ธนาธร โพสต์ขออย่า “เล่นการเมืองแบบเก่า” วอนช่วยกันแก้ไข “ข่าวเท็จ” ด้วย “ความจริง”

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit โดยกล่าวถึงกระแสการโจมตีพรรคการเมือง และฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วยข้อมูลเท็จที่มีการบิดเบือน ซึ่งมีหัวข้อว่า Fair Play : อย่าปล่อยให้การเมืองเก่าพาประเทศไทยกลับไปเหมือนเดิม และมีเนื้อหาดังนี้… ผมรู้ดีว่า ผมไม่อาจแก้ไขข่าวเท็จทั้งหมดได้ด้วยตัวคนเดียว “การเมืองเก่า”​ พยายามทำลายพวกเราโดยไม่เลือกวิธีการจริงๆ ผมคนเดียวอาจไม่มีพลังเพียงพอ แต่คนล้านคนทุกอย่างเป็นไปได้ ขอให้ทุกคนช่วยกันแก้ไข “ข่าวเท็จ” ด้วย “ความจริง” ช่วยกันพิสูจน์ว่าการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์เท่านั้น ที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่านี้ การเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากไม่เริ่มวันนี้ ก็ไม่มีวันเห็นความเปลี่ยนแปลง ก้าวเดินไปพร้อมกัน สู่ 24 มีนาคม วันเริ่มต้นอนาคตใหม่ [ Fair Play : อย่าปล่อยให้การเมืองเก่าพาประเทศไทยกลับไปเหมือนเดิม ]ผมรู้ดีว่า… โพสต์โดย Thanathorn Juangroongruangkit – ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อ วันพุธที่ 6 มีนาคม 2019

ไม่ได้วิเศษอย่างที่คิด! หลายคนอาจไม่คิดว่า ‘ว่านจั๊กจั่น’ ที่แท้ก็แค่…ซากแมลงขึ้นรา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ว่านจั๊กจั่น’ กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อของสิ่งที่มานี้มาก่อน คงต้องขอเกริ่นก่อนว่า ตามความเชื่อของคนโบร่ำโบราณนั้น ว่านจั๊กจั่น หรือ พญาว่านต่อเงินต่อทอง ถูกจัดให้เป็นเป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ประเภทเดียวกับพวกมักกะลีผล และมีสรรพคุณให้ผู้ที่บูชามีทรัพย์สินเงินทองงอกเงยไม่ขาดมือ จึงไม่แปลกที่ว่านเหล่านี้จะมีราคาซื้อขายที่สูงมาก แม้ว่าตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะชี้ชัดแล้วว่า…ว่านจั๊กจั่นนั้นเป็นเพียงตัวอ่อนของจั๊กจั่นที่ตายเพราะติดเชื้อราก็ตาม!! อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ หรืออาจดูเหมือนเป็นการลบหลู่ความรู้ของคนเฒ่าคนแก่ แต่ถ้าใครเคยชมสารคดีที่ของมดในป่าฝนที่ตายเพราะเชื้อรา Cordyceps unilateralis และทำให้มันมีชิ้นส่วนคล้ายเขางออกออกมาจากร่างกาย ในกรณีของว่านจั๊กจั่นนั้นก็ไม่มีสาเหตุไม่ต่างกัน เพราะมันเกิดจากเชื้อรา Cordyceps sobolifera ที่มักติดอยู่กับตัวอ่อนจั๊กจั่นในระยะที่อาศัยอยู่ใต้ดิน โดยมันจะดูดซึมสารอาหารในร่างของพาหะจนอ่อนแอและตายในที่สุด เมื่อไม่มีสารอาหารเหลือแล้ว เชี้อราจะเริ่มสร้างโครงสร้างสืบพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนเขายืดขึ้นเหนือพื้นดิน ที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเขาของว่านจั๊กจั่น แต่ความจริงแล้วมันคือสปอร์ของเชื้อรา ที่จะแตกออกและไปตกอยู่ในร่างของแมลงอื่นหรือจั๊กจั่นโชคร้ายตัวต่อไป มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร แล้วจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นยาสมุนไพรได้หรือไม่!? จากข้อมูลในเพจ หมอแล็บแพนด้า ได้อธิบายเกี่ยวกับว่านตัวนี้ไว้ว่า… ที่มา – mushroaming.com / Facebook.com : หมอแล็บแพนด้า

หยุดมโน! เผยความจริงเบื้องหลังภาพ ‘ปรัชญาหมาป่า’ ที่ทำเอาอินหนักทั้งโซเชียล

กลายเป็นภาพที่แชร์ต่อๆ กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนหลายคนยกให้เป็นคำสอนสำหรับผู้นำในชั่วข้ามคืน นั่นคือภาพ ‘ปรัชญาหมาป่า’ ที่บอกเล่าลำดับการเดินฝูงของเหล่าหมาป่าที่มาพร้อมคำอธิบายว่า…สามตัวแรกในวงกลมสีแดงเป็นกลุ่มที่ค่อนค้างแก่ ป่วยและไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง กลุ่มถัดมาในวงกลมสีเหลืองห้าตัวเป็นกลุ่มที่แขงแกร่งที่สุดในฝูง พร้อมที่จะปกป่องสามตัวข้างหน้าในกรณีถูกจู่โจม กลุ่มเยอะสุดที่อยู่ตรงกลางเป็นกลุ่มที่ถูกปกป้องจากสมาชิกในฝูงไม่ว่าจะถูโจมตีจากข้างหน้าหรือข้างหลัง กลุ่มห้าตัวในวงกลมสีเขียวเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในฝูงเช่นกัน เพื่อที่จะปกป้องภัยอันตรายจากข้างหลังของฝูงตัวสุดท้ายที่ลูกศรชี้เป็นจ่าฝูงที่เดินหลังสุด เพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่าสมาชิกตัวใดตัวหนึ่งไม่ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และจ่าฝูงพร้อมที่จะปกป้องสมาชิกทุกๆตัวในกรณีฉุกเฉินเพราะเค้ามองเห็นทุกๆอย่างที้เกิดขึ้นข้างหน้า.. ปรัชญานี้แสดงให้เราเห็นว่านี่คือผู้นำที่แท้จริง!!! ฟังดูเป็นเรื่องราวสุดตื่นตาและน่าเหลือเชื่ออย่างมาก แต่ก็อย่างที่หลายคนคงรู้ดีว่า ‘อะไรที่มันไม่น่าเชื่อ มันก็คือเรื่องไม่น่าเชื่อ’ เพราะบทความบิ๊วอารมณ์ขั้นสุดในโลกออนไลน์ชิ้นนี้ ความจริงแล้วมันก็แค่…เรื่องมโนลวงโลกเท่านั้น! จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่อๆ กันมาจากต่างประเทศ โดยที่ต้นฉบับแรกสุดของการลวงโลกนี้ถูกอ้างอิงว่าเป็นภาพที่ถ่ายโดย Cesare Brai แต่ในความจริงแล้วภาพดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของซีรีส์สารคดี Frozen Planet จากช่อง BBC ที่แสดงให้เห็นถึงการออกล่าของฝูงหมาป่า 25 ตัวจากอุทยาน Wood Buffalo National Park ประเทศแคนาดา กำลังเดินทางเพื่อออกล่าเหยื่อท่ามกลางหิมะหนา และเพื่อเป็นการประหยัดพลังงานในการตามล่า ฝูงหมาป่าจึงเดินเรียงเป็นแถว โดยมี ‘จ่าฝูง’ เดินนำหน้าเพื่อมุ่งตรงไปยังตำแหน่งล่าเหยื่อ และเปิดทางให้กับลูกฝูงที่เดินตามมา ถึงจะอ้างว่าเป็นบทความเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แต่การอ้างอิงธรรมชาติของสัตว์ป่าที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการสร้างข้อมูลเพื่อหลอกลวงผู้คนให้คล้อยตาม และสร้างความเข้าใจผิดๆ ให้กับสังคมเท่านั้น…จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนนำภาพและเรื่องราวนี้มาแชร์ซ้ำๆ ในโลกออนไลน์นะ แถมลองดูจะตัวเลขที่แชร์นั่นสิ เยอะการแชร์ข่าวจริงๆ อีกนะเธอ!? […]

เข้าใจตรงกันนะ!! เปิดคลิปเก่า อ.เจษฎา หลังเทรนด์ ‘แครกเกอร์ปลอม’ เผาติดไฟกลับมาระบาดอีกครั้ง

กลับมาเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้ทำคลิปทดลองเผาแครกเกอร์จากประเทศจีน และอ้างว่าเป็นแครกเกอร์ปลอมที่ทำจากพลาสติก เพราะมันติดไฟได้ และได้มีการแชร์ออกไปในโซเชียลอย่างกว้างขวาง เพื่อเตือนไม่ให้กินขนมจากเมืองจีนชนิดนี้ อย่างไรก้ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยทำคลิปทดลองเผาแครกเกอร์แบบต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นมีแครกเกอร์หลายยี่ห้อที่สามารถเผาติดไฟได้ เนื่องจากเป็นขนมที่มีส่วนผสมของแป้งและนำมัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะติดไฟ อีกทั้งยังอธิบายด้วยว่า ราคาของพลาสติกนั้นสูงกว่าราคาวัตถุดิบที่นำมาทำแครกเกอร์เสียอีก จึงไม่มีเหตุผลที่คนจะทำของปลอมขึ้นมาขาย

วันหนึ่งต้องรู้! ‘บอย ปกรณ์’ เริ่มบอกอ้อมๆ ‘น้องวันใหม่’ เรื่องรับอุปการะมาเลี้ยง

บอย ปกรณ์ เริ่มบอก น้องวันใหม่ เรื่องรับมาอุปการะบ้างแล้ว แต่เป็นการบอกอ้อมๆ ไม่คิดปกปิด เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ครอบครัวฉัตรบริรักษ์ ได้ยกกันไปฉลองวันเกิดให้กับ “น้องวันใหม่ อายุครบ 6 ขวบ น้องเล็กของครอบครัวไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ล่าสุดได้เจอบอย ปกรณ์ จึงสอบถามเรื่องน้องวันใหม่ ว่าได้มีการพูดคุยกันบ้างหรือไม่ เกี่ยวกับการอุปการะน้อง โดยบอย บอกว่า ได้มีโอกาสบอกน้องวันใหม่ เรื่องที่รับอุปการะมาเลี้ยงบ้างแล้ว แต่ไม่ได้บอกตรง ๆ ใช้วิธีการบอกอ้อม ๆ ให้น้องรู้ว่า น้องมี 2 บ้านนะ คือที่มูลนิธิและที่บ้านฉัตรบริรักษ์ ที่ผ่านมาถ้ามีเวลาว่างก็จะพาน้องวันใหม่กลับไปทำบุญและเจอเพื่อน ๆ ที่มูลนิธิตลอด ซึ่งวันใหม่ก็รับรู้ไม่ได้มีอาการงงอะไร ส่วนหนึ่งคิดว่าน้องอาจจะรับรู้ตามประสาเด็ก แต่ยังไม่เข้าใจอะไรมาก ซึ่งทางเราก็ไม่คิดปิดบังเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเราก็ทำงานอยู่ตรงนี้ วันหนึ่งถ้าไม่บอก น้องวันใหม่ก็ต้องรู้เองอยู่ดี หากในวันข้างหน้าจะต้องตอบคำถามน้องเกี่ยวกับครอบครัวก็ พร้อมที่จะตามความจริงอยู่แล้ว ภาพจาก instagram.com/boy_pakorn/

หยุดแชร์มั่ว!! อ.เจษฎา ยันดื่มน้ำเย็นไม่อันตราย เผยถ้าจริง…คนตายไปครึ่งโลกแล้ว

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์อย่างมาก เมื่อ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เฉลยความจริงเรื่องการดื่มน้ำเย็นเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งถูกแชร์กันในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ผ่านทางเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และยังอธิบายถึงภาพการหยดสีย้อมลงน้ำเย็นแล้วดูหนืดกว่าในน้ำร้อน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการแพร่ของสารเคมีที่จะเร็วกว่าเมื่ออยู่ในน้ำอุณหภูมิที่สูงกว่า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับน้ำเย็นอันตรายแต่อย่างใด และถ้าน้ำเย็นอันตรายตามที่บอก คนคงตายไปครึ่งโลกแล้ว

ไม่ใช่เรื่อง…’แค่กดว้าว’ เปิดความจริงจากฝั่งหญิงเสื้อม่วงจอมเตะในคลิปดัง เผยถูกคู่กรณีพาพวกมาเอาคืนด้วย

กำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อเพจชื่อดัง “แหม่มโพธิ์ดำ” โพสต์คลิป หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งถูกรุมตบ โดยระบุว่า #อุทธาหรณ์กดว๊าวหน้าร้าวจมูกเบี้ยว #ชะนีจ้ำม่ำหึงโหด #ยกพวกรุมตบแฟนเก่าที่กดWOWให้แฟนตัวเอง #ทำร้ายไม่พอรูดทรัพย์ทองหายในที่เกิดเหตุ #คุยโวอ้างคนมีสี โดยข้อความที่โพสต์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 60 เรากำลังไปโลตัสชัยนาท พอออกมาจากโลตัส ก็ถูกรุมทำร้าย ตอนนี้เราแจ้งความกับสถานีตำรวจ จ.ชัยนาท ไปแล้ว แต่ผ่านมาเดือนกว่า คดีไม่คืบ อีกทั้งตอนที่โดนรุม ทองที่ข้อมือเราหายไป รถเราก็เฟรมแตก จมูกเราเบี้ยวไปหน่อย ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี เจอตัวหญิงสาวคนที่เป็นมือตบในคลิปนี้แล้ว ขื่อ นางสุรัสสา อายุ 25 ปี เป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าภายในตัวเมืองชัยนาท เธอยอมรับว่าลงมือทำร้ายเด็กผู้หญิงวัย 17 ปี ในคลิปจริง แต่สาเหตุไม่เกี่ยวกับการ “กดว้าว” รูปสามีของตน เพราะช่วงหลังตนและสามีได้ทะเลาะกัน อยู่ในช่วงห่างกัน สาเหตุที่ไปตบ เพราะน้องในคลิป ได้โพสต์ภาพคู่กับสามีของตนในห้องนอนในบ้านที่ตนและสามีเคยอยู่ด้วยกัน จึงบันดาลโทสะลงมือก่อเหตุดังกล่าว ส่วนที่บอกว่าทองที่ข้อมือหายไปและจมูกเบี้ยวนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะจากผลการตรวจของแพทย์ ระบุว่า หญิงสาวคู่กรณีบาดเจ็บเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น […]

หยุดแชร์! อาจารย์เจษฎ์โพตส์เตือน ‘คลิปองุ่นปลอม’ ย้ำเรื่องนี้แค่ ‘มโนโซเชียล’

หลังจากเป็นคลิปที่ถูกแชร์กันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องขององุ่นที่ถูกบีบแล้วไม่หลุดออจากเปลือกซึ่งมีที่มาจากประเทศเวียดนาม จนกระทั่งมีเพจดังใน Facebook จำนวนมากนำไปแชร์กันอย่างกว้างขวางโดยระบุว่าเป็น ‘องุ่นปลอม’ ล่าสุดในเพจ อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ได้มีชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าองุ่นที่เห็นนั้นเป็นองุ่นจริง และถ้าจะทำของปลอมแบบที่มีพลาสติกครอบเนื้อองุ่นที่ยังคงความสดแบบนี้ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากในการทำโพลีเมอร์ที่คล้ายธรรมชาติขนาดนี้ และจำเป็นต้องอาศัยฝีมือในการทำมากด้วย และถ้าจะทำทุกลูก ยังมีราคาสูงถึงลูกละร้อยบาท ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการปลอมแน่ ที่มา – Facebook.com / facebook.com

เฉลยความจริงของ ‘ว่านจั๊กจั่น’ ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นแค่…ซากแมลงขึ้นรา!?

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่อง ‘ว่านจั๊กจั่น’ กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินชื่อของสิ่งที่มานี้มาก่อน คงต้องขอเกริ่นก่อนว่า ตามความเชื่อของคนโบร่ำโบราณนั้น ว่านจั๊กจั่น หรือ พญาว่านต่อเงินต่อทอง ถูกจัดให้เป็นเป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ประเภทเดียวกับพวกมักกะลีผล และมีสรรพคุณให้ผู้ที่บูชามีทรัพย์สินเงินทองงอกเงยไม่ขาดมือ จึงไม่แปลกที่ว่านเหล่านี้จะมีราคาซื้อขายที่สูงมาก แม้ว่าตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จะชี้ชัดแล้วว่า…ว่านจั๊กจั่นนั้นเป็นเพียงตัวอ่อนของจั๊กจั่นที่ตายเพราะติดเชื้อราก็ตาม!! อาจฟังดูไม่น่าเชื่อ หรืออาจดูเหมือนเป็นการลบหลู่ความรู้ของคนเฒ่าคนแก่ แต่ถ้าใครเคยชมสารคดีที่ของมดในป่าฝนที่ตายเพราะเชื้อรา Cordyceps unilateralis และทำให้มันมีชิ้นส่วนคล้ายเขางออกออกมาจากร่างกาย ในกรณีของว่านจั๊กจั่นนั้นก็ไม่มีสาเหตุไม่ต่างกัน เพราะมันเกิดจากเชื้อรา Cordyceps sobolifera ที่มักติดอยู่กับตัวอ่อนจั๊กจั่นในระยะที่อาศัยอยู่ใต้ดิน โดยมันจะดูดซึมสารอาหารในร่างของพาหะจนอ่อนแอและตายในที่สุด เมื่อไม่มีสารอาหารเหลือแล้ว เชี้อราจะเริ่มสร้างโครงสร้างสืบพันธุ์ที่มีลักษณะเหมือนเขายืดขึ้นเหนือพื้นดิน ที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเขาของว่านจั๊กจั่น แต่ความจริงแล้วมันคือสปอร์ของเชื้อรา ที่จะแตกออกและไปตกอยู่ในร่างของแมลงอื่นหรือจั๊กจั่นโชคร้ายตัวต่อไป มาถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร แล้วจะสามารถเปลี่ยนมันเป็นยาสมุนไพรได้หรือไม่!? จากข้อมูลในเพจ หมอแล็บแพนด้า ได้อธิบายเกี่ยวกับว่านตัวนี้ไว้ว่า… ที่มา – mushroaming.com / Facebook.com : หมอแล็บแพนด้า

เรียงคิวเงิบ! เฉลยเบื้องหลังคนจีนเอา ‘ถ้วย-ถัง-กะละมัง-หม้อ’ ไปรับกาแฟฟรี ที่แท้แค่กิจกรรมไวรัล

กลายเป็นภาพประเด็นที่ถูกวิจารณ์กันอย่างเผ็ดร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อมีการเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นการจัดโปรโมชั่นของร้านกาแฟแบรนด์ดังเจ้าหนึ่งในประเทศ ที่พร้อมแจกกาแฟฟรีให้กับลูกค้าที่นำภาชนะมาใส่กาแฟเอง จึงทำให้มีชาวจีนจำนวนมากนำถ้วย-ถัง-กะละมัง-หม้อ ขนาดต่างๆ มาใส่กาแฟของทางร้าน หลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป และกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก ล่าสุดได้มีข้อมูลที่ระบุว่าภาพดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมสนุกๆ ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อทดลองว่าถ้าให้ส่วนลด 3 หยวนสำหรับลูกค้าที่เอาภาชนะใช่กาแฟมาเอง จะได้รับความสนใจแค่ไหน พูดง่ายๆ คือลูกค้ายังคงต้องเสียเงินค่ากาแฟอยู่ดี อย่างเช่นกาแฟในกะละมังข้างล่างนี้ ก็ตกที่ประมาณ 327 หยวน หรือประมาณ 1,600 บาท ส่วนโปรโมชั่นที่ว่าแจกกาแฟฟรีสำหรับผู้ที่นำภาชนะมาใส่เองนั้น แม้จะเป็นข้อจริง แต่ก็มีเงื่อนไขทั้งจำนวนคนที่ได้รับสิทธิ์ในแต่ละวัน รวมทั้งจำกัดปริมาณเพียง 355 มิลลิลิตรเท่านั้น ไม่ว่าลูกค้าจะนำภาชนะขนาดไหนมาใช่ก็ตาม ที่มา – ck101.com / shanghaidaily.com

keyboard_arrow_up