แม่ทัพภาค 4 ยัน ยังจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

จากกรณีกลุ่มคนร้ายบุกยิงถล่มป้อมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านทุ้งสะเดา หรือบ้าน ต.ลำพยา อ.เมือง จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บ 5 คนเมื่อเวลา  00.10 น.วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงมาตรการการบังคับใช้กฏหมายพิเศษ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณีการบุกยิงป้อม ชรบ.  ว่าการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่นั้น การพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป แต่ทีมกำลังทหารที่เป็นการสั่งการอยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ต้องบังคับใช้กฎหมาย โดยต้องใช้กฎหมายพิเศษ ซึ่งไม่ได้ใช้โดยฝ่ายมั่นคงเพียงฝ่ายเดียว แต่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของบ้านเป็นหลัก เข้าไปร่วมดำเนินการด้วยทุกครั้งที่มีการใช้กฎหมายพิเศษเข้าปิดล้อม ตรวจค้น เราบังคับกฎหมายอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่บ่งชี้ว่า กลุ่มคนร้ายยังไม่ละความพยายามในการก่อเหตุโดยไม่เลือกเป้าหมาย และยังคงย้อนแย้งกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ ที่พยายามเรียกร้องให้รัฐยกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ โดยไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ จึงขอให้สังคมช่วยกันเรียกร้อง และตรวจสอบพฤติกรรมขององค์กรเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะการแสดงตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ไม่ต่างจากอาชญากรที่กำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้น เจ้าหน้าที่พบรอยเลือด หมวก เป้ ปลอกกระสุน และดีเอ็นเอ คาดว่า จะรู้กลุ่มที่ก่อเหตุได้ในไม่ช้า ตอนนี้ต้องขอเวลาตรวจสอบปลอกกระสุน และหลักฐานต่าง ๆ 2 วัน ผู้ก่อเหตุเองก็โดนยิงได้รับบาดเจ็บ เพราะว่าเราพบรอยเลือดกองใหญ่อยู่ที่เกิดเหตุด้วย ส่วนอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ก็ถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุนำออกไปด้วยบางส่วน คาดว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นกลุ่มเดิม ๆ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ลูกสาวโพสต์อาลัย สูญเสียทั้งพ่อ-แม่เหตุถล่มยิงป้อมชรบ. ชี้พ่อทำเต็มที่แล้ว

จากกรณีกลุ่มคนร้ายบุกยิงถล่มป้อมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านทุ้งสะเดา หรือบ้าน ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิต 15 คน บาดเจ็บ 5 คน นอกจากจะสร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่แล้ว ยังนำความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับคนในครอบครัวด้วย ล่าสุดวันที่ 7 พ.ย. น.ส.ธิดารัตน์ ยอดแก้ว หนึ่งในผู้สูญเสียทั้งพ่อและแม่ในเหตุการณ์คนร้ายบุกถล่มยิงป้อมชรบ.บ้านทุ้งสะเดา ได้โพสต์ข้อความสุดอาลัยถึงพ่อและแม่ ระบุว่า “วีรบุรุษของลูก พ่อทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว #กระสุนหมดแม็ก เพื่อนรอดชีวิตบางส่วน พ่อทำในสิ่งที่ใจพ่อรัก ที่ใจพ่อคิดและหวังไว้มาตลอด #จะสู้ถ้ามีโอกาสสู้ “วันนี้พ่อสู้ สู้ได้สมศักดิ์ศรีชาวลำพะยา พ่อคือความภาคภูมิใจของลูก ๆ หลาน ๆ และชาวลำพะยา #รัชนก เธอเกิดมาเพื่อคู่กับสุนทรจริง ๆ ไปไหนไปด้วยกัน เที่ยวไหนเที่ยวด้วยกัน กินไรกินด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ยามสุขก็สุขร่วมกัน จนวินาทีสุดท้ายของชีวิตก็ได้ใช้ร่วมกัน เกิดชาติหน้าฉันท์ใด จะขอเกิดเป็นลูกพ่อกับแม่อีก จากกันเพียงกายแต่ใจลูกนี้ยังผูกพันธ์” ทั้งนี้ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุ […]

ชาวคริสต์ในศรีลังกากลับเข้าโบสถ์ครั้งแรก หลังเหตุโจมตีวันอีสเตอร์

โบสถ์คริสต์หลายแห่งในที่ศรีลังกา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธหัวรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 รายเมื่อ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา กลับมาเปิดรับประชาชนเข้ามาประกอบศาสนกิจประจำวันอาทิตย์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รายงานข่าวระบุว่า ทางการศรีลังกาได้ส่งกำลังทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ มารักษาความปลอดภัย ตามโบสถ์คริสต์หลายแห่งในกรุงโคลอมโบ เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย เมื่อช่วงเทศกาลอีสเตอร์ที่ผ่านมา โดยนอกจากกำลังทหาร-ตำรวจจะทำการลาดตระเวนรอบพื้นที่ของโบสถ์แต่ละแห่งแล้ว ยังมีการตั้งจุดตรวจเช็คกระเป๋ารวมถึงสัมภาระต่าง ๆ เพื่อป้องกัน มิให้มีการพกอาวุธและระเบิดเข้ามาในพื้นที่ ด้านสื่อท้องถิ่นในศรีลังกา รายงานว่า ศาสนิกชนชาวคริสต์ในกรุงโคลอมโบต่างแสดงความมั่นใจต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของทางการ และยืนยันว่า การเผื่อแผ่ความรัก และการให้อภัย จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะเอาชนะการก่อการร้ายได้ในที่สุด ทั้งนี้ กลุ่มนักรบรัฐอิสลาม (ไอเอส) ได้ออกคำแถลงผ่านสำนักข่าวอามัค ที่เป็นกระบอกเสียงของตน โดยอ้างว่า นักรบของกลุ่มตนอยู่เบื้องหลังการโจมตีโบสถ์คริสต์ 3 แห่งและโรงแรมหรูอีก 4 แห่งในศรีลังกาเมื่อ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้โบสถ์คริสต์จำนวนมากพากันประกาศงดการจัดกิจกรรมทางศาสนา ขณะที่โรงเรียนของชาวคริสต์นิกายคาทอลิกหลายแห่งก็ประกาศปิดการเรียนการสอน เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 

‘ไอเอส’ อ้างอยู่เบื้องหลัง เหตุระเบิดโจมตีชาวคริสต์ในศรีลังกา

สำนักข่าวอามัค ที่เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) เผยแพร่คำแถลงที่ระบุว่า กลุ่มไอเอสอยู่เบื้องหลังการโจมตีที่มีชาวคริสต์ในศรีลังกาเป็นเป้าหมาย โดยระบุ นักรบของกลุ่มตนได้พลีชีพจากการโจมตีพวกนอกศาสนาในครั้งนี้ โดยความเคลื่อนไหวของไอเอสครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุระเบิดโจมตีรวมแล้วกว่า 10 จุดตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมาในศรีลังกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 321 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 500 คน ขณะที่ชาวศรีลังกา ร่วมกันประกอบพิธีฝังศพหมู่ในวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา รายงานข่าวระบุว่า บรรยากาศของการจัดพิธีฝังศพหมู่เป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยที่บรรดาสมาชิกในครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่างยังคงร่ำไห้ต่อความสูญเสีย จากเหตุโจมตีระลอกนี้ ที่ถือเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่สุดของศรีลังกา นับตั้งแต่ที่สงครามกลางเมืองกับกลุ่มกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม สิ้นสุดลงไปเมื่อ 10 ปีก่อน ด้านรัฐบาลศรีลังกา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และให้อำนาจแก่ทหาร-ตำรวจ ในการกวาดล้างจับกุมกลุ่มติดอาวุธที่อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีทั้ง 9 จุด รวมถึงมีการสั่งบล็อกเว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์เพื่อป้องกันข่าวลือต่าง ๆ ที่อาจถูกแชร์ต่อและทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน ล่าสุดมีการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวน 40 คนที่คาดว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีที่เกิดขึ้นตลอด 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงของศรีลังกา ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้รับคำเตือนจากสำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐฯ(เอฟบีไอ) รวมถึงหน่วยข่าวกรองของหลายประเทศ ที่เตือนล่วงหน้าหลายสัปดาห์ ถึงความเป็นไปได้ในการก่อเหตุโจมตีทั้ง 9 […]

ศรีลังกายกเลิกเคอร์ฟิวเหตุระเบิด ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 290 คน-จับผู้ต้องสงสัย 24 ราย

จากกรณีเหตุระเบิดโจมตีโบสต์คริสต์และโรงแรม 8 จุดในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ทั่ว ศรีลังกา รวมถึงในกรุงโคลอมโบ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 290 คน บาดเจ็บกว่า 500 คนนั้น ล่าสุดนายกรัฐมนตรีศรีลังกาเปิดเผยความคืบหน้า เหตุระเบิด 8 จุดในกรุงโคลอมโบ และอีกหลายเมืองในวันอีสเตอร์ โดยระบุว่า ขณะนี้ ยอดผู้เสียชีวิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 290 คน ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 35 คน ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 500 คน โดยเมื่อเวลา 6 โมงเช้าที่ผ่านมา ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งเคอร์ฟิวที่ห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานแล้ว ในขณะนี้ ยังไม่ทราบกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว แต่ได้มีการบุกจับกุมผู้ต้องสงสัยแล้ว 24 ราย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการนำตัวมาสอบปากคำ ขณะเดียวกัน ทางการได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้งดส่งข้อความข่าวลือหรือข่าวปลอมทางโซเชียลมีเดีย เพราะในตอนนี้ มีกระแสข่าวว่าหน่วยงานความมั่นคงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีเหตุโจมตี แต่ไม่สามารถระงับเหตุได้ ซึ่งนายกฯ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง บรรยากาศตามถนนสายต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจคอยตรวจสอบอย่างเข้มงวด ส่วนที่สนามบิน ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่เดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมายอมรับว่าอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของศรีลังกา โดยเกิดขึ้นที่โบสถ์คริสต์ […]

รวบมือกราดยิงรถรางเนเธอร์แลนด์ ดับ 3 ราย คาดปมปัญหาครอบครัว

จากกรณีวานนี้(18 มี.ค.) เกิดเหตุกราดยิงบนรถรางในเมืองยูเทรกต์ เนเธอร์แลนด์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีก 5 คน ล่าสุดตำรวจเนเธอร์แลนด์เปิดเผยว่าสามารถจับกุมนายก็อคเมน ทานิส วัย 37 ปี ชาวตุรกี ผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยตำรวจสามารถจับกุมนายทานิสได้ในอาคารแห่งหนึ่ง ที่อยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร หลังผู้ก่อเหตุได้หลบหนีการจับกุมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ซึ่งทำให้ตำรวจได้ออกปฎิบัติการไล่ล่าทั่วเมือง และต้องปิดโรงเรียน ส่วนแรงจูงใจในการก่อเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดในเวลานี้ แต่เบื้องต้นอัยการเปิดเผยว่าอาจมีปมเหตุมาจากปัญหาภายในครอบครัว โดยนายทานิสได้ยิงญาติของตัวเองที่อยู่บนรถรางจากนั้นก็ยิงผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่พยายามเข้ามาช่วย ซึ่งหลังเกิดเหตุกราดยิงดังกล่าวทางการเนเธอร์แลนด์ได้ยกระดับเตือนภัยก่อการร้ายในระดับสูงสุดในเมืองยูเทรกต์ โดยได้มีการเพิ่มการดูแลความปลอดภัยตามสนามบิน และมัสยิดด้วย ด้านสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์เตือนให้ชาวไทยในเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในเมืองยูเทรกต์และบริเวณใกล้เคียงใช้ความระมัดระวัง ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยและติดตามข่าวสารจากทางการเนเธอร์แลนด์อย่างใกล้ชิด ขณะที่กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศระบุว่าไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุกราดยิงดังกล่าว ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

กราดยิง 2 มัสยิดในนิวซีแลนด์ ดับแล้ว 49 ราย – นายกฯ ประกาศยกระดับความปลอดภัยขั้นสูง

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุกราดยิงมัสยิดในนิวซีแลนด์ได้เพิ่มเป็น 49 ราย ขณะที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 4 ราย โดยทางการนิวซีแลนด์ยังได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยเป็นขั้นสูง นายกรัฐมนตรีจาร์ซินดา อาร์เดิร์น ผู้นำนิวซีแลนด์ระบุว่าเหตุกราดยิงมัสยิด 2 แห่ง ในเมืองไครส์เชิร์ชของนิวซีแลนด์เป็นเหตุก่อการร้าย และมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ซึ่งผู้ก่อเหตุเป็นพวกขวาจัดหัวรุนแรง พร้อมกับแสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นโดยเหตุกราดยิงครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 40 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 20 คน หลังเกิดเหตุกราดยิง ผู้นำนิวซีแลนด์ก็ได้ประกาศยกระดับการรักษาความปลอดภัยเป็นขั้นสูงเพื่อป้องกันเหตุโจมตีและสั่งปิดมัสยิดทั้งหมดในเมืองไครเชิร์ส จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ผู้นำนิวซีแลนด์ยังได้ขอความร่วมมือจากชาวเน็ตให้ยุติการเผยแพร่คลิปไลฟ์สดของมือกราดยิงและคำประกาศอุดมการของผู้ก่อเหตุ โดยในเช้าวันพรุ่งนี้นายกรัฐมนตรีอาร์เดิร์นก็จะเตรียมไปเดินทางไปยังมัสยิดที่เกิดเหตุด้วย ส่าสุดตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 4 คนเป็นชาย 3 คน และเป็นหญิงอีก 1 ราย โดยหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมเป็นชาวออสเตรเลีย ซึ่งผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง โดยตำรวจเกรงว่าอาจมีผู้ต้องสงสัยรายอื่นที่ยังคงลอยนวลอยู่ในเวลานี้ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมือปืนร่วมก่อเหตุกี่คน จากตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบระเบิดแสวงเครื่อง 2 ลูกติดตั้งภายในรถยนต์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ซึ่งได้ปลดชนวนระเบิดแล้ว แต่ตำรวจก็ยังไม่สรุปว่ากลุ่มคนร้ายเตรียมวางแผนที่จะก่อเหตุระเบิดรถยนต์ฆ่าตัวตายด้วยหรือไม่ ขณะที่กลุ่มประเทศมุสลิมอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ตุรกี อัฟกานิสถานและปากีสถานก็ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และร่วมกันประณามเหตุกราดยิงในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการมุ่งทำร้ายศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง […]

วางระเบิด-กราดยิงโรงแรมเครือดุสิตธานีในเคนย่า ดับอย่างน้อย 15 ราย

เมื่อวานนี้(15 ม.ค. 62) เวลาประมาณ 15.00 น. เกิดเหตุระเบิดอย่างน้อย 1 ครั้ง และเหตุกราดยิงที่โรงแรมดุสิต ดีทู ในกรุงไนโรบี ประเทศเคนย่า ทำให้พนักงานของโรงแรมต้องพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด โดยกลุ่มติดอาวุธอัล ชาบับ ที่มีฐานที่มั่นในโซมาเลียได้ออกมายอมรับว่าลงมือก่อเหตุโจมตีโรงแรมดุสิตดีทูในกรุงไนโรบีของเคนย่า ซึ่งเป็นโรงแรมหรูในเครือของดุสิตธานีของไทย เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่ากลุ่มติดอาวุธอัล ชาบับได้โยนระเบิดใส่รถยนต์ที่จอดบริเวณลาดรถก่อนที่จะบุกเข้ามากราดยิงผู้คนในโรงแรมดุสิตดีทู และบริเวณสำนักงานของโรมแรมด้วย ทำให้ผู้คนภายในโรงแรมต่างวิ่งหนีด้วยความแตกตื่น ขณะที่เหล่าพนักงานก็เข้าไปหลบในห้องพัก โดยเหล่าผู้รอดชีวิตจากเหตุโจมตีเปิดเผยว่ากลุ่มติดอาวุธใช้ระเบิดและปืนยาวในการก่อเหตุ ขณะที่ตำรวจได้รุดมายังที่เกิดเหตุ โดยเมื่อช่วงคืน(15 ม.ค. 62)ที่ผ่านมา ทางการเคนย่าระบุว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในโรงแรมไว้ได้แล้ว แต่ก็ยังคงมีเสียงปืนยิงโจมตีมาจากโรงแรม เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย แต่ยังไม่มีการยืนยันจำนวนแน่ชัดในขณะนี้ โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตนี้มีชาวสหรัฐฯอยู่ด้วย 1 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บมีราว 30 คน ด้านตำรวจเคนย่ายังขอความร่วมมือไม่ให้ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุโจมตีโพสต์คลิปภาพขณะเกิดเหตุ เนื่องจากอาจเป็นการยุยงให้กลุ่มติดอาวุธก่อเหตุในลักษณะนี้อีก ขณะที่สถานทูตไทยประจำกรุงไนโรบีเปิดเผยผ่านทางเฟสบุคว่าได้ประสานคนไทย ที่ทำงานในโรงแรมดุสิตดีทูแล้ว ทุกคนปลอดภัยดี ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

บึ้มรูปปั้น สนั่นหาดสมิหลา ผู้ว่าฯ สั่งปิดหาดหลังพบมีระเบิดเพิ่ม (คลิป)

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 61 เวลาประมาณ 22.00 น.  เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกันบริเวณชายหาดแหลมสมิหลา แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของ จ.สงขลา ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครสงขลา โดยจุดที่เกิดระเบิดอยู่ตรงบริเวณรูปปั้นนางเงือกทอง และรูปปั้นหนูกับแมว ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 200 เมตร และเป็นสัญลักษณ์ของชายหาดแหลมสมิหลา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นาน คล้อยหลังการเดินทางมาในพื้นที่ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในจังหวัดสงขลาวันนี้ ล่าสุดหน่วยกำลังด้านความมั่นคงทั้งทหาร จากทัพเรือภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ยังคงร่วมกันปิดกั้นจุดเกิดเหตุ ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปภายใน เนื่องจากยังคงพบมีสิ่งของต้องสงสัยที่อาจเป็นระเบิดอยู่อีกจำนวนหนึ่ง โดยเมื่อเวลา 07.15 น. เจ้าหน้าที่อีโอดี ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยในถังขยะ 1 ลูก ทำการเก็บกู้ทำลาย และเมื่อเวลา 8.00 น. ที่ผ่านมา มีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้น บริเวณหิน ห่างจากรูปปั้นเงือกทอง มาทางโรงแรมบีพี สมิหลาประมาณ 30 เมตร ทั้งนี้ ตลอดคืนที่ผ่านมา พบว่าเกิดเหตุระเบิดแล้วรวม 3 ครั้ง […]

ชาวปารีสรวมตัวปล่อยลูกโป่งขึ้นฟ้า รำลึกเหยื่อก่อการร้ายปี 58

กรุงปารีสของฝรั่งเศสจัดพิธีครบรอบ 3 ปีเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยการปล่อยลูกโป่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยพิธีรำลึกจัดขึ้นอย่างสงบในกรุงปารีส มีการปล่อยลูกโป่งจำนวน 130 ลูก ซึ่งเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุก่อการร้ายระเบิดฆ่าตัวตาย นอกสนามสตาดเดอฟร็องส์ ระหว่างการแข่งขันฟุตบอล ก่อนเกิดเหตุกราดยิง และระเบิดฆ่าตัวตายอีกครั้งที่คาเฟ่และร้านอาหารใจกลางเมืองตามมา ถือเป็นเหตุก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังเกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตจำนวน 130 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 400 คน โดยหลายคนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ผู้ก่อเหตุจำนวน 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่ถือสัญชาติฝรั่งเศสและเบลเยียมเสียชีวิตเช่นกัน การสืบสวนทราบภายหลังว่า หลายคนเคยต่อสู้ในซีเรียและทั้งหมดเป็นสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส หลังเกิดเหตุ กลุ่มรัฐอิสลามออกมาอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีในกรุงปารีส โดยบอกว่าเป็นการแก้แค้นที่ฝรั่งเศสเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีกลุ่มก่อการร้ายทางอากาศในซีเรียและอิรัก ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

ผอ.โรงเรียนใจเด็ด สู้ยิบตาคนร้ายซุ่มบุกกราดยิง หนีกระเจิงเข้าป่า รอดตายหวุดหวิด

วันที่ 1 ต.ค. 61 เวลา 08.30 น. ร.ต.ท.ตุลากร สุริยวงศ์ รอง สว.สภ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุคนร้ายซุ่มยิงบุคลากรทางการศึกษา เหตุเกิดบริเวณถนนเชื่อมตำบล ม.3  ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ ซึ่งเป็นทางเปลี่ยว ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายล้มอยู่กลางถนน ยี่ห้อ ฮอนด้า ทะเบียน กจ 6460 ปัตตานี แต่ไม่พบผู้เสียหาย ทราบชื่อภายหลัง คือ นายถวิล แซ่ฮ่ำ อายุ 59 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำบ่อ ซึ่งช่วงเกิดเหตุได้รับรถยนต์หลบหนีและไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด สอบสวนทราบว่า ขณะที่ นายถวิล ขับรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ ทะเบียน ก 5829 ปัตตานี ออกจากบ้านพัก เพื่อเดินทางไปโรงเรียน ระหว่างทางถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้าย 2 ขับรถจักรยานยนต์ตามหลังมา แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่ นายถวิลจึงใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับ 2 นัด ทำให้รถจักรยานยนต์ของคนร้ายล้มและคนร้ายหลบหนีเข้าไปในป่า จากนั้นระหว่างที่นายถวิลกำลังเร่งเครื่องหนีก็เหยียบตะปูเรือใบที่คนร้ายโปรยบนถนนทำให้ล้อรถด้านหน้าขวาแตก คนร้ายอีกกลุ่มซุ่มในป่าข้างทางได้ใช้อาวุธปืนเอเค-47 […]

คาร์บอมบ์ในเมืองหลวงโซมาเลีย เสียหายยับ-ดับอย่างน้อย 6 ศพ

เกิดเหตุโจมตีด้วยระเบิดคาร์บอมบ์ บริเวณที่ตั้งของหน่วยงานของรัฐบาลโซมาเลีย กลางกรุงโมกาดิชู ส่งผลให้อาคารดังกล่าว รวมถึงโรงเรียนที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด โดยภาพที่ได้มาจากสื่อท้องถิ่นเผยให้เห็นกลุ่มควันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า รวมถึงเศษซากความเสียหายหลังการโจมตีในครั้งนี้ ด้านหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลโซมาเลียเผยว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงมีการเปิดเผยว่า คนร้ายที่ขับรถซึ่งติดตั้งระเบิดไว้ภายใน ได้สละชีวิตของตนเองจากเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ครั้งนี้ ขณะเดียวกันมีรายงานว่า กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์อัล-ชาบาบ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาลโซมาเลีย คือผู้ต้องสงสัยอันดับ 1 ต่อเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้ ติดตามข่าวสารเรื่องราวที่น่าสนใจอื่น ๆ ได้ที่ อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34

อุกอาจ! บุกยิง 5 ศพเมืองยะลา จนท.เร่งตรวจสอบ-คุมเข้มเหตุไม่สงบช่วงท้ายเดือนรอมฎอน

เจ้าหน้าที่ชุดพิสูจน์หลักฐาน พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครอง ร่วมเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ คนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยาวและ เอ็ม16 กราดยิง ชาวบ้าน ที่บ้านโต๊ะดือลง หมู่ที่ 4 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน เมื่อกลางดึก(11 มิ.ย. 61) ที่ผ่านมา ตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืน เอ็ม16 จำนวนหนึ่ง ปลอกลูกซองยาว 1 ปลอก เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า เหตุเกิดขณะที่ผู้ตายทั้งหมดกำลังนั่งกินน้ำชาอยู่บริเวณบ้านพัก ก่อนมีคนร้าย 4 คน ขี่รถจักรยายนยต์ 2 คัน โดยทั้ง 4 คน ใส่หมวกไอ้โม่งคลุมหัว อำพรางใบหน้า และบุกยิงใส่จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตทั้งหมด ก่อนหลบหนีไป หลังเกิดเหตุได้นำศพผู้เสียชีวิตไปชันสูตรที่โรงพยาบาลบันนังสตา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตั้งปมสังหาร 2 เรื่อง คือ เรืองส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดดฏมาย และการสร้างสถานการณ์ช่วงท้ายของเดือนรอมฏอน ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังพื้นที่มากขึ้น เช่น ที่จังหวัดยะลา ได้จัดกำลังชุดจรยุทธ์ […]

ครอบครัวอินโดฯ อยู่เบื้องหลังระเบิดโจมตีสนง.ตำรวจ เผยคำสั่งกลุ่มไอเอส

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดเผยว่าเหตุระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีสำนักงานตำรวจเมืองสุราบายา ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันนี้ (14 พ.ค. 61) เป็นฝีมือของครอบครัวชาวอินโดนีเซียที่มีสมาชิก 5 คน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุขับรถจักรยานยนต์ 2 คันเข้ามาในบริเวณด่านตรวจของสำนักงานตำรวจจากนั้นก็ได้จุดชนวนระเบิด ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุได้นำเด็กหญิงวัย 8 ขวบนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วย โดยเด็กหญิงคนดังกล่าวได้รับบาดเจ็บและเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุโจมตี เหตุระเบิดนี้ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 10 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ 4 นาย และเป็นพลเรือน 6 คน ตำรวจอินโดนีเซียยังเปิดเผยด้วยว่าครอบครัวที่ก่อเหตุนี้ได้รับคำสั่งมาจากกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรียให้ก่อเหตุล้างแค้นให้กับสมาชิกกลุ่มติดอาวุธในอินโดนีเซียที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสที่ถูกจับกุม โดยรูปแบบการก่อเหตุนี้ก็คล้ายกับเหตุระเบิดโจมตีโบสถ์คริสต์ 3 แห่งในเมืองสุราบายา ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 ราย บาดเจ็บอีก 44 คน ซึ่งเหตุโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของครอบครัวชาวอินโดนีเซีย 6 คน ที่ทั้งพ่อแม่และลูก ๆ อีก 4 คนลงมือจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย และจากการสอบสวนก็พบว่าครอบครัวนี้เคยเดินทางไปซีเรียด้วย ขณะที่ทางการอินโดนีเซียได้เพิ่มการรักษาความปลอดภัย โดยได้มีการเพิ่มกำลังตำรวจและทหารดูความปลอดภัยทั่วประเทศ หลังเกิดเหตุระเบิดโจมตีต่อเนื่องในช่วงนี้

ระเบิดฆ่าตัวตายกลางหน่วยเลือกตั้งอัฟกันฯ ดับ 48 ศพ ‘ไอเอส’ รับอยู่เบื้องหลัง

เกิดเหตุโจมตีโดยมือระเบิดฆ่าตัวตายรายหนึ่ง บริเวณด้านนอกหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 48 ราย และมีแนวโน้มที่ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากในจำนวนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 คนนั้น มีหลายคนที่อาการสาหัส รายงานข่าวระบุว่า ผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ยืนต่อแถวรอลงทะเบียนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะที่เครือข่ายของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอัฟกานิสถาน ออกมาแถลงอ้างตัวว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทยอัฟกานิสถานแถลงว่า มือระเบิดฆ่าตัวตายที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ ได้เดินเท้าเข้ามายังพื้นที่หน่วยเลือกตั้ง ก่อนจุดระเบิดที่ผูกติดไว้กับตัวเอง เหตุโจมตีโดยมือระเบิดฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น กลายเป็นข่าวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลอัฟกานิสถานภายใต้การนำของประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ที่มีแผนจัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาในเดือนตุลาคมปีนี้ ขอบคุณภาพ TRT World

โปสเตอร์ขู่บึ้มรถไฟนิวยอร์ก ว่อนทั่วเน็ต! ด้าน ‘ไอเอส’ ปัดไม่ได้ทำ

มีการเผยแพร่ภาพในสังคมออนไลน์ของเครือข่ายกลุ่มก่อการร้าย เป็นภาพชายสวมเสื้อยืดสะพายเป้ มีข้อความเขียนเป็นภาษาอังกฤษและอาหรับว่า “คุณไม่มีทางเดาได้ว่าเราจะโจมตีที่หมายใด” ด้านหลังเป็นสถานีรถไฟใต้ดินบรู๊คลิน ในนิวยอร์ก มีระเบิดวางที่โคนเสาและยังมีคำว่าไอซิสเขียนอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มวาฟา ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของไอเอสยืนยันว่าไม่ได้เป็นคำขู่ของกลุ่มตน ก่อนหน้านี้ เคยมีการเผยแพร่โปสเตอร์ขู่โจมตีฟุตบอลโลก 2018 ที่กำลังจะจัดขึ้นที่รัสเซีย โดยเป็นภาพการเล็งเป้าที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ยืนอยู่บนโพเดียมกลางสนามกีฬา ด้านล่างมีข้อความเขียนว่า ปูตินจะต้องรับผิดชอบที่ฆ่าชาวมุสลิม

‘พระสันตะปาปา’ ประณามผู้ก่อเหตุวางระเบิดโจมตีอัฟกันฯ เสียชีวิตกว่า 100 ราย

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ทรงนำพิธีสวดภาวนาหมู่ประจำสัปดาห์ภายในนครรัฐวาติกัน และทรงประณามผู้ก่อเหตุโจมตีในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย โดยทรงระบุว่า เหตุการณ์โจมตีนองเลือดล่าสุดที่เกิดขึ้นในกรุงคาบูล ถือเป็นการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ และเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายที่ไร้มนุษยธรรม ทั้งนี้ประมุขแห่งสำนักวาติกันยังทรงเรียกร้องให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องเดินหน้าทำงานเพื่อสร้างสันติภาพในอัฟกานิสถานต่อไปโดยไม่หวั่นไหวต่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น ท่าทีล่าสุดของสมเด็จพระสันตะปาปาเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่เกิดเหตุโจมตีโดยมือระเบิดฆ่าตัวตายในกรุงคาบูลเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 230 คน รวมถึงเหตุโจมตีสำนักงานขององค์กรการกุศล “เซฟ เดอะ ชิลเดร็น” ที่เมืองจาลาลาบัด ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน

ผู้ค้ายัน! ไม่เคยเห็น 2 ชายต้องสงสัยบึ้มตลาดพิมลชัย จนท.เพิ่มมาตรการคุมเข้ม (คลิป)

จากกรณีเกิดเหตุ จยย.บอมบ์ในตลาดสดพิมลชัย ในเขตเทศบาลนครยะลา จนเป็นเหตุให้ผู้เสียชีวิต 3 รายบาดเจ็บ 18 ราย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา ทางฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มมาตรการการปลอดภัยอย่างเข้มงวดนั้น ล่าสุดทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้ลงพื้นที่ตลาดสดพิมลชัย และนำภาพถ่ายของผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ฝ่ายความมั่นคงคุมตัวไว้ได้มาให้ชาวบ้านในตลาดดู พบว่า พ่อค้าแม่ค้า และชาวบ้านในพื้นที่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเห็นหน้าของชายทั้ง 2 คนมาก่อน และคิดว่าหากคนร้ายนับถือศาสนาอิสลามก็ไม่น่าจะเข้ามาในพื้นที่ของตลาด เนื่องจากภายในมีแผงขายหมูเป็นจำนวนมาก และจุดเกิดเหตุก็อยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยบรรยากาศภายในตลาด มีพ่อค้าแม่ค้ากลับมาค้าขายตามปกติ แต่ผู้มาซื้อสินค้าน้อยลงอย่างชัดเจน รอบๆ ตลาดมีการตั้งด่านตรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รถยนต์ทุกคันต้องลดกระจกเพื่อให้กล้องวงจรปิดจับใบหน้าของคนขับ หากเป็นรถกระบะขนของติดหลังคาสูงจะต้องมีการเปิดให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูสิ่งของภายใน ส่วนของรถจักรยานยนต์จะมีการสุ่มตรวจบางคัน

keyboard_arrow_up