านักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าโมเลกุลอินทรีย์ที่พบบนดาวอังคารนั้นอาจเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งอาจไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งชีวิตเลยก็ได้ โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าในเวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโมเลกุลอินทรีย์ที่พบนั้นก่อตัวขึ้นด้วยกระบวนการทางชีวภาพ.

พบดาวเคราะห์ดวงใหม่ ‘เคปเลอร์ ไนน์ตี้ ไอ’ มีจำนวน 9 ดวงเทียบเท่าระบบสุริยะ

นาซ่าค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ชื่อว่า “เคปเลอร์ ไนน์ตี้ ไอ” (Kepler-90i) เป็นดาวเคราะห์หินดวงเล็กๆ ที่มีความสำคัญมาก เพราะเดิมทีนาซ่าคิดว่าระบบดาวเคราะห์ที่สังกัดอยู่ มีดาวอยู่แค่ 8 ดวง พอเจอเพิ่มอีก 1 ดวงทำให้ระบบดาวเคราะห์แห่งนี้มีจำนวนดาวเทียบเท่าระบบสุริยะของโลกพอดี ย้อนถึงระบบดาวเคราะห์ เคปเลอร์ ไนน์ตี้ (Kepler-90) นักดาราศาสตร์รู้จักระบบดาวเคราะห์แห่งนี้มาสักพักแล้ว แต่รู้แค่ว่ามีดาวฤกษ์ 1 ดวง กับดาวเคราะห์ 7 ดวง รวมเป็น 8 ดวง แต่ล่าสุดค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ทำให้รวมทั้งหมดเป็น 9 ดวง เคปเลอร์ ไนน์ตี้จึงกลายเป็นระบบดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยค้นพบมา และที่สำคัญมีจำนวนดาวเท่ากับระบบสุริยะของโลกด้วย (ดวงอาทิตย์ 1 + ดาวเคราะห์ 8 (ไม่รวมพลูโต) = 9 ดวง) ระบบดาวเคราะห์ เคปเลอร์ ไนน์ตี้ อยู่ห่างจากระบบสุริยะของเรา 2,545 ปีแสง หรือหมายถึงถ้าเดินทางด้วยความเร็วแสงจะใช้เวลา 2,545 ปี ถึงจะเดินทางมาถึงหมาย […]

ก้าวไปอีกขั้น! ออสเตรเลียประกาศตั้ง ‘สำนักงานอวกาศ’ ของตัวเอง เพื่อศึกษา-พัฒนา

อีกหนึ่งความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์อวกาศ ออสเตรเลียออกมาประกาศว่าเตรียมจัดตั้งสำนักงานอวกาศของตัวเอง เพื่อส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาเรื่องอวกาศ นายไซมอน เบอร์มิงแฮม รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของออสเตรเลีย แถลงกลางงานประชุมการบินอวกาศระหว่างประเทศ ที่มีบุคลากรในแวดวงอวกาศกว่า 4 พันคนจากทั่วโลกเข้าร่วม โดยบอกว่ารัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้มาซักระยะหนึ่งแล้ว และคิดว่าการตั้งสำนักงานอวกาศจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านการศึกษาและส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบัน อุตสาหกรรมอวกาศเติบโตเร็วมาก แต่ทางรัฐบาลยังไม่ได้กำหนดว่าจะจัดสร้างขึ้นที่ไหน งบประมาณเท่าไหร่ คาดว่ารายละเอียดน่าจะชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ในปัจจุบัน มีสำนักงานอวกาศที่จัดตั้งโดยรัฐบาล 71 ประเทศ ในจำนวนนี้ มี 6 ชาติที่มีศักยภาพในการปล่อยจรวด ยานอวกาศหรือดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ และออกไปสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก ได้แก่ อินเดีย ยุโรป จีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และรัสเซีย แต่มีแค่ 3 ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์อวกาศออกไปพร้อมกับยานอวกาศ คือรัสเซีย จีน และองค์การนาซาของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสำนักงานอวกาศที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1958.

ปิดฉากภารกิจ ‘ยานกัสซีนี–เฮยเคินส์’ 13 ปี! ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศจนหลอมละลาย

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 ก.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) ยานกัสซีนี–เฮยเคินส์ (Cassini–Huygens) ที่ทำหน้าที่สำรวจดาวเสาร์ และดาวบริวารมายาวนานกว่า 13 ปีจะปิดฉากภารกิจด้วยการดิ่งลงไปในชั้นบรรยากาศดาวเสาร์ ขณะที่ชาวเน็ตทั่วโลกพากันใช้แฮชแท็กกัสซีนีบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย องค์การนาซ่า เปิดเผยวิธีที่จะใช้ทำลายยานสำรวจอวกาศ คือการลดระดับวงโคจรจนยานดิ่งลงไปในชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์ และระหว่างนั้นก็จะใช้งานจนวินาทีสุดท้าย ด้วยการให้ยานเก็บข้อมูลดาวเสาร์ส่งกลับมาแบบเรียลไทม์เผื่อจะพบอะไรใหม่ๆ แต่คาดว่าน่าจะทำได้แค่ 5-6 นาทีก่อนที่สัญญาณจะขาดหายไป เพราะยานจะค่อยๆ หลอมเหลวไปจนหมด โดยคาดว่าจะขาดการติดต่อกันในเวลา 19.55 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ยานกัสซีนี–เฮยเคินส์ เดินทางไปสำรวจดาวเสาร์และดาวบริวารมานาน 13 ปีแล้ว ตอนแรกนาซ่าจะใช้สำรวจเพียง 3 ปี แต่ก็ต่ออายุโครงการมาเรื่อยๆ เพราะเห็นว่ากัสซีนีก็ยังใช้การได้ดี สิ่งที่มนุษยชาติได้ค้นพบผ่านกัสซีนีก็มีมากมาย เช่น ภาพถ่ายดวงจันทร์หลายๆ ดวงของดาวเสาร์, ภาพวงแหวนดาวเสาร์ระยะประชิด, แต่ที่สำคัญที่สุดคือหลักฐานที่ว่าบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส อาจจะมีสิ่งมีชีวิต ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่าเปลี่ยนกรอบความคิดพวกเขาใหม่หมดว่าในพื้นที่ที่ห่างไกลดวงอาทิตย์ได้ขนาดนั้นก็อาจจะยังมีสิ่งมีชีวิตได้อยู่ ชาวเน็ตที่ตามข่าวนี้ก็พากันใช้แฮชแท็ก #GrandFinale (กัสซีนี แกรนด์ ฟินาเล่) และ #GoodbyeCassini (กู๊ดบาย กัสซีนี) เพื่อร่วมจดจำวีรกรรมของยานลำนี้และความสำเร็จของมนุษยชาติเอาไว้ ส่วนใครที่อยากชมวินาทีสุดท้ายของกัสซีนีแบบสดๆ รับชมได้ผ่านช่องยูทูปของนาซ่า.

อดีตนักดาราศาสตร์เตือนนาซ่า ทำผิดใหญ่หลวงคิดติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะมันคือ ‘หายนะ’

แฟรงค์ เดรค (Frank Drake) อดีตนักดาราศาสตร์ชื่อดังซึ่งเคยทำงานในโครงการ “ค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” ให้กับ สำนักงานบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซ่า) ออกโรงเตือนโดยระบุว่า นาซ่ากำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่พยายามติดต่อกับ “พวกต่างดาว” พร้อมย้ำว่าการติดต่อกับอารยธรรมนอกโลก จะนำมาซึ่ง “หายนะ” สำหรับมวลมนุษยชาติ ก่อนหน้านี้ เดรค เคยเป็นผู้ออกแบบ “แผนที่ฉบับพิเศษ” แนะนำเส้นทางให้พวกต่างดาวเดินทางมายังโลก โดยที่แผนที่ที่เดรคออกแบบนี้ได้ถูกนำขึ้นไปปล่อยในอวกาศด้วยยานอวกาศของนาซ่า 2 ลำ คือ ยาน วอยยาเจอร์ 1 และ วอยยาเจอร์ 2 อย่างไรก็ดี เดรค ยอมรับว่าแผนที่ที่เขาออกแบบไว้ดังกล่าว รวมถึงความพยายามอย่างไม่ลดละของนาซ่า ในการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว อาจนำมาซึ่งหายนะครั้งเลวร้าย เพราะไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่า พวกมนุษย์ต่างดาวจะมีความเป็นมิตรกับมนุษย์ เหมือนกับในภาพยนตร์เรื่อง “อี.ที.” ทั้งนี้ เดรค ไม่ใช่คนแรกที่ออกโรงเตือนนาซาถึงอันตรายจากการติดต่อกับพวกต่างดาว เพราะก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกอย่าง “สตีเฟ่น ฮอว์กิง” เคยออกโรงเตือนให้มนุษย์หลีกเลี่ยงการติดต่อสื่อสารใดๆ กับสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยระบุมนุษย์อาจถูกล้างเผ่าพันธุ์จนสูญสิ้น และโลกอาจต้องตกเป็น “อาณานิคม” ไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พวกอินเดียนแดงพื้นเมืองในทวีปอเมริกา ได้เผชิญหน้ากับคนผิวขาวที่เป็นพวกนักสำรวจจากยุโรป

เอ็นดูวส์!! นาซ่า ตอบกลับ ‘หนูน้อย 9 ขวบ’ เขียน จม.สมัครงาน ‘เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก’

จากกรณีที่ นาซ่าเปิดรับสมัครงานตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก” โดยมีผลตอบแทนเป็นเงินเดือนสูงถึงเดือนละ 5 แสนบาทนั้น (ตู้หูวส์… นาซ่า เปิดรับ ‘เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก’ เงินเดือนครึ่งล้าน!) ล่าสุดสื่อนอกเผยจดหมายสมัครงานสุดน่ารัก จากหนูน้อย Jack Davis วัย 9 ขวบ ที่ต้องการสมัครงานในตำแแหน่ง เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก มาพร้อมคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุด โดยจดหมายสมัครงาน Jack Davis บอกว่า เขามีคุณสมบัติที่เหมาะสม เพราะเขาดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโลก และมนุษย์ต่างดาวเยอะ อีกทั้งเขาเป็นเด็กมีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ อย่างไรก็ดี ภายหลังที่ Jack Davis เขียนจดหมายเสร็จต้องได้รับการยินยอมจากครอบครัว และพวกเขาก็พร้อมสนับสนุน และนำจดหมายนี้โพสต์ถึงนาซ่า และแล้วทางนาซ่า ได้ตอบรับจดหมายฉบับนี้ของ Jack Davis โดยพวกเขาทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “ในนาซ่าเรารักที่จะสอนเด็กเกี่ยวกับอวกาศ และสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาเป็นนักสำรวจรุ่นต่อไป” Jim Green ผู้อำนวยการ Planetary Science ของ NASA ตอบจดหมาย อย่างไรก็ดี สำหรับ “เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก” ที่องค์การนาซ่ากำลังเปิดรับสมัครอยู่ […]

ตู้หูวส์… นาซ่า เปิดรับ ‘เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก’ เงินเดือนครึ่งล้าน!

นาซ่าเปิดรับสมัครงานตำแหน่งสุดพิเศษที่มีเพียงตำแหน่งเดียวแถมชื่อฟังดูเท่สุด ๆ คือ “เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก” โดยมีผลตอบแทนเป็นเงินเดือนสูงถึงเดือนละ 5 แสนบาท ชื่อตำแหน่งต้องยอมรับว่าเท่ไม่เบา สำหรับ “เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ดาวโลก” ที่องค์การนาซ่ากำลังเปิดรับสมัครอยู่ หน้าที่หลัก ๆ ก็คือการเฝ้าระวังไม่ให้ยานสำรวจอวกาศเผลอพาจุลินทรีย์หรือองค์ประกอบทางชีวภาพบนโลกออกไปปนเปื้อนดวงดาวต่าง ๆ ที่เราเดินทางไปสำรวจ และป้องกันไม่ให้ยานสำรวจที่กลับมาจากต่างดาวนำสิ่งเหล่านี้กลับมาปนเปื้อนชีวมณฑลบนโลกเช่นกัน นอกจากนี้ ก็ยังต้องให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลความปลอดภัยภารกิจสำรวจอวกาศ และกำกับดูแลนักบินอวกาศและหุ่นยนต์ในภารกิจสำรวจให้ทำตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด งานจริงจังแบบนี้นาซ่ามีเงินเดือนตอบแทนให้ในกรอบ 350,000-500,000 บาท ขอเพียงมีประสบการณ์กว้างขวางในด้านวิศวกรรมและรักการเดินทางก็สมัครได้ แต่ต้องเป็นพลเรือนอเมริกันเท่านั้น นาซ่าเปิดรับสมัครแค่ตำแหน่งเดียวถึงวันที่ 14 สิงหาคมนี้.

ใหญ่สุดในรอบปี 60!! เผยภาพซูเปอร์ไต้ฝุ่น ‘โนรู’ ความแรงระดับ 5 ที่จ่อเข้าฝั่งญี่ปุ่นสัปดาห์นี้

กลายเป็นอีกหนึ่งภาพที่ถูกแชร์และถูกจับตาเป็นอย่างมากในเวลานี้ เมื่อองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ได้เผยภาพ ผ่านทางทวิตเตอร์ @Nasa ซึ่งเป็นภาพถ่ายทางอากาศจากสถานีอวกาศนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความใหญ่ของ พายุไต้ฝุ่นโนรู (Noru) ที่สามารถเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ห่างจากโลกถึง 250 ไมล์ และอาจได้ชื่อว่าเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดในโลกในขณะนี้ด้วย จากข้อมูลเบื้องต้อนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นโนรู กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีความเร็วลม 256 กม./ชม. ซึ่งจัดเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นระดับ 5 ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับเฮอริเคนระดับ 2 รวมทั้งได้มีการคาดการณ์ว่าพายุดังกล่าวอาจขึ้นฝั่งบริเวณทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายสัปดาห์นี้ และจะสร้างความเสียหายในพื้นที่ที่มันพัดผ่านอย่างมาก ที่มา – twitter.com/NASA

‘นาซ่า’ ปฏิเสธข่าวลือ ยังไม่มีการค้นพบ ‘เอเลี่ยน’ ตามที่ ‘กลุ่มแฮคเกอร์แอนโนนิมัส’ กล่าวอ้าง (คลิป)

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซ่า) ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ ระบุว่า นาซ่าเตรียมประกาศข่าวการค้นพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรือ เอเลี่ยน โดยด็อกเตอร์โธมัส เซอร์บูเช่น นักวิทยาศาสตร์จากนาซ่า ก็ได้ออกมายืนยันผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และนาซ่าก็ยังไม่พบหลักฐาน ที่ชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลกในขณะนี้ ข่าวลือที่ว่านี้มีขึ้นราว 2 ถึง 3 วันที่ผ่านมา หลังกลุ่มแฮคเกอร์แอนโนนิมัน ซึ่งเป็นกลุ่มแฮคเกอร์ชื่อดัง ได้เผยแพร่คลิปที่มีความยาวราว 12 นาที ที่ระบุว่าองค์การนาซ่ากำลังเตรียมประกาศข่าวการค้นพบสิ่งมีชีวิตนอกโลกให้คนทั่วโลกได้ทราบในเร็วๆนี้ ซึ่งข่าวลือดังกล่าวก็ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างสนใจและตื่นเต้นรอการแถลงข่าวของนาซ่า โดยในคลิปวีดีโอนี้ กลุ่มแฮคเกอร์แอนโนนิมัสยังได้อ้างอิงถึงข่าวการค้นพบระบบสุริยะจักรวาลใหม่ที่มีชื่อ “แทรปปิสต์ วัน” ขององค์การนาซ่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยในระบบสุริยะจักรวาลใหม่นี้จะมีดาว ที่มีลักษณะเหมือนกับโลกถึง 7 ดวง และอยู่ห่างจากไกลโลกเพียง 39 ปีแสง.

ไม่ใช่แค่บนโลกที่มีปัญหามลพิษ แม้แต่นอกโลกก็ยังถูกปกคลุมด้วย ‘ขยะอวกาศ’ จากฝีมือมนุษย์

ถึงจะดูเป็นปัญหาที่น่าจะมีแต่บนโลกเราเท่านั้น แต่จากข้อมูลของดูเหมือนขยะจะไม่ใช่แค่ปัญหาใหญ่เฉพาะในโลกของเราเท่านั้น เพราะจากข้อมูลขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ที่เฝ้าสำรวจปริมาณขยะอวกาศมาตั้งแต่ปี 1957 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีขยะที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนจรวด และยานดาวเทียมที่หมดอายุ รวมแล้วมากกว่า 20,000 ชิ้น แถมยังมีเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วน ปกคลุมโลกของเราอยู่ ถึงจะดูไม่น่าเป็นอันตราย และหลายคนเชื่อว่าความร้อนจากชั้นบรรยากาศจะสามารถเผาไหม้ขยะเหล่านี้จะหมดได้ แต่จากข้อมูลของ Dr.Stuart Grey ระบุว่า แม้จะมีขยะบางส่วนที่ตกมายังโลกและถูกเผาไหม้จะไม่เหลือซาก แต่ขยะส่วนใหญ่ยังคงโคจรอยู่รอบโลก และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วมากถึง 27,353 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกส่งออกไปทำงานในอวกาศได้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าขยะเหล่านี้จะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความพยายามที่จะสำรวจอวกาศของมนุษย์ที่มีเพิ่มมากขึ้น ที่มา – Youtube.com / Stuart Grey

รวม 7 ภาพถ่ายทางอากาศจากนาซ่า ที่ยืนยันว่าโลกได้รับผลกระทบจาก ‘ภาวะโลกร้อน’ แค่ไหน

อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวที่คนจำนวนไม่น้อยละเลยไป หรืออาจจะสนใจเพียงแค่สภาพอากาศรอบตัวที่ร้อนขึ้นกว่าปกติเท่านั้น แต่หากลองมองออกไปให้ไกลกว่านั้น หรือมองจากมุมที่ปกติเราไม่มีโอกาสได้เห็นสักเท่าไหร่ เช่นมองลงมาจากบนฟ้า และเปรียบเทียบภาพที่เห็นในวันนี้กับภาพในอีกเมื่อหลายสิบปีก่อน เราจะเห็นได้ว่า…โลกที่เราอาศัยอยู่นั้น เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด พื้นที่น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ถูกถ่ายระหว่างกันยายน 1984 – กันยายน 2016 ซึ่งลดลงจาก 718,000 ตารางไมล์เหลือเพียง 42,000 ตารางไมล์ การลดลงของแนวธารน้ำแข็งที่ชายฝั่งในแอนตาร์กติกา ความแตกต่างระหว่างน้ำแข็งที่อยู่บนเกาะ Ellesmere Island ในแคนาดาระหว่างปี 2004 กับ 2015 ภาพของทะเลสาบ Mead ที่ถ่ายไว่เมื่อปี 1982 แต่เมื่อถึงปี 2010 พบว่าน้ำมันลดไปมากจนน่าใจหาย ลองเปรียบเทียบพื้นที่ป่าในประเทศบราซิลระหว่างปี 1984 กับ 2011 ดูสิ ภาพระดับน้ำในทะเลสาบ Proctor ที่ลดลงไปอย่างน่าใจหาย สภาพแผนที่อากาศที่แสดงความแห้งแล้งของป่าในจอร์เจีย ที่มา – viralnova.com

keyboard_arrow_up