ตึงเครียดไม่หยุด! เกาหลีใต้ เผย เกาหลีเหนือ ยิงจรวดรอบใหม่อีกหลายลูก

ยั่วได้ยั่วดี! สื่อเกาหลีใต้รายงาน เกาหลีเหนือยิงจรวดไม่ระบุประเภทหลายลูก ย้ำสถานการณ์ตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี สำนักข่าวยอนฮัพ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า พบการยิงจรวดไม่ระบุชนิดหลายลูกในฝั่งเกาหลีเหนือเมื่อช่วงเช้าวันพุธ (31 ก.ค.62) บริเวณแหลมโฮโด ตอนใต้ของจังหวัดฮัมกย็อง ซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออก โดยเกาหลีใต้กำลังตรวจสอบสถานการณ์ และพร้อมรับมือ หากเกาหลีเหนือจะกลับมายิงจรวดมาอีก การยิงจรวดของเกาหลีเหนือในวันพุธ มีขึ้นในรอบเกือบ 1 สัปดาห์ หลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ 2 ลูก ในบริเวณเดียวกัน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ขีปนาวุธดังกล่าวมีลักษณะคล้ายขีปนาวุธ KN-23 ISKANDER ของรัสเซีย ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถหลบเลี่ยงระบบป้องกันขีปนาวุธของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ซึ่งเกาหลีใต้ถือว่า เป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีรอบใหม่ และทำให้เกิดคำถามถึงโอกาสที่สหรัฐฯและเกาหลีเหนือจะกลับมาเจรจานิวเคลียร์กันอีกครั้ง

เปิดข้อตกลง ‘ทรัมป์-คิม’ มุ่งปลดอาวุธนิวเคลียร์-สร้างสันติในคาบสมุทรเกาหลี

วันนี้(12 มิ.ย. 61) กับการหารือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยการหารือดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า ผลการหารือที่ออกมาน่าจะเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย (อ่านเพิ่มเติม ‘ทรัมป์-คิม’ ร่วมลงนามข้อตกลง เผยโลกเตรียมเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่) ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน โดยมีประเด็นหลัก ๆ 4 ข้อ ด้วยกัน คือ สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ตามความปรารถนาของประชาชนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสันติภาพและความรุ่งเรือง สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ จะร่วมมือสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลี เกาหลีเหนือจะเดินหน้าในการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ตาม ‘ปฏิญญาปันมุนจอม’ เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 61 สหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือ จะรือฟื้นข้อตกลง POW/MIA ว่าด้วยทหารหรือเชลยศึกชาวอเมริกันที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยให้ส่งกลับกระดูกผู้เสียชีวิตที่สามารถระบุตัวตนได้แล้วกลับประเทศทันที นอกจากนี้ในหนังสือสัญญาระบุว่าทั้ง 2 ประเทศได้มีการเปิดใจหารือกันอย่างครอบคลุม ลงลึกและจริงใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบสุขในคาบสมุทรเกาหลี […]

โสมแดงคึกจัดงานยิ่งใหญ่ ฉลองความสำเร็จทดลองนิวเคลียร์ H-Bomb โฆษกฟุ้งใกล้ถึงจุดจบอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 60 ตามเวลาท้องถิ่น “โสมแดง” เกาหลีเหนือได้จัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ต่อความสำเร็จของเหล่านักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาล ในการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน หรือเอช-บอมบ์ (H-Bomb) ซึ่งถือเป็นระเบิดนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการทดลองมาในแผ่นดินโสมแดง การเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นกลางกรุงเปียงยางในครั้งนี้ มีทั้งการสวนสนาม การตั้งแถวรอต้อนรับขบวนรถของเหล่านักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตลอดจนการแสดงพลุสุดตระการตา โดยที่สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานตัวเลขประชาชนที่เดินทางมาเข้าร่วมงานบริเวณจัตุรัสคิม อิล-ซุง กลางกรุงเปียงยาง เมื่อวันพุธ (6 ก.ย.) มีจำนวนหลายแสนคน ในระหว่างการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่นี้ โฆษกของรัฐบาลเกาหลีเหนือออกมาแถลงว่า ความสำเร็จของประเทศตนในการทดสอบระเบิดเอช-บอมบ์ ซึ่งมีศักยภาพในการติดตั้งกับขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) จะนำมาซึ่ง “จุดจบ” ของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีพฤติกรรมแทรกแซงประเทศต่างๆ ทั่วโลก ความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายเกาหลีเหนือมีขึ้นท่ามกลางความพยายามเพิ่มแรงกดดันและเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ผ่านกลไกขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)

เจาะ ‘H-Bomb’ นิวเคลียร์ที่อานุภาพรุนแรงกว่าระเบิด ที่ใช้ถล่ม ‘ฮิโรชิมา-นางาซากิ’ จนพังราบไปทั้งเมือง

การทดสอบหัวรบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือทำให้ประเทศต่างๆ มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที สาเหตุไม่ใช่แค่เพราะว่าเกาหลีเหนือทดสอบนิวเคลียร์ธรรมดา แต่นิวเคลียร์ลูกนี้เป็นระเบิดไฮโดรเจน ซึ่งมีอานุภาพรุนแรงกว่าระเบิดชนิดอะตอมมิคที่สหรัฐฯ เคยใช้ถล่มฮิโรชิมา และนางาซากิจนพังราบหายไปทั้งเมือง ก่อนอื่น อยากให้ทำความรู้จักกับ ระเบิดไฮโดรเจน หรือ H-Bomb กันก่อน ระเบิดไฮโดรเจนมีอีกชื่อหนึ่งคือระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ อานุภาพของระเบิดเกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน เป็นการรวมตัวกันของไฮโดรเจนและฮีเลี่ยม โดยในกระบวนการหลอมรวมต้องใช้ความร้อนมหาศาล การปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมาจึงเป็นลักษณะเดียวกับการปล่อยความร้อนอย่างมหาศาลของดวงอาทิตย์ ก่อนหน้านี้ มีหลายประเทศที่อ้างว่าสามารถผลิตระเบิดไฮโดรเจนได้ เจ้าแรกคือสหรัฐฯ ที่เริ่มทดสอบเมื่อปี 1952 เป็นการทดสอบเอชบอมบ์ลูกแรกของโลก ถัดมาคือสหภาพโซเวียต และอังกฤษ แต่ที่สำคัญคือปี 1961 โซเวียตสร้างระเบิดไฮโดรเจนที่ทรงอานุภาพมากที่สุดในโลก มีชื่อเรียกว่าระเบิดซาร์ บอมบา จากการทดลองทิ้งระเบิดจากระดับความสูง 10 กิโลเมตรพบว่ามีการระเบิดบนฟ้าก่อนที่จะร่วงลงพื้นดิน ทำให้เกิดลูกไฟขนาดใหญ่ มีกลุ่มควันทรงดอกเห็ดสูง 18 กิโลเมตรรู้สึกถึงคลื่นความร้อนในระยะ 1,000 กิโลเมตร เชื่อว่าถ้าระเบิดลูกนี้ตกใส่นครนิวยอร์ก ทุกอย่างก็จะหายวับไปในพริบตา ปัจจุบัน มี 8 ประเทศที่อ้างว่าตนเองมีระเบิดไฮโดรเจนในครอบครอง ได้แก่สหรัฐฯ รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ ซึ่งในส่วนของเกาหลีเหนือทดสอบมาแล้ว […]

ปรบมือสิครับรออัลไล! ปชช.เกาหลีเหนือ ร่วมติดตามความสำเร็จ ทดสอบหัวรบนิวเคลียร์ ครั้งที่ 6

บรรยากาศภายในคาบสมุทรเกาหลีทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เกาหลีเหนือทดสอบหัวรบนิวเคลียร์ ครั้งที่ 6 ได้สำเร็จวานนี้ ซึ่งภายในกรุงเปียงยาง ประชาชนต่างก็เฝ้าติดตามข่าวความสำเร็จในครั้งนี้ นี่เป็นภาพบรรยากาศในกรุงเปียงยาง ขณะที่ผู้คนเฝ้าติดตามการแถลงข่าวความสำเร็จของรัฐบาลเกาหลีเหนือในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ที่ห้องทดลองใต้ดินในเมืองพังเกรี จังหวัดฮัมคยอง ซึ่งถือเป็นการทดสอบนิวเคลียร์ ครั้งที่ 6 ห่างจากครั้งก่อนเกือบ 1 ปี แต่มีความรุนแรงกว่าถึงเกือบ 10 เท่า ประชาชนส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยินดีที่รัฐบาลทดสอบนิวเคลียร์ได้สำเร็จ เพราะถือเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และจะได้ปกป้องประเทศจากภัยคุกคาม สำหรับอาวุธนิวเคลียร์ที่เกาหลีเหนืออ้างว่าทดสอบสำเร็จเป็นระเบิดไฮโดรเจน หรือ H-Bomb ซึ่งมีความรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ใช้ถล่มฮิโรชิมา และนางาซากิเมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายเท่าตัว แรงระเบิดทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาด 6.3 หลังจากนั้น ประมาณ 10 นาที เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง คาดว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผนังห้องใต้ดินพังถล่มลงมา ไม่เพียงเท่านั้น เกาหลีเหนือยังยืนยันด้วยว่าสามารถติดตั้งหัวรบนี้และยิงไปไกลถึงเกาะกวมของสหรัฐฯ ได้ หลังการทดสอบนิวเคลียร์ หลายประเทศเรียกประชุมฉุกเฉินเพื่อหามาตรการตอบโต้ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทวีตข้อความว่าพฤติกรรมของเกาหลีเหนือถือเป็นภัยคุกคามต่อนานาประเทศ และแนวทางของเกาหลีใต้ที่จะเจรจากับเกาหลีเหนือเป็นวิธีที่ไม่ได้ผล.

7 นิสัยที่ควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากมี “ความสุขน้อยลง”

เชื่อว่าใครๆ ก็คงอยากเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น และจบวันๆ นั้นพร้อมกับรอยยิ้มและความสุข แต่ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยหลายๆ อย่างรอบตัวเราที่ทำให้ชีวิตในแต่ละวันไปไม่ถึงเป้าหมายนั้นสักที ซึ่งจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) พบว่าร้อยละ 40 ของความสุขของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถสร้างและควบคุมได้ เช่นเดียวกับการ ‘ความทุกข์’ ของตัวเองที่มนุษย์ก็สามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้เหมือนกัน ฉะนั้น…ถ้าไม่อยากให้ความสุขที่มีอยู่ลดลง นี่คือ 7 นิสัยที่ควรหลีกเลี่ยง อย่ายึดติดว่าชีวิตมันยาก แน่นอนว่าความลำบากในชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างต้องเจอเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่วิธีการรับ เพราะคนที่อยากมีความสุข แม้รู้ว่าตัวเองจะตกที่นั่งลำบาก เขาจะไม่พยายามโทษสภาพแวดล้อมหรืออะไรก็ตามที่ทำให้เขาต้องมาอยู่สภาพนี้ แต่จะหาวิธีผ่านพ้นมันไปให้เร็วที่สุด ในขณะที่คนอมทุกข์…มักจมอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่พยายามแก้ไขหรือหาทางออกให้กับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ อย่าคิดว่าคนอื่นเชื่อใจไม่ได้ การไว้ใจคนในยุคสมัยนี้อาจเป็นเรื่องยาก แต่การรู้สึกว่าไม่ควรไว้ใจใครเลย ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าหรือเพื่อนที่รุ้จักกันมานาน นั่นจะยิ่งทำให้ชีวิตของคุณยุ่งยากและมีความสุขน้อยลงกว่าเดิม เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของความหวาดระแวง และสร้างความทุกข์ให้ชีวิตของคุณโดยไม่รู้ตัว อย่าจดจำแต่เรื่องแย่ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ความแตกต่างที่แยกคนมีความสุข กับคนที่ทุกข์ตลอดเวลาออกจากกันได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือการเลือกที่จะจดจำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะการจำแต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในชีวิต จะยิ่งตอกย้ำว่าคุณไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลย อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น อย่าเอาความเป็นเราไปใส่ในตัวคนอื่น และอย่าเอาความเป็นคนมาไว้ในตัวเรา เพราะชีวิตของคนทุกคนมีเป้าหมายต่างกัน การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลานั้น นอกจากจะทำให้ไม่มีความสุข ยิ่งทำให้ตัวคุณเองมีแต่ความอิจฉา…แม้คุณจะไม่อยากยอมรับก็เถอะ อย่าควบคุมชีวิตตัวเองมากเกินไป ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต เพราะมันจะพาคุณไปพบกับโอกาสอื่นๆ […]

เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธครั้งใหม่ เป็นรอบที่ 4 ในเดือนเดียว

  ทางการเกาหลีเหนือ ทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจำนวน 4 ลูกในวันพฤหัสบดี (8 มิ.ย.) ถือเป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งที่ 4 ในรอบ 1 เดือน และเป็นครั้งที่ 10 ในปี 2017 นี้   รายงานข่าวซึ่งอ้างหน่วยงานด้านความมั่นคงของเกาหลีใต้ ยืนยันว่า   เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบทั้ง 4 ลูกใกล้เมืองท่าวอนซานในวันนี้ (8) เพื่อแสดงแสนยานุภาพของตน หากถูกรุกรานจากกองเรือรบของสหรัฐฯและชาติพันธมิตร โดยที่ขีปนาวุธทั้ง 4 ลูกสามารถยิงได้ไกลกว่า 200 กิโลเมตรจากฐาน   ข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่า นับตั้งเริ่มปี 2017 เป็นต้นมา  เกาหลีเหนือทำการทดสอบยิงขีปนาวุธแบบต่างๆ แล้ว 16 ลูก ในการทดสอบรวม 10 ครั้ง    โดยที่การทดสอบยิงขีปนาวุธ 4 ครั้งหลังสุด เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงแค่เดือนเดียวนับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้ เข้ารับตำแหน่งหลังชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม   การทดสอบขีปนาวุธรอบล่าสุดของเกาหลีเหนือมีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ประธานาธิบดีมุนแห่งเกาหลีใต้ประกาศล้มแผนติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ “ธาด” […]

สื่อรัสเซียแฉ ‘ทรัมป์’เตรียมอพยพพลเมืองมะกันกว่า 2 แสนคน ออกจากเกาหลีใต้ จับตาสัญญาณอันตราย

“ปราฟดา” หนังสือพิมพ์ชื่อดังของรัสเซียรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาทางเลือกในการอพยพพลเมืองอเมริกันจำนวน 230,000 คน ออกจากแผ่นดินเกาหลีใต้ ในกรณีที่ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จนถึงขั้นที่อาจเกิดสงครามรอบใหม่บนคาบสมุทรเกาหลี สื่อดังของรัสเซียรายงานว่า ขณะนี้ ทรัมป์และทีมที่ปรึกษา กำลังหารือกันถึงแนวทางอพยพพลเมืองอเมริกันที่คาดว่าจะมีจำนวนสูงถึง 230,000 คนออกจากกรุงโซลและเมืองต่างๆ ของเกาหลีใต้ หากเกิดสงครามกับเกาหลีเหนือ หากการอพยพนี้เกิดขึ้นจริงก็จะถือเป็นหนึ่งในการอพยพพลเมืองอเมริกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ข่าวการเตรียมอพยพพลเมืองอเมริกันออกจากเกาหลีใต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสข่าวลือแพร่สะพัดว่า สหรัฐฯอาจเปิดฉากโจมตีเกาหลีเหนือทางใดทางหนึ่งในไม่ช้า ซึ่งอาจรวมถึงการถล่มโรงงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลเปียงยาง แม้จะทราบดีว่าฝ่ายเกาหลีเหนือจะตอบโต้กลับอย่างหนัก โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเผยว่า  คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะสั่งถล่มกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ที่อยู่ห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือแค่ 60 กิโลเมตร ด้วยกระสุนปืนใหญ่กว่า 500,000 ลูก และอาวุธเคมี     คลิปวิดีโอ :  TODAY

ทูตโสมแดงตราหน้าทรัมป์ ‘บ้า-เสียสติ’ ทำคาบสมุทรเกาหลีเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์

  เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 60 คิม เยน เรียง อัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติ ออกมาประณามรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าทำให้คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเผชิญกับ “สงครามนิวเคลียร์” โดยไม่จำเป็น พร้อมชี้ว่าขณะนี้โลกต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะชาติมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐฯ มี “คนบ้า” เป็นผู้นำประเทศ อัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำองค์การสหประชาชาติระบุ ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่ทำตัวเป็นภัยคุกคามสันติภาพของโลกมิใช่รัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่เป็นโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ต่างหากที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจาก “คนเสียสติ” และทำให้ความสงบสุขตลอดจนเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีต้องสั่นคลอน อัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติยังระบุว่า ทรัมป์คิดผิดมหันต์ที่คิดจะก่อสงครามกับเกาหลีเหนือ พร้อมย้ำ รัฐบาลเกาหลีเหนือจะไม่อยู่นิ่งเฉยหากถูกสหรัฐฯโจมตี ในอีกด้านหนึ่ง เลโอนิด บอลชอฟ  ผู้อำนวยการสถาบันความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของรัสเซีย ก็ออกโรงเตือนให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปในคาบสมุทรเกาหลี หลีกเลี่ยงการก่อสงครามนิวเคลียร์ พร้อมระบุ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและพื้นที่มหาสมุทรแปซิฟิกจะกลายเป็นพื้นที่ต้องห้าม เพราะ “การปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสี” จากสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงอย่างมิอาจประเมินค่าได้

keyboard_arrow_up