
สืบเนื่องจากกรณีมีกระแสข่าวอ้างรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสำนวนสอบสวนโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 โดยเป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สืบสวนไต่สวน กกต. และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมทั้งสิ้น 7 ราย
โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ กระทั่งมีการสรุปสำนวนมีความเห็นดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหา จำนวนทั้งสิ้น 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย
ต่อมาวันที่ 16 ก.ย.68 นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. (ตำแหน่งขณะนั้น) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 จำนวน 7 ราย ได้แก่ นายอนุชา จันทร์สุริยา ที่ปรึกษา กกต., นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, นายนันทศักดิ์ พูลสุข อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร, นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ, นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายธัชสกล พรหมจมาศ อดีตที่ปรึกษา กกต., ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือก สว.
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่สำนวนคดีอยู่ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีการตั้งข้อสังเกตของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (สว.สำรอง) และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. มีลักษณะจะทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาหลุดพ้นคดี เนื่องด้วยมีเหตุน่าสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการยืดเยื้อประวิงเวลาของ กกต. ในการตั้งชุดคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าวขึ้นมากลั่นกรองสำนวนซ้ำอีกครั้ง รวมถึงยังปรากฏความสัมพันธ์ใกล้ชิดของ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่ไปยืนไหว้รอต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งก็ตกเป็น 1 ใน 229 รายชื่อที่ถูกดำเนินคดีในสำนวนฮั้ว สว. ดังกล่าว
รวมทั้งกลุ่ม สว.สำรอง และทนายอั๋น ยังขอให้ทางดีเอสไอที่อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่ตีกลับสำนวน ให้เร่งออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินเครือข่ายพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และสุราษฎร์ธานี หรือที่เรียกว่าขบวนการสายใต้ มิใช่เพียงการดำเนินคดีผู้ต้องหาเพียง 8 รายก่อนหน้านี้ กระทั่งล่าสุดวันที่ 12 มี.ค. 69 มีรายงานว่าอนุกรรมการคณะที่ 36 ได้ประชุมพิจารณา มีมติ 5 : 2 เห็นค้านกับคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ระบุว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด โดยเสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นว่าควรชี้มูล 134 ราย ในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่มีกระแสข่าวว่ามติของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดีฮั้ว สว. ซึ่งในความเห็นส่วนนี้ของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องถูกส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ (บอร์ด กกต.) เพื่อพิจารณาชี้ขาดวินิจฉัยต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเห็นดำเนินคดีก่อนหน้านี้ของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้เคยมีมติดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ก็จะถูกนำไปพิจารณาในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เช่นเดียวกัน เพราะทั้งสองคณะอนุกรรมการดังกล่าวถือมีบทบาทเป็นเหมือนที่ปรึกษา ให้ความเห็น หารือ และเป็นผู้กลั่นกรองสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และรายละเอียด พฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง แต่คนที่จะชี้ขาดจะต้องเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เท่านั้น
ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่ก็จะต้องพิจารณาว่าสำนวนความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยมีมติดำเนินคดีบุคคลใดบ้างและโดยพฤติการณ์ใดบ้าง และแตกต่างไปจากความเห็นกลั่นกรองสำนวนของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 อย่างไรบ้าง ทั้งนี้ กรณีที่ความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ก็ไม่อาจทำให้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะสามารถอุทธรณ์ได้ ต้องรอทางคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่อย่างเดียว
รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า แต่ในขณะเดียวกัน สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมจากการตีกลับสำนวนโดยอัยการคดีพิเศษนั้น ยังคงต้องดำเนินการต่อไปตามคำสั่งที่ให้ไปรวมสำนวนกับทาง กกต. โดยมีการกำหนดให้รวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับคน 7 กลุ่ม ที่ กกต.ได้ดำเนินการไว้ จึงย้ำว่าความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ในสำนวนคดีฮั้ว สว. ย่อมไม่มีผลเด็ดขาดต่อการสอบสวนในคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ เพราะสอบสวนด้วยกฎหมายคนละฉบับกัน และดีเอสไอก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องรอดูในส่วนของการชี้ขาดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย
Advertisement