สารวัตรเอก โพสต์ขอบคุณ “บิ๊กตู่” คืนความเป็นธรรมตำรวจ ชี้คนใหญ่คนโตต้องเพลาศักดิ์ศรีลง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปขณะตำรวจจะขอตรวจใบขับขี่รถเก๋ง พบว่าผู้ขับขี่ไม่ยอมแสดงใบขับขี่ให้เจ้าหน้าที่ดู และอ้างตัวว่าเป็นข้าราชการระดับอธิบดีศาลแห่งหนึ่ง และอ้างว่ารู้จักกับตำรวจระดับผู้กำกับการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายตำรวจคนดังกล่าวด้วย (อ่านเพิ่มเติม : ผกก.เผย อธิบดีผู้พิพากษาศาลไม่โกรธถูกนายสิบขอตรวจใบขับขี่ เข้าใจทำหน้าที่ แต่ขาดไหวพริบ (คลิป)) ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า พ.ต.ท. เอกราช หุ่นงาม รอง ผกก.ป.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ นายตำรวจที่โด่งดังจากการแสดงความเห็นค้านกฎหมายห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก สารวัตรเอก หุ่น โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า… ผมขอขอบคุณนายกประยุทธ จากใจจริง เรื่องสั่งคืนความเป็นธรรมให้ตำรวจยศสิบตำรวจตรี ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายขอตรวจใบขับขี่ผู้ใหญ่ แต่ถูกสั่งย้ายงานโดยนายที่เหมือนนายหลายๆคนเคยทำ เพื่อเอาตัวเองรอด ผมก็เคยโดนบ่อยๆ หากท่านนายกทุกคนใส่ใจกับตำรวจตัวน้อยๆแบบนี้ ตำรวจคงมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น คงมีความกล้าที่จะทำหน้าที่แบบตรงไปตรงมามากขึ้น และนายที่ชอบเอาตัวรอดคงลดลงบ้าง คนใหญ่คนโตก็จะได้เพลาๆเรื่องศักดิ์ศรีแบบผิดๆลงเสียที ขอบคุณนะครับท่านนายก ขอบคุณสิ่งดีดีที่มีให้เห็นครับ..

“ทนายอนันต์ชัย” ชี้ โทษประหารชีวิต ช่วยเยียวยาทุกข์ผู้สูญเสียได้ ยันต้องมีต่อเพื่อปรามสังคม (คลิป)

วันที่ 20 มิ.ย. 61 นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการประหารชีวิตนักโทษอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นรายแรกในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งมีบางส่วน และบางองค์กรออกมาต่อต้านไม่ให้มีโทษประหารชีวิตนั้น ตนในฐานะทนายความ ได้เคยสัมผัสคดีที่มีโทษถึงประหารชีวิตมาแล้ว ในคดีที่หลอกให้ซื้อเลขทะเบียนสวย เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2559 แต่ผู้ต้องหาไม่สามารถหาทะเบียนมาให้ได้ จึงหลอกผู้เสียหายไปฆ่าด้วยการยิง และยิงเพื่อนผู้เสียหาย รวมไปถึงคนขับแท็กซี่ที่พาผู้เสียหายหนีด้วย การฟ้องคดีศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ทำให้ครอบครัวเหยื่อทุกข์ทรมานใจมาก เพราะอยากให้มีการประหาร ตนจึงได้ยื่นอุทธรณ์ไป ซึ่งเมื่อ 2 เดือนก่อน ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินให้ประหารชีวิต ในวันนั้นตนเห็นเลยว่าครอบครัวเหยื่อ ก้มลงไปกราบศาล ด้วยความผ่อนคลายความกังวล ความเป็นทุกข์ลดลง ถึงแม้จะเทียบกันไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้บอกกับครอบครัวเหยื่อว่า ช่วยเอาคนตายกลับบ้านไปด้วยนะ มาร้องขอความเป็นธรรมตลอด นั่นแสดงว่าเหยื่อก็ได้รับความทุกข์ทรมาน วนเวียนไม่ไปไหน ซึ่งตนมองว่าการประหารชีวิต เป็นการเยียวยาความทุกข์ได้ในระดับหนึ่ง ครอบครัวไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา แต่ต้องการให้ชดใช้ด้วยชีวิต ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ตนจึงมองว่าโทษประหารควรมีต่อไป เพื่อปรามสังคม เพื่อรักษาคนส่วนใหญ่ อย่าลืมว่าคนที่กระทำผิด เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ต้องรับผลกรรมเอง ซึ่งเหยื่อไม่ได้เลือกเส้นทางเช่นนี้ อีกทั้งการที่นักสิทธิมนุษยชนและบางกลุ่มออกมาต่อต้านโทษประหารนั้น […]

พ่อคาใจ เพื่อนตร. อ้างทำปืนลั่นใส่ลูกดับ แต่ผลชันสูตรกลับชี้ผู้ตายทำปืนลั่นเอง หวั่นคดีไม่เป็นธรรม

วันนี้ (13 พ.ค.) ญาติของสิบตำรวจตรีธานิตย์ แสงทอง อายุ 21 ปี ผู้บังคับหมู่ป้องกันและปราบสถานีตำรวจภูธร.กระบุรี จังหวัดระนอง ที่เสียชีวิตจาก สิบตำรวจตรีอติชาติ สืบสุข เพื่อนสนิท ที่อ้างว่าทำปืนลั่นใส่จนสิบตำรวจตรีธานิตย์เสียชีวิต บนชั้น 4 ของแฟลตตำรวจ ภายในสถานีตำรวจภูธรกระบุรี ซึ่งเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา ญาติได้นำศพสิบตำรวจตรีธานิตย์ กลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้าน ในเทศบาลตำบลอ่าวลึกใต้ อำเภออ่าวลึกใต้ จังหวัดกระบี่ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างโศกเศร้า นายปิยะนิตย์ แสงทอง และนางสุธาทิพย์ แซ่กั๊วะ ผู้ปกครองของสิบตำรวจตรีธานิตย์ ยังอยู่ในอาการโศกเศร้า ไม่พร้อมให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยกล่าวว่า แม้ว่าสิบตำรวจตรีอติชาติ จะยอมรับ โดยอ้างว่าทำปืนลั่นใส่เพื่อนสนิทเสียชีวิต แต่ทางครอบครัวไม่ปักใจเชื่อ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวยอมรับว่า ขณะที่ลูกชายของตนเดินไปปิดประตูห้องพัก เจ้าตัวได้ชักอาวุธปืนออกมาเล็งใส่เป้าซ้อมยิงปืนที่วางอยู่ที่ระเบียงบันได ทางขึ้นแฟลต จากนั้นปืนลั่นใส่ด้านหลังของลูกชายตนจนล้มลง ก่อนที่จะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นายปิยะนิตย์ พ่อของผู้เสียชีวิต เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรม ไม่ปกป้องกัน หากใครทำผิดก็ว่ากันตามหลักฐานพยาน กรณีที่เกิดขึ้น […]

ไม่หวั่นถูกถอดชื่อ! ทนายตั้ม เผยไม่สน ‘หัวโขนนำหน้าชื่อ’ พร้อมทำตามสถานะเพื่อความเป็นธรรมในสังคม

จากกรณีที่นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือ “แผน” อายุ 46 ปี พนักงานขับรถธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องเรียนร้องสภาทนายติติงการแต่งกายของทนายตั้ม หรือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทนายประชาชนฯ ว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม (อ่านเพิ่มเติมที่ : ษิทรา งง “แผน” ร้องสภาทนายติงการแต่งกาย เชื่อ ควงอุปนายกนั่งแถลงยังไม่ใช่มติ (คลิป)) ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กถึงกรณีดังกล่าวโดยระบุว่า…อย่างที่ทราบกัน #เสื้อทีมทนายประชาชน ที่ผมใส่ทำงานและช่วยเหลือคนมาตลอด วันนี้จะกลายเป็นเหตุผลของคนบางกลุ่มที่จะใช้เพื่อลบผมออกจากอาชีพทนายความ ผมไม่รู้หรอกนะว่าเสื้อตัวที่ผมใส่มันสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ใครหนักหนา แต่ทั้งหมดในการทำงานมา เสื้อตัวนี้สร้างรอยยิ้มให้ผู้บริสุทธิ์มาไม่น้อย ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คนรอบข้างผมภูมิใจ ผมมีโอกาสได้เป็นผู้ริเริ่มการทำ #โครงการพี่สอนน้อง และได้ให้ความรู้เยาวชนมาแล้วกว่า 2 แสนคนทั่วประเทศ หากวันนี้ผมจะถูกลบชื่อออกเพียงเพราะมีคนไม่ชื่นชอบเสื้อของผม ถ้าสภาทนายความจะมองว่าเสื้อของผมผิดมรรยาททนายผม นาย ษิทรา เบี้ยบังเกิด ก็พร้อมจะน้อมรับ ผมก็ยังคงภูมิใจ และไม่ว่าจะมีหัวโขนนำหน้าชื่อว่าอะไร ผมสัญญากับคนไทยว่า จะยังทำทุกอย่างตามสถานะเพื่อความเป็นธรรมให้มีอยู่ในสังคมไทย

อย่าลืมฉัน! เพจการ์ตูนแนะ หากจะเรียกร้อง ‘คดีเสือดำ’ ก็อย่าลืมเรื่อง ‘นาฬิกา-นักเรียนเตรียมทหาร’

ณ นาทีนี้คงต้องยอมรับไม่มีข่าวไหนจะกลายเป็นที่สนใจได้เท่ากับคดีการล่าเสือดำ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรอีกแล้ว เพราะไม่ว่าจะประชาชน หรือสื่อมวลชนเองก็ต้องการทราบบทสรุปจากคดีดังกล่าว ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร หรือจะเกิดเหตุการณ์มวยล้มต้มคนดูอย่างที่มีผู้คนออกมาวิเคราะห์กันไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพการ์ตูนจากเพจเฟซบุ๊ก หัวนุ่ม พร้อมข้อความที่ระบุว่า…ตกลงพี่ๆ ประท้วงเรื่องอะไรกันนะครับ เรื่องที่คนใหญ่ขนาดได้ก็ต้องตรวจสอบได้ ใช่เปล่าอะ.. ถ้าใช่ก็ฝากอินเรื่องนาฬิกา 25 เรือนด้วยนะฮะ หรือแม้แต่เครื่องในคุณทหารที่หายไปด้วย หรืออะไรอีกมากมายๆๆ ที่ตรวจสอบไม่ได้ สักหน่อยก็ยังดี มันเรื่องเดียวกันในเรื่องโครงสร้างนะ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ขอโทษที บัยฮะ

เด็กช่างตีกันปาระเบิด ผู้บริสุทธิ์ถูกลูกหลงตายฟรี! ครอบครัวไม่ได้รับการเยียวยา

คุณแม่จากจ.พะเยาเข้ามาร้องขอความเป็นธรรมเมื่อ ลูกชายอายุ 26 ที่เป็นเสาหลักของบ้าน ถูกลูกหลงจากกลุ่มเด็กวัยรุ่นทะเลาะกัน โดยการโยนระเบิดขึ้นมาบนรถเมล์ ส่งผลทำให้เสียชีวิต เหตุเกิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 เป็นระยะเวลากว่า 7 ปี แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม ยังจับตัวผู้ต้องหาได้ไม่ครบ คนที่จับตัวได้ก็ไม่เคยมาพูดคุยและชดใช้ให้ ต้องเดินทางไปร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ มาเป็นจำนวนมาก ทั้งกระทรวงยุติธรรม ศูนย์ดำรงธรรม คอยติดตามคดีด้วยตัวคนเดียว ทุกวันนี้คุณแม่ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข ต้องทานยาคลายเครียด ทนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ให้แนวทางการในกรณีนี้ว่า ตอนนี้ผู้ต้องหาคนเดียวที่จับได้ถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวีตไปแล้ว และคุณแม่ต้องได้รับเงินชดเชย 1,180,000 บาท ถือว่ากระบวนการยุติธรรมครบถ้วน แต่ตอนนี้อยู่ในกระบวนการที่ต้องทนายความที่กองทุนยุติธรรมจัดหา ไปสืบว่าจำเลยมีทรัพย์สินเท่าไหร่และยึดมา แต่เนื่องจากจำเลยมีอายุเพียง 19 ปี อาจทำให้ไม่มีทรัพย์สินจึงต้องไปสืบทรัพย์กันต่อ กรณีเช่นนี้พ่อแม่ ผู้ปกครองของจำเลยควรมีความเห็นจำต่อผู้เสียหายด้วย ทั้งนี้คดีอายุความมี 10 ปี ตอนนี้ล่วงมา 7 ปีแล้ว ควรรีบดำเนินการ ติดตามชมรายการคลายทุกข์ชาวบ้าน ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 14.15 น. ช่องอมรินทร์ทีวี 34

“เด็กนาย” มือยิงหนุ่ม 14 พิการจ่อมอบตัว หลังเย้ยเช็คอินเที่ยว – เหยื่อช้ำไม่ยอมเจอคนนับปี (คลิป)

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ชุติมันต์ ชื่นเรณู อายุ 39 ปี มารดาของนายชานน มณีรัตน์ หรือ “ปอนด์” อายุ 16 ปี ที่เป็นอดีตนักกีฬาวิ่งโรงเรียนกีฬาทุ่งสง ถูกยิงจนพิการ ผ่านไป 2 ปี คนร้ายยังลอยนวล ได้เดินทางมาพร้อมกับ นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.ชัยฎิภูมิ อำนวยชัย รอง ผกก.5 บก.ป. ขอให้ช่วยสืบสวนติดตามจับกุม นายกิตติพงศ์ สังข์แก้ว หรือ “ตาน้อย” อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง วันที่ 27 สิงหาคม 2558 ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายชานน หรือ “ปอนด์” อดีตนักกีฬาวิ่งโรงเรียนกีฬาทุ่งสง จนพิการเดินไม่ได้ […]

‘ป๋าเปรม’ ย้ำเยาวชนไทยต้องรักษาความเป็นธรรมต่อบ้านเมือง เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของเราทุกคน

  ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 31 ย้ำเยาวชนให้ระลึกเสมอว่า เป็นคนไทย ขอให้รักษาความเป็นไทย มีความเป็นธรรมต่อชาติบ้านเมือง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 31 ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี โดยมีผู้นำเหล่าทัพเข้าร่วมงานดังกล่าว โดยโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตของครอบครัวอุปถัมภ์ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงเพิ่มทักษะประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันของครอบครัวอุปถัมภ์กับครอบครัวของเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.เปรม กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอให้ผู้เข้าร่วมโครงการภาคภูมิใจ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ พร้อมทั้งจดจำ ความเอื้อเฟื้อของผู้ใหญ่ในประเทศที่จัดโครงการนี้ขึ้น และขอให้เยาวชนในฐานะเยาวชนรุ่นใหม่ ต้องรักษาความเป็นไทยไว้ให้ได้ และรักษาความเป็นธรรมต่อชาติบ้านเมือง เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งตนเองรู้สึกดีใจที่เห็นทุกคนมุ่งมั่นสร้างโครงการนี้ให้ยืนยงต่อไปได้ เพราะแผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของเราทุกคน ดังนั้นทุกคนควรรักษา พัฒนา และสร้างชาติให้มั่นคง สำหรับ โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ ได้ดำเนินการรุ่นที่หนึ่งตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 30 รุ่นมีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน 6,430 คน ครอบครัวอุปถัมป์จำนวน 2,904 ครอบครัว […]

‘ชาวบ้านโป่ง’ ร้องกองปราบ! ถูกจนท.ใช้กำลังไล่ที่ เชื่อนายทุนได้เอกสารสิทธิโดยมิชอบ

ตัวแทนชาวบ้านต.หนองอ้อ และ ต.ดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี รวมตัวเข้าร้องเรียน กองบังคับการปราบปราม หลังถูกตำรวจสภ.บ้านโป่ง และทหารใช้กำลังขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ทำกิน หลังจากศาลฎีกาตัดสินให้ชาวบ้านออกจากที่ทำกินที่เป็นที่ดินจากเอกสารสิทธิ น.ส.3 ของนายทุน ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เมื่อปี พ.ศ. 2552 และออกหมายจับชาวบ้าน โดยชาวบ้าน ที่เข้ามาร้องเรียน บอกว่า พวกตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการออก น.ส.3 ของนายทุน ยืนยันว่าชาวบ้านอยู่ในที่ดินดังกล่าวมานานหลายชั่วอายุคน ก่อนที่นายทุนจะเข้ามาออกเอกสารสิทธิ ช่วงที่ผ่านมาชาวบ้านได้คัดค้านการออก น.ส.3 แต่กลับไม่เป็นผล อีกทั้งอ้างว่าถูกตำรวจ เข้ามาขับไล่ และทำร้ายร่างกาย ซึ่งได้นำหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปวีดิโอ สภาพบ้านข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับความเสียหายมายื่นให้กองปราบอีกด้วย ทั้งนี้กลุ่มชาวบ้านอยู่ระหว่างการร้องศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 เพราะเชื่อว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบและเรียกร้องให้กองปราบระงับการเข้าจับกุม และข่มขู่ชาวบ้านของเจ้าหน้าที่

รวมพลแฉตำรวจออกใบสั่งไม่ชอบ แนะวิธีโต้กลับแบบถึงกึ๋น (คลิป)

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคลิปที่ถูกเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ เป็นภาพคนขับรถบรรทุกสิบล้อทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่ยอมให้ทางเจ้าหน้าที่ยึดใบขับขี่ จนเป็นกระแสโด่งดังในสังคมออนไลน์ ล่าสุด 16 มิถุนายน 2560 เวลา 18.50 สถาพร มงคล ผู้ขับรถสิบล้อ ออกมาเปิดเผยผ่านรายการต่างคนต่างคิด ว่าเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 ขณะนำรถสิบล้อเข้าตรวจควันดำที่ด่านถนนนครอินทร์ เกิดทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฐาน รถสิบล้อมีค่าควันดำเกินมาตรฐาน ทั้งๆที่มั่นใจว่ารถจะผ่านการตรวจสอบ และตำรวจเริ่มเสียงดัง จึงทำให้ตนโมโหและเตะกรวย ตำรวจสั่งให้เอากรวยมาตั้งที่เดิม และถูกเจ้าหน้าที่ใช้เท้าเตะไปที่ขาจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งการตัดสินใจนำคลิปมาโพสต์ เพราะอยากให้ตำรวจมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตำรวจไม่มีอำนาจทำร้ายประชาชน  ขณะนี้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อเป็นการต่อสู้ในการถูกจับโดยมิชอบ ให้คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้ามาพูดคุยและแชร์ประสบการณ์ ขณะนี้ภายในกลุ่มมีสมาชิกสูงสุดถึง 4 หมื่นคน อำพล บัวสอน ผู้ขับขี่รถสิบล้อ เปิดเผยว่า ตนเจอใบสั่งจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อหา “ไม่ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย” แต่ในความเป็นจริง จังหวะที่ภาพถูกถ่ายออกมา เป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนเลน แต่กลับไม่มีภาพดังกล่าวออกมา จึงได้โต้แย้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนสุดท้ายเจ้าหน้าที่นำข้อมูลออกจากระบบ และคิดว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหา พร้อมแนะให้ผู้ใช้รถใช้ถนน ติดกล้องหน้ารถเพื่อเป็นหลักฐานในการป้องกันตัวเอง ธนวัฒน์ ตะราษี ผู้ขับขี่รถทัวร์ เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 […]

keyboard_arrow_up