ปาเลสไตน์เตรียมประท้วงสถานทูตสหรัฐฯ ในเยรูซาเล็มรอบใหม่ หลังเหตุปะทะดับ 57 ราย

วันนี้ (15 พ.ค. 61) ชาวปาเลสไตน์ยังคงวางแผนชุมนุมต่อเนื่องตามบริเวณฉนวนกาซ่า เพื่อประท้วงการเปิดสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในนครเยรูซาเล็มของอิสราเอล โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่ต่างอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว โดยการประท้วงในวันนี้ยังตรงกับวันครบรอบ 70 ปีของวันแห่งความหายนะ ซึ่งเป็นวันที่อิสราเอลก่อตั้งประเทศ และทำให้ชาวปาเลสไตน์นับแสนคนต้องอพยออกจากแผ่นดินของตัวเอง ซึ่งทำให้เกรงว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงจากการประท้วงขึ้นมาอีกระลอก ทั้งนี้ การประท้วงต่อต้านการเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในนครเยรูซาเล็มได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวานนี้(14 พ.ค. 61) จนเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงและตำรวจอิสราเอล ซึ่งมีรายงานว่าตำรวจอิสราเอลได้ใช้แก๊สน้ำตาและและกระสุนจริงปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 57 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 2,700 คน ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลอ้างว่ากลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมที่ต้องการทำลายอิสราเอลเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุประท้วงดังกล่าว และบอกด้วยว่าอิสราเอลมีสิทธิ์อย่างถูกต้องที่จะปกป้องประเทศของตนเอง ขณะเดียวกันชาวมุสลิมในตุรกี จอร์แดน และคูเวตต่างรวมตัวชุมนุมหน้าสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อประท้วงการเปิดสถานทูตสหรัฐฯในนครเยรูซาเล็ม โดยมองว่าสหรัฐฯ กำลังวางตัวไม่เป็นกลาง และถือเป็นการสิ้นสุดบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะคนกลางในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง

ลูกจ้าง ‘ยูเอ็น’ หยุดงานประท้วงสหรัฐฯ เหตุตัดเงินช่วยเหลือ ทำ รร.-รพ. ต้องหยุดทำการ

รายงานข่าวระบุว่า มีการประท้วงของเหล่าลูกจ้างองค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ที่เมืองกาซ่า ซิตี้ ที่เป็นเมืองเอกของฉนวนกาซ่า สาเหตุมาจากที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศระงับแผนจ่ายเงินช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ผ่านองค์การสหประชาชาติประจำปีนี้จำนวน 65 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,000 ล้านบาท โดยการหยุดงานประท้วงที่เกิดขึ้นส่งผลให้โรงเรียนจำนวน 278 แห่งต้องปิดการเรียนการสอน และเด็กนักเรียนชาวปาเลสไตน์กว่า 300,000 คนต้องหยุดเรียน เช่นเดียวกับคลีนิก และโรงพยาบาลสนามอีกหลายแห่ง ตลอดหลายปีมานี้ พื้นที่ฉนวนกาซ่าซึ่งเป็นบ้านของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนถูกปิดล้อมจากอิสราเอล ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ท่ามกลางอัตราว่างงานที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 46 ขณะที่เงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และรัฐบาลอีกหลายประเทศถือเป็นเงินทุนที่มีความจำเป็นที่ช่วยให้โรงเรียนและสถานพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่สามารถเปิดดำเนินการต่อไปได้

keyboard_arrow_up