บทสัมภาษณ์

เปิดมุมมอง พฤกษา - แสนสิริ “ลดค่าโอน-จดจำนอง” กระตุ้นอสังหาฯ ฟื้น?

18 ม.ค. 65
เปิดมุมมอง พฤกษา - แสนสิริ    “ลดค่าโอน-จดจำนอง”   กระตุ้นอสังหาฯ ฟื้น?

2 บิ๊ก แสนสิริ-พฤกษา มองมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ลดค่าการจดทะเบียนการโอน-จดทะเบียนจำนองหลือ 0.01% มีผลวันนี้ถึงสิ้นปีเป็นมาตรการที่ดีช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วยกระตุ้นคนมีกำลังซื้อตัดสินใจเร็วขึ้น แต่เสนอให้ออกมาตรการเพิ่มช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชนปั๊มกำลังซื้อเพิ่ม-วอนช่วยผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติถือครองอสังหาฯได้เพิ่ม

 นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ (SIRI) ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว "SPOTLIGHT" ว่ากรณีที่มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลกำหนดให้มีการลดค่าการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% โดยมีผลเริ่มใช้ในวันนี้เป็นวันแรกถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2565 นี้ นั้น มองว่าเป็นมาตรการที่ดีเพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนที่มีกำลังซื้อพร้อมและมีแผนที่ตัดสินใจที่จะซื้อที่อยู่อาศัยอยู่แล้วสามารถเร่งตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นเพราะมีค่าใช้จ่ายลดลง

แต่ในภาพรวมอาจกระตุ้นยอดขายใหม่ได้ไม่มาก เนื่องจากปัจจัยหลักสำคัญที่จะมีผลกระตุ้นให้คนตัดสินใจซื้อบ้านมี 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ความมั่นใจของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ 2. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ต้องอยู่ในทิศทางที่มีการเติบด้วย


อย่างไรก็ดีขอเสนอให้ให้รัฐบาลควรออกมาตรการเพิ่มเติมในการกระตุ้นเพิ่มเงินในกระเป๋ารวมกำลังซื้อของประชาชนให้มีเพิ่มขึ้น รวมถึงควรมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วยจากภาวะที่ปัจจุบันเกิดสถานการณ์ราคาสินค้าและอาหารที่มีความจำเป็นในชชีวิตประจำวันปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งราคาเนื้อหมู, ไก่ รวมถึงเชื้อเพลิงพลังงานที่มีราคาเพิ่มสูงด้วยเพื่อสามารถให้คนมีเงินเหลือมาใช้จ่ายได้

 

"การลดค่าการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนจำนองที่ออกมาถือว่าเป็นมาตาการที่ดีเพราะช่วยให้คนที่ตัดสินใจซื้อบ้านลดค่าใช้จ่ายลงได้ 10,000-20,000 บาท ต่อราคาบ้านที่ 1 ล้านบาทต่อหลัง แต่ขอเสนอให้ภาครัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติม เรื่องแรกคือ ออกมาตรการที่สามารถช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน เช่นที่เคยทำโครงการ “ชิมช้อปใช้" หรือมาตรการอื่นๆก็ได้

รวมถึงควรแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น(cost-push inflation) ส่งผลให้ราคาสินค้าแพง และอยากให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยด้วยเพื่อกระตุ้นทั้งภาคอสังริมทรัพย์แม้ว่าตอนนี้จะมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อแต่เกิดจาก cost push ซึ่งรัฐบาลควรเข้ามาแก้เพราะมีผลกระทบกับประชาชน แต่ถ้าเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์(Demand-pull Inflation) ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะสะท้อนว่าคนมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น" นายอุทัย กล่าว

สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทแสนสิริในปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทได้อยู่ที่ 33,000 ล้านบาท อีกทั้งในปีนี้มีแผนจะเปิดโครงการใหม่จำนวน 46 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่เปิดโครงการใหม่ไปเพียงมูลค่า 7,000 ล้านบาท เนื่องจากมีมุมมองว่าในปีนี้ภาพรวมของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มดีขึ้น รวมถึงความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยที่อั้นมา 2 ปีจะกลับมาซื้อในปีนี้หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มมีทิศทางดีที่ขึ้น


ด้านนายปิยะ ประยงค์ บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท กับทีมข่าว "SPOTLIGHT" ว่า มองว่ามาตรการการลดค่าการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนจำนองที่ออกมาตรการที่ดีและเป็นประโยชน์ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพราะช่วยกระตุ้นตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นเพราะมีค่าใช้จ่ายลดลง อีกทั้งบริษัทพฤกษาเรียลเอสเตทก็จะได้ประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วยเพราะปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหลังมีสัดส่วนประมาณ 50% ของลูกค้ารวม

สำหรับมาตรการที่ต้องการเสนอให้ภาครัฐออกมาเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทยเพราะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของมูลค่าจีดีพีของไทย โดยในระยะสั้น คือ ต้องการแก้ไขโครงสร้างปัญหาหนี้ครัวของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ตั้งแต่ระดับกลางถึงล่างที่มีหนี้ครัวเรือนในระดับสูงจากบัตรเครดิตซึ่งประชาชนกลุ่มนี้มีความต้องการซื้อที่อาศัยเพื่ออาศัยจริงค่อนข้างสูง

แต่กลับมีข้อจำกัดต่อการเข้าถึงสินเชื่อในการซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงออกมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยได้เพิ่มขึ้น ส่วนมาตรการระยะกลางต้องการให้ภาครัฐมีนโยบายผ่อนปรนให้ชาวต่างชาติสามารถถือครองทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์บางประเภทได้มากขึ้นจากปัจจุบัน

ขณะที่แผนธุรกิจของบริษัทในปีนี้จะเปิดโครงการใหม่จำนวน 29-30 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านบาท อีกทั้งตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้จะเติบโตต่อเนื่องโดยมียอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 20% จากปี 2564 ที่มียอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 20% เช่นกันจากปี 2563 ที่มียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 23,000-24,000 ล้านบาท

เนื่องจากประเมินว่าภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นจากปีที่แล้ว ขณะที่ความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบยังมีทิศทางทีดี อีกทั้งบริษัทมีแผนจะปรับกลยุทธ์ในการขายกลุ่มคอนโดมิเนียมซึ่งจะส่งผลให้มียอดขายที่ดีขึ้น

กองบรรณาธิการ Spotlight

กองบรรณาธิการ Spotlight

Relate Post

Spotlight