close sticky

สาวใหญ่แฉญาติจับส่งรพ.บ้าหวังฮุบมรดก 20 ล้าน โดนขุดป่วยจริงแก้ผ้าละเลงเลือด (คลิป)

0
21 มิ.ย. 64

กรณีแฟนเพจเฟซบุ๊ก “อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return” โพสต์ภาพนิ่งของหญิงคนหนึ่ง อายุ 54 ปี พร้อมกับระบุข้อความว่า “ถูก ตร.และ จนท.อาสามูลนิธิดัง จับยัดให้เป็นคนบ้า เพื่อหวังหุบมรดก 4 ปีร้องไปที่ไหนก็เงียบ...มันมีอะไรบังตา ปิดปาก อุดหูไว้รึไง ถูกบังคับให้เป็นคนบ้าเพื่อมรดก ญาติและตำรวจจับยัดโรงพยาบาลบ้านาน 21 วัน ร้องสื่อและมูลนิธิดังไร้เหลียวแล แพทย์ฉีดยาโดยไม่ฟังเหตุผลอะไรจนกระทั่งป้าติดต่อขอความช่วยเหลือจนรอดพ้นโรงพยาบาลบ้าได้”


267125


ล่าสุดวันที่ 21 มิ.ย.64 ที่สน.สำเหร่ น.ส.ศิริพร หรือ ป้าหุย อายุ 54 ปี ผู้เสียหาย เดินทางมายื่นหนังสื่อเพื่อคัดสำเนาเอกสารการรับแจ้งความเมื่อปี 2559 ที่เธอถูกทำร้ายร่างกาย ประกอบกับแจ้งความเอาผิดทีมแพทย์ที่วินิจฉัยว่าเธอมีอาการป่วยทางจิต จากนั้นจะรวบรวมเอกสารทั้งหมดเตรียมนำไปยื่นขอความเป็นธรรมกับนายสิระ เจนจาคะ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน


709558


น.ส.ศิริพร ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนมีพี่น้องทั้ง 5 คน ซึ่งตนเป็นน้องคนสุดท้อง โดยคนที่ 1 เสียชีวิตแล้ว คนที่ 2 เป็นคนนำตัวตนส่งรพ.จิตเวช คนที่ 3 และ 4 ย้ายไปอยู่ที่อื่น ทั้งนี้ตนจบการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อดีตเคยทำงานเกี่ยวกับระบบ Microsoft และเป็นพนักงานไอทีของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยครอบครัวของตนประกอบธุรกิจอยู่ที่ย่านสำเพ็ง จนกระทั่งปี 2548 ผู้เป็นพ่อได้เสียชีวิต


ต่อมาในปี 2555 ผู้เป็นแม่ก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคชรา จากนั้นได้มีการเขียนมรดกให้กับลูก ๆ ทั้ง 5 คน ระบุว่า “อาคารพาณิชย์ 2 ห้อง ในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 13 ขนาด 41 ตาราวา 5 ชั้น ให้ใช้อยู่อาศัยร่วมกัน หรือหากขายให้แบ่งจำนวนเท่ากัน” ราคาล่าสุดพบว่าสามารถขายได้ 20 ล้านบาท 


450002


หลังจากที่แม่เสียชีวิตแล้ว ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในครอบครัว โดยทุกวันพี่น้องก็จทะเลาะกันเรื่องแบ่งสมบัติ ซึ่งในจำนวน 5 คน จะมีผู้จัดการมรดก คือ พี่ชายคนโต ส่วนพี่ชายคนที่ 3 และ 4 ตัดสินใจย้ายออกไปมีครอบครัว เพราะไม่อยากมีปัญหากับพี่น้อง ท้ายที่สุดทางครอบครัวตัดสินใจร่วมกันว่า “จะแบ่งมรดกให้ชัดเจน” 


แต่ความยุ่งยากกลับทวีความรุนแรง ช่วงตั้งแต่ปี 2555 - 2559 พี่ชายคนโตและคนที่ 2 ได้เปลี่ยนลูกกุญแจทางเข้าออกประตูใหญ่ รวมถึงใช้โซ่ล็อกใหม่ไม่ให้พี่ชายคนที่ 3,4 ที่ย้ายออกไปอยู่ข้างนอกกลับมาที่บ้านได้ และเมื่อกีดกันพี่ชาย 2 คนได้แล้ว พี่ชายคนโต และคนที่ 2 จึงได้หันมาจัดการกับตนเพื่อบีบบังคับให้ออกไปจากบ้าน และไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบ่งมรดก


309262


น.ส.ศิริพร กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์วันที่ 15 มี.ค.2559 พี่ชายคนโตและคนที่ 2 ได้ดักรออยู่บริเวณบันไดชั้น 2 เพราะห้องของตนอยู่ชั้น 3 หากขึ้นลงก็จะต้องผ่านจุดดังกล่าว จังหวะที่ตนลงจากบันได พบว่ามีพี่ชาย 2 คนดักรอหาเรื่อง สังเกตว่ามีไม้ถูพื้นอยู่ในมือทั้ง 2 คน ตนกลัวว่าจะถูกทำร้าย เพราะที่ผ่านมาที่บ้านมักจะใช้ความรุนแรงกันตลอด ทำให้จึงตัดสินใจวิ่งกลับขึ้นไปที่ห้องนอน เพื่อเอาตัวรอด แต่พี่ชายทั้ง 2 คน ก็วิ่งเข้ามาทำร้ายภายในห้องนอน ตนจึงตัดสินใจเข้าไปภายในห้องน้ำ เพื่อจะปิดล็อกและไม่ให้พี่ชายเข้ามาทำร้ายร่างกายได้


cg1


แต่ด้วยสภาพพื้นที่ลื่น ทำให้ลื่นล้มหน้าฟาดพื้น พี่ชายคนโตขึ้นมานั่งทับบริเวณด้านหลัง และใช้หัวเข่ากดบริเวณแขน 2 ข้าง ไม่ให้เคลื่อนไหวและขยับ พร้อมทั้งทุบตีและชกต่อยไปยังจุดสำคัญในร่างกาย เช่น ท้ายทอย จุดประสาท และข้อพับต่าง ๆ หวังให้ตนลุกไม่ขึ้น ซึ่งตนคิดว่าการกระทำดังกล่าวเรียกว่าเจตนาฆ่า ไม่ใช่เป็นการทะเลาะวิวาท เพราะวันดังกล่าวตนไม่ได้มีอาวุธ


288432


หลังจากที่โดนทำร้ายร่างกาย วันที่ 17 มี.ค.2559 ตนก็เข้าไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งขอผลตรวจว่าถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งก็มีเอกสารยืนยันชัดเจนว่ามีการตรวจร่างกายจริง ผ่านไปอีกไม่กี่วัน วันที่ 19 มี.ค.2559 พี่ชายคนโตและคนที่ 2 ได้โทรศัพท์เรียกให้อาสากู้ภัย จำนวน 10 กว่าคนมารอที่บ้าน และยังแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย อ้างว่าให้เข้ามาระงับเหตุ เพราะตนอยู่ในอาการคลั่งกำลังจะจุดไฟเผาบ้าน แต่ในวันดังกล่าวตนนอนหลับอยู่ในห้อง ไม่ได้จุดไฟอะไร จากนั้นได้ยินเสียงอาสากู้ภัยพังประตูเข้ามา และตนยังได้ยินพี่ชายคนโตพูดกับตำรวจ และกู้ภัยว่า “ระวังให้ดีมันอาละวาด ระวังจะโดนทำร้าย ให้รีบจับโดยเร็ว” และได้จับตนไปส่งโรงพยาบาลจิตเวช


เมื่อไปถึงก็ได้พบกับแพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน ซึ่งตอนนั้นคนในครอบครัวให้ข้อมูลกับแพทย์ว่าตนป่วยจิต กำลังจะเผาบ้าน แต่ตนยืนยันว่าในวันดังกล่าวไม่ได้มีการเผาบ้านตัวเอง จำได้ว่าตนยังคงนอนหลับอยู่ภายในห้อง เมื่อตนให้ข้อมูลกับทีมแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินแล้ว ก็ถูกส่งต่อให้กับทีมแพทย์ของโรงพยาบาล จากนั้นทีมแพทย์โรงพยาบาลได้ลงความเห็นว่าตนป่วยมีอาการทางจิต จึงให้เข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งตอนนั้นตนก็ยังรู้สึกงง ๆ กับผลการวินิจฉัย ทั้งที่แพทย์ห้องฉุกเฉินบอกว่า ตนปกติ แต่ทำไมแพทย์ประจำโรงพยาบาลยืนยันว่า ตนป่วยต้องรับการรักษาโดยด่วน ทำให้ตนต้องติดอยู่ภายในโรงพยาบาลจิตเวชนานกว่า 21 วัน


816917


ทั้งนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปอยู่ในนั้น ก็ถูกฉีดยากล่อมประสาท และให้เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลที่มีประตู 2 ชั้น เป็นแบบไฟฟ้า แล้วทุกวันจะต้องกินยาตามที่แพทย์จัดให้ ซึ่งตนเพิ่งรู้ว่ายาดังกล่าวที่กินทุกวัน คือ ยากล่อมประสาท ตนต้องฝืนกินทุกวัน และอยู่ในอาการเหมือนคนไร้สติ แต่ก็จำได้ว่าตอนที่อาศัยอยู่ด้านไหนนั้น มีพยาบาลและทีมแพทย์บอกให้ตนคอยกรอกน้ำใส่ขวด แล้วนำไปบริการให้กับกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในนั้น ตนก็ทำแบบนี้เป็นประจำทุกวัน จนกระทั่งเริ่มได้สติ ก็พยายามเข้าไปพูดคุยและให้ข้อมูลกับทีมแพทย์ พร้อมทั้งขอให้ตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียด และก่อนที่จะได้รับผลการยืนยันว่าตนเป็นคนปกติ ก็ได้ทำแบบทดสอบจิตเวช โดยผลปรากฏว่าตนไม่ป่วยจิตเวช กระทั่งวันที่ 9-10 เม.ย.2559 จึงได้ประสานไปยังพี่ชายคนที่ 4 ให้มารับออกจากโรงพยาบาลดังกล่าว เพราะทางโรงพยาบาลยืนยันว่า “เขาไม่ได้บ้า ดังนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้เขาอยู่ในนี้ ไม่มีความจำเป็นใดต้องรับการรักษา”


347644


เมื่อตนพ้นจากการจองจำในโรงพยาบาลจิตเวชแล้ว ก็กลับออกมาใช้ชีวิตตามปกติ พยายามดิ้นรนและขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ในช่วงปี 2559 - 2563 ได้ร้องขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานมากกว่า 10 แห่ง อาทิ สำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ, ศูนย์ดำรงธรรมทำเนียบรัฐบาล, กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานคณะ​กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, มูลนิธิช่วยเหลือผู้หญิงอีกกว่า 4 แห่ง, สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนอีกหลายช่องทางแต่ก็ไม่เป็นผล กระทั่งวันนี้ต้องออกมาเพิ่งกระบวนการยุติธรรม เพิ่งทีมทนายความ หวังจะยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้รับสิทธิ์ตามกฎหมาย ให้ได้รับสิทธิ์ทางมรดกที่พ่อและแม่แบ่งเอาไว้ให้ โดยไม่ต้องการให้ถูกตีตราว่าเป็นคนบ้า เพราะตนไม่ใช่คนบ้า หากตนมีอาการป่วยทางจิตจริง ก็คงไม่รู้เกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการเรื่องทรัพย์สินส่วนตัว หรือเดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมสถานที่ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่การออกมาให้สัมภาษณ์ ฉะนั้นยืนยันว่าตนปกติ ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต


อย่างไรก็ตาม ป้าหุย ยังเผยอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหากไม่เกี่ยวข้องกับมรดก ตนก็คงไม่ตกอยู่ในชะตากรรมแบบนี้ และตนเชื่อว่าพี่น้องก็คงรักใคร่กันดี แต่ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว ตนก็อยากจะพิสูจน์ให้คนในครอบครัวเห็นว่าตนไม่ได้ป่วยทางจิต และควรที่จะได้รับสิทธิ์ในการแบ่งมรดก เพราะหากจะใช้เงื่อนไขอ้างว่าตนเป็นผู้ที่ไม่สมประกอบ หรือเป็นคนบ้า แล้วตัดตนออกจากกองมรดกจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อีกทั้งการที่ตนออกมาเรียกร้องต่าง ๆ ต้องการที่จะเอาผิด 3 ส่วน คือ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน แพทย์ที่ดำเนินการเรื่องผลการทดสอบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับแจ้งความนำส่งโรงพยาบาลจิตเวช แต่จะไม่เอาผิดกับอาสากู้ภัย


408742


ทีมข่าวลงพื้นที่ย้อนกลับไปอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นมรดกพ่อแม่ยกให้ป้าหุย และพี่ ๆ ในครอบครัว พบว่ายังไม่ถูกขายทอดมือ แต่ยังคงใช้อยู่อาศัยตามปกติ น.ส.ศิริพร ได้พาทีมข่าวย้อนกลับไปที่อาคารพาณิชย์ ภายในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 13 เจริญนคร เขตธนบุรี ซึ่งปัจจุบันมีพี่ชายคนที่ 2 พร้อมกับภรรยาและลูก ๆ อีก 3 คนอาศัยอยู่ ส่วนพี่ชายคนโตที่เป็นผู้จัดการมรดกเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 1-2 ปีแล้ว


586711


แต่อาคารพาณิชย์ปิดประตูเหล็กด้านหน้าเอาไว้ น.ส.ศิริพร พยายามตะโกนถาม และขอให้คนในบ้านออกมาเปิดประตูแต่ก็ไม่เป็นผล จากนั้นน.ส.ศิริพร ได้กดกริ่งผ่านไปประมาณ 5 นาที พี่สะใภ้ได้แง้มประตูเหล็กออกมา แต่เมื่อเจอกับทีมข่าวก็ถึงกับตกใจ และทางด้านของน.ส.ศิริพร ได้ขอให้เปิดประตูเพื่อจะขึ้นไปดูห้องนอน แต่ทางด้านพี่สะใภ้บอกว่าต้องขออนุญาตสามีก่อน 


จากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที พี่สะใภ้ก็ได้ลงมาอีกครั้ง พร้อมกับตะโกนสั้น ๆ ว่า “ไม่อนุญาตให้เข้า และไม่ใช่หน้าที่ของสื่อมวลชน หากจะคุยอะไรก็ให้พาตำรวจมา” ก่อนที่จะปิดประตูเหล็กที่แง้มเอาไว้ และไม่มีใครยอมออกมาพูดคุยกับน.ส.ศิริพร


476382


ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้ไปพูดคุยกับนายสุนทร และนางปัดทมา แซ่โค้ว เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ตนอยู่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันก็เข้าสู่ปี 40 แล้ว รู้จักตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของครอบครัวดังกล่าว หลังจากที่พ่อแม่ของพวกเขาเสียชีวิต คนในบ้านหลังนี้ก็เริ่มมีปัญหาขัดแย้งกัน ส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมาจากตัวบ้าน ซึ่งคนในละแวกนี้ก็จะคุ้นชินกับเสียงและกลายเป็นเรื่องธรรมดา “บ้านนี้เอาอีกแล้ว ตีกันอีกแล้วเหรอ”


615696


ทั้งนี้ทางด้านของป้าหุย ก็ไม่ได้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ และตนก็ไม่ได้สังเกตว่าป้าหุยมีอาการบาดเจ็บหรือรอยช้ำเขียวหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ทะเลาะกันเกิดขึ้นภายในตัวบ้าน แต่ยอมรับว่าในระยะหลังได้ยินเสียงคนทะเลาะกันบ่อยครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เห็นว่ามีพี่บางคนของป้าหุย ย้ายออกไปอยู่ข้างนอก เพราะไม่อยากมีปัญหา แต่ก็ไม่เห็นป้าหุยระยะหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าไปอาศัยอยู่อีกตึกหนึ่งย่านสำเพ็ง เพราะครอบครัวของป้าหุยทำธุรกิจอยู่ที่สำเพ็ง


กระทั่งมารู้ข้อมูลจากทีมข่าวในวันนี้ ยอมรับว่าค่อนข้างตกใจ ไม่นึกว่าจะถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช ในฐานะที่รู้จักกับป้าหุย แต่ก็ไม่ได้คุยหรือทักทายอะไรกันมากนัก เขาก็เป็นคนปกติ ไม่ได้ถึงขั้นบ้าหรือป่วย แต่ก็มีลักษณะออกแนวเกิน ๆ เป็นคนที่มีอีคิวสูง ฉะนั้นไม่รู้ว่าคนในครอบครัวส่งไปรักษาได้อย่างไร 


สำหรับคนในครอบครัวนี้ ตนก็มีโอกาสพูดคุยกับพี่ชายของป้าหุย เพราะปกติเวลาเปิดบ้านก็จะทักทายกัน ทุกอย่างไม่ได้มีอะไรผิดแปลก แต่ปัญหาที่ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็อาจเกิดจากเรื่องมรดกของพ่อแม่ก็เป็นไปได้


780502


ทีมข่าวได้ไปพบกับนางปราณี แซ่ตั้ง เพื่อบ้าน เล่าว่า ตนเคยมีโอกาสพูดคุยกับพี่สะใภ้ของบ้านหลังดังกล่าวบ่อยครั้ง ซึ่งได้เล่าถึงพฤติกรรมของป้าหุย โดยหลังจากปี 2559 คาดว่าเป็นช่วงที่กลับออกมาจากโรงพยาบาลจิตเวช ป้าหุยก็เริ่มมีพฤติกรรมก่อกวนคนในบ้าน ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ เพราะมีบ้านอยู่ที่ย่านสำเพ็ง เวลากลับมาที่บ้านก็จะชวนพี่น้องทะเลาะกัน พยายามหาเรื่อง พยายามหาคนมาซื้อข้าวของภายในบ้าน ทำให้คนในบ้านต้องปกป้องทรัพย์สิน อีกทั้งเวลาที่มีเรื่องแต่ละครั้ง ก็จะแจ้งตำรวจมาเกือบจะทุกครั้ง เมื่อตำรวจมาถึงป้าหุยก็มักจะหายออกจากบ้าน และไปที่อื่น ทำให้ตำรวจต้องมาสอบถามข้อมูลจากเพื่อนบ้านว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องดังกล่าวจึงสร้างความวุ่นวายให้กับคนในละแวกนี้พอสมควร


"วันดีคืนดี ป้าหุยก็ไปซื้อเอาเลือดหมู เลือดไก่ มาเททั่วบริเวณบ้าน บางครั้งก็ถอดเสื้อผ้าเปลือยอยู่ภายในบ้าน แล้วยังนำไฟแช็กไล่จุดเสื้อผ้าของใช้ ระยะหลังคนในครอบครัวเห็นว่าพฤติกรรมเริ่มแปลก ด้วยความเป็นห่วงจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลทางจิต ก็ไม่รู้ว่าเกิดจากการเรียกร้องความสนใจ หรือเกิดจากอาการป่วย" นางปราณี กล่าว 



ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่