ความเป็นมา “วินมอเตอร์ไซค์” อาชีพให้บริการ ที่เพิ่งยกพวกตีกันสดๆ กลางกรุง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์อีกครั้ง เมื่อกลุ่ม วินมอเตอร์ไซค์ กลุ่มใหญ่หลายสิบคนพร้อมอาวุธครบมือ ได้ก่อเหตุยกพวกตีกันกลางถนน มีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน ท่ามกลางความตื่นตกใจของผู้ที่สัญจรผานไปมาย่าน ตลาดอุดมสุข โดยในคลิปเป็นเหตุการณ์ความวุ่นวาย มีเสียงตะโกนด่าทอใส่กัน ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าระงับเหตุ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหาเช่นนี้ในสังคมไทย และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หากไม่มีมาตรการออกมาควบคุมอย่างเด็ดขาด แต่ก่อนจะมีการแก้ปัญหาทุกอย่าง เราควรได้ทราบความเป็นมาของปัญหาเหล่านั้นเสียก่อน รวมทั้งความเป็นว่าของวินมอเตอร์ไซค์ที่เป็นผู้ก่อเหตุในหลายๆ ครั้งด้วย จากข้อมูลของ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของ “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” กลุ่มแรกในประเทศไทย มีต้นกำเนิดมาจากจากชาวสวนยางพาราทางภาคใต้ ที่นำยางแผ่นไปขายให้พ่อค้า แต่เพราะสภาพถนนในสมัยก่อนยังเป็นทางเล็กๆ และทุรกันดาร ต้องใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหลัก ส่วนในกรุงเทพฯ นั้น สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้มีการอ้างอิงบทสัมภาษณ์ของ เรือเอกสมบูรณ์ บุญศักดิ์ดี อดีตผู้จัดการคิวรถมอเตอร์ไซค์ ในซอยงามดูพลี ในนิตยสาร Thailand Business ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526 ทำให้ทราบว่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างสายแรกในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นที่ซอยงามดูพลี และย่านชานเมืองบริเวณดอนเมืองและบางกะปิ ซึ่งได้ให้เหตุผลเกี่ยวกับการจัดตั้งคิวรถมอเตอร์ไซค์ไว้ว่า… ในซอยงามดูพลีมีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น แฟลตทหารเรือซึ่งอยู่ห่างจากถนนพระรามสี่ถึง 0.8 ก.ม. มีคนอาศัย 300 ครัวเรือน […]

เปิดตำนาน “เสือดำมักกะสัน” เมื่อครั้งหนึ่งเคยมีนักล่าเดินเพ่นพ่านอยู่กลางกรุง

ยังคงเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะชนอย่างกว้างขวาง สำหรับกรณีคำตัดสินคดีล่า “เสือดำ” ที่ผู้คนและสื่อมวลชนต่างให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง แต่เชื่อหรือไม่ว่า…เรื่องราวของเสือดำนั้นไม่ได้เป็นที่ฮือฮาแค่ใน พ.ศ. นี้เท่านั้น แต่หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 40 ปีก่อน ในช่วงปี พ.ศ.2521 เสือชนิดนี้ได้กลายเป็นที่รู้จักของชาวกรุง ในฉายาว่า “เสือดำมักกะสัน” แม้จะได้ชื่อฉายาว่า เสือดำมักกะสัน แต่นั่นไม่ได้หมายความถึงโจรขโมย หรือขาใหญ่ประจำถิ่น หากเป็นเสือดำตัวเป็นๆ ที่ถูกพบเห็นอยู่กลางกรุงเทพมหานคร บริเวณโรงซ่อมรถไฟ และเป็นสุสานรถไฟที่รวบรวมซากรถไฟเก่าที่หมดวาระ ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยในขณะนั้นพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ากลางเมืองที่เต็มไปด้วยต้นไม้ และชาวบ้านในแถบนั้นพบความผิดปกติบางอย่าง นั่นคือสัตว์เลี้ยงของพวกเขาค่อยๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอยทีละตัวสองตัว จนมีข่าวลือหนาหูว่า พบเสือดำเดินเพ่นพ่านอยู่แถวสุสานรถไฟมักกะสัน เหตุการณ์นี้ได้สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก และแม้จะมีการส่งเจ้าหน้าเข้าไปดักจับเสือดำตัวนั้นอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่พบ ทำให้เกิดข่าวลือของเสือดำมักกะสันเริ่มถูกเล่าแบบปากต่อปากไปในทางไสยศาสตร์ โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า…เสือดำตัวนี้อาจเป็นเสือสมิง อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็มีการดักจับเสือดำได้จริงๆ ซึ่งทำให้ชาวบ้านต่างโล่งใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าอีก 2 ปีต่อมา ความจริงจะปรากฏว่า เสือดำตัวนั้นเป็นเสือที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ซื้อมาในราคา 3,000 บาท และนำมาปล่อยไว้เองเพื่อผลทางจิตวิทยา ก่อนจะจับไปปล่อยไว้ในป่าห้วยขาแข้ง จึงถือเป็นบทสรุปคลายความสงสัยให้กับประชาชนและเป็นการปิดตำนานเสือดำมักกะสันไปโดยปริยาย

กระฉ่อนโซเชียล! เผยผลงานกราฟฟิตี้ ‘นาฬิกาบิ๊กป้อม’ โผล่ทางขึ้นสะพานลอยกลางกรุง

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อพบว่ามีการแชร์ภาพจากเพจเฟซบุ๊กชื่อ Headache Stencil ซึ่งเป็นรูปนาฬิกากับใบหน้าของรองนายกฯ ที่กำลังเป็นประเด็นทางสังคมอยู่ในขณะนี้ โดยทางเพจได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับภาพดังกล่าวว่า…ปกติเวลาพ่นเกี่ยวกับการเมือง ไม่เคยเกินสามวันก็ถูกกทม.ลบละ แต่นี่วันที่สามแล้วว่ะเฮ้ย… นี่แสดงว่าแม้แต่เจ้าหน้าที่ก็เกลียดลุงตอแหลคนนี้ด้วยสินะถึงทำเป็นไม่เห็นเนี่ย ออกไปได้แล้วลุง! It never happened before when i did politic art in bkk and it still on wall more than 3 days. This mean the public cleaner agree with me about this Rolex general right? อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าล่าสุดได้มีเจ้าหน้าที่เทศกิจทำการลงพื้นที่ เพื่อใช้สีทาทับภาพดังกล่าวออกจากสะพานลอยคนข้ามถนนระหว่างซอยสุขุมวิท 56 กับ 58 ฝั่งมุ่งหน้าพระโขนงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชาวบ้านสุดเอือม คลิป ‘ขับรถเบียด’ ในซอยแคบชี้ปัญหาซ้ำซาก อยากให้มีน้ำใจต่อกันดีกว่า

จากกรณีเพจ social hunter v.2 ได้โพสต์ คลิปวีดีโอความยาวประมาณ 4 นาที ซึ่งมีรถยนต์ 2 คัน จอดเทียบกัน ซึ่งคนขับรถทั้งสองคันกำลังโต้เถียงกันอยู่กลางถนน และก็มีรถยนต์อีกหลายคัน จอดรออยู่หลังรถ 2 คันนี้ พร้อม ข้อความระบุว่า อยากให้คนไทยรู้จักให้อภัยกัน แค่เรื่องเล็กน้อย ทำให้มีคนมาวิพากษ์วิจาร์ จำนวนมากนั้น ความคืบหน้า ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังซอยประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซอย 7 เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยได้พบกับนายธีรวัฒน์ ศรีสุมัง วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย เล่าให้ฟังว่า รถคันที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ ที่มีแท็กซี่สีเหลืองจอดอยู่ข้างหน้า ขับมาตามปกติ จนกระทั่งรถยนต์สีขาวฝั่งขวา ขับมาแล้วบอกว่า คันซ้ายขับไปเบียดเลน รถคันซ้ายจึงโมโหแล้วพูดประมาณว่า แกนั่นแหละ ขับเบียดเข้ามา รถคันขวาจึงไม่ยอม จากนั้นรถทั้งสองคัน จึงลงมาเถียงกันไปมาประมาณเกือบ 4 นาที และมีการทำร้ายร่างกายกันบ้างเล็กน้อย ซึ่งรอบๆข้าง ทั้งคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เริ่มตะโกนบอกว่าให้ยอมๆ กันเถอะ เพราะว่าเรื่องแค่เล็กน้อย เพราะจริงแล้วๆ รถคันขวาสามารถขับต่อไปได้ เพราะยังมีพื้นที่อีกประมาณนึง […]

keyboard_arrow_up