“ไอติม” เขียนจดหมายถึง 802 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ในหน่วย 32 เขตบางกะปิ

เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อว่า พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu โดยระบุว่า… วันนี้ได้เขียนจดหมายถึง ทุกๆ #1ใน802 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วย 32 เขตบางกะปิ ที่จะได้เลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่จะถึง ผมจะเดินไปแจกทุกฉบับถึงบ้านด้วยตัวเองก่อนวันเลือกตั้ง แล้วพบกันครับ ??? #paritX8bangkapi วันนี้ได้เขียนจดหมายถึง ทุกๆ #1ใน802 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในหน่วย 32 เขตบางกะปิ… โพสต์โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu เมื่อ วันพุธที่ 17 เมษายน 2019

รวม 5 จุดต่างๆ ภายในบ้าน ที่คุณสามารถซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง

การซ่อมอซมบ้านอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่และต้องใช่เวลากับค่าใช้จ่ายค่านข้างมาก แต่ถ้าพิจารณากันดีๆ แล้ว มีหลายจุดในบ้านที่ไม่จำเป็นต้องถึงมือช่าง แต่เราสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเองได้ อย่างเช่นใน 5 จุดต่างๆ ภายในบ้านเหล่านี้ 1. สนิมกินรั้วบ้าน : ใครที่มีรั้วบ้านเป็นเหล็ก มักจะมีปัญหากับสนิมที่ทำให้หมดความสวยงามไป ดังนั้นต้องขัดสนิมออก แล้วใช้น้ำยาแปลงสภาพสนิม เพื่อทำให้สนิมมาเคลือบบนเหล็กแทน ก่อนจะทาสีทับลงไปเพื่อความสวยงาม 2. พื้นทางเดินลื่น : ทำความสะอาด ทิ้งให้แห้ง และใช้น้ำยากันลื่นเพื่อเพิ่มแรงเสียดทานให้กับพื้นผิว ซึ่งน้ำยาประเภทนี้ไม่ส่งผลเสียต่อสภาพของพื้นผิวด้วย 3. สีที่ผนังส่วนล่างมีการลอกล่อน : ส่วนใหญ่มักอยุ่ในตำแหน่งอับสายตา และมักได้รับผลกระทบจากความชื้นที่พื้น จนทำให้เกิดปัญหาลอกล่อน ซึ่งวิธีแก้ก็ทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มการจัดการกับแผ่นสีที่ลอกให้หลุดออกจากผนังซะก่อน แล้วทาด้วยนำยารองพื้นทั้งหมดสองครั้ง โดยกินเวลาห่างกันประมาณ 2-4 ชั่วโมง ก่อนจะทาสีใหม่ทับลงไป 4. พื้นห้องน้ำมีการรั่วซึม : ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการเสื่อมสภาพของยาแนว และทำให้น้ำเกิดการรั่วซึมลงไปในพื้นในกระเบื้อง ดังนั้นต้องแก้ด้วยเลาะกระเบื้องในจุดที่มีการรั่วซึมขึ้นมา และทำการทาน้ำยากันซึม ก่อนปูประเบื้องทับลงไป และลงยาแนวใหม่ด้วย 5. รอยด่างบนฝ้าเพดาน : อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดจากความชื้น และรั่วซึมของน้ำหรือฝน ซึ่งนอกจากจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความชื้นแล้ว ยังแนะนำให้เปลี่ยนฝ้าทั้งแผ่นเพื่อหยุดการลุกลามของเชื้อรา

3 วิธีง่ายๆ กับการตรวจสอบ ‘ระบบน้ำรั่ว’ ภายในบ้าน ด้วยตัวของคุณเอง

เรียกว่าเป็นอีกปัญหากวนใจใครหลายๆ คนเลยก็ว่าได้ เมื่อได้เห็นตัวเลขบนบิลค่าน้ำที่เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าใจหาย ทั้งๆ ที่พฤติกรรมการใช้น้ำในเดือนที่ผ่านมาไม่แตกต่างไปจากเดิมเลย จนหลายคนเผลอคิดไปไกลถึงขั้นว่าตัวเองกำลังถูกโกงแน่ ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ได้เกิดเรื่องแย่ๆ แบบนั้นก็ได้ เพราะบางทีมันก็มาจากปัญหาเกี่ยวกับระบบน้ำที่เรามองไม่เห็นก็ได้ งั้นเอาเป็นว่าเราลองมาดูกันสักหน่อยดีกว่า ว่ามีวิธีเช็คความผิดปกตินี้กันบ้าง 1. บิลค่าน้ําประปา : เรียกว่าเป็นจุดแรกเลยก็ว่าได้ที่ทำให้เราทราบถึงความผิดปกติของระบบน้ำภายในบ้าน โดยเฉพาะถ้าพฤติกรรมการใช้น้ำของเราไม่เปลี่ยนแปลง แต่ค่าน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นเท่าตัวล่ะก็ สันนิษฐานก่อนเลยว่า…มีระบบน้ำในบ้านผิดปกติแน่ๆ 2. เช็คจากมิเตอร์น้ำ : เริ่มด้วยการปิดระบบน้ำในบ้านให้หมด และหลังจากมั่นใจว่าไม่มีการใช้น้ำในบ้านแล้ว ลองมาดูมิเตอร์น้ำว่ามีการหมุนหรือไม่ ถ้ามิเตอร์ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ ก็มั่นใจเลยว่าต้องมีการรั่วของน้ำแน่ 3. คราบน้ำตามผนังและเพดานที่มีการเดินท่อ : หากที่บ้านมีการเดินท่อน้ำอยู่ในผนังหรือเพดาน และมั่นใจว่ามีการรั่วไหลของน้ำแน่ๆ ลองสังเกตตามจุดต่างๆ ภายในบ้านว่ามีคราบน้ำ หรือการบวมของผนังหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้การซ่อมแซมแก้ไขทำได้เร็วขึ้น นอกจากการเช็คระบบน้ำรั่วแล้ว ยังเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับบ้านแบบไหนกันอีกบ้าง ลองมาชมกันต่อในคลิปข้างล่างนี้ หรือติดตามชมรายการ ช่างประจำบ้าน ทุกวันเสาร์ เวลา 12.00 น. ทางช่องอมรินทร์ทีวี 34 กันได้เลย

รู้ไว้ใช่ว่า กับ 5 วิธีเช็คระบบไฟฟ้าแบบง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง

พอพูดถึงระบบไฟฟ้าภายในบ้าน หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นของอันตรายเกิดกว่าจะสามารถตรวจสอบด้วยตัวเอง และมักตัดสินรอให้ช่างไฟฟ้ามาจัดการให้ แต่บางครั้งการปล่อยปัญหาบางอย่างทิ้งไว้นานๆ ก็อาจจะเกิดเรื่องแย่ๆ ซะก่อน เพราะฉนะนั้นเราลองมาดูวิธีที่ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้อย่างปลอดภัย และทราบถึงความผิดปกติก่อนจะเกิดเป็นเรืองใหญ่ได้ 1. ตรวจสอบจากมิเตอร์ไฟ : ทำง่ายๆ ด้วยการปิดระบบไฟทั้งหมดภายในบ้าน แล้วลองไปดูที่มิเตอร์ว่าตัวเลขมีการขยับหรือรอบมิเตอร์ยังหมุนหรือไม่ เพราะถ้าหากมีความเคลื่อนไหวนั่นแปลว่าอาจเกิดไฟรั่วขึ้นภายในบ้าน 2. ตรวจสอบจากเมนสวิตซ์ : บางครั้งปัญหาไฟตัดภายในบ้านที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็อาจมีสาเหตุมากจากเรื่องง่ายๆ เช่นมีแมลงหรือมดเข้าทำรัง จนทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นมา 3. ตรวจสอบสายไฟ : โดยปกติแล้วสายไฟนั้นมีอายุการใช้งานประมาณ 10 – 20 ปี ฉะนั้นหากอายุการใช้งานใกล้ครบก้ควรมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และอาจต้องตรวจสอบบ่อยขึ้นหากมีการใช้อย่างหนัก 4. ตรวจสอบปลั๊กไฟ : นอกจากต้องคอยตรวจสอบการเกิดรอยแตกร้าวแล้ว สิ่งที่ต้องเช็คอีกอย่างนั่นคือการตรวจสอบว่ายังมีกระแสไฟไหลเข้าหรือไม่ ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการใช้ไขควงวัดไฟแหย่เข้าไปในรูปลั๊กเพื่อดูว่ามีกระแสไฟที่ทำให้หลอดไฟในไขควงติดหรือไม่ 5. ตรวจสอบการรั่วของเครื่องไฟฟ้า : หากลองตรวจตามข้อแรก หรือใช้ไขควงวัดไฟเช็คกัยเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้แต่เกิดจากการเอามือไปสัมผัสแล้วโดนไฟดูด สิ่งที่ต้องทำทำการเดินสายตามโครงเครื่องในส่วนที่เป็นโลหะ เข้าสู่เมนสวิตซ์เพื่อทำการต่อลงสายดินของบ้าน ซึ่งในขั้นตอนนี้สามารถทำได้เองหรือให้ช่างไฟฟ้ามาทำก็ได้  ไม่อยากพลาดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับบ้านแบบนี้ ติดตามชมเรื่องราวต่างๆ ในรายการช่างประจำบ้าน ทุกวันเสาร์เวลา 12.30 น. […]

keyboard_arrow_up