แฉ พิรุธคดีเก่า “เสี่ยอ้วน” ยิงคนอ้างโดนแทง แต่คัตเตอร์ยังไม่ชัก - อัยการไม่ฟ้อง ทำตามตร. (คลิป)

1
24 ส.ค. 61
จากกรณีนายปัญญา ยิ่งดัง หรือ อ้วน บางลา เจ้าของกิจการบาร์ดังหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เคยก่อคดีใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงนายอำพัน สุขสวัสดิ์ พ่อค้าขายไอศกรีมเสียชีวิตคาหอพักพนักงานปุ้มปุ้ย เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 18 พ.ย. 60 และมีการส่งศพชันสูตรในวันที่ 24 พ.ย. 60

ข้อพิรุธในการชันสูตร


ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวน สภ.ป่าตอง รวบรวมพยานหลักฐานและระบุว่าเสี่ยอ้วนใช้อาวุธปืนยิงขู่ก่อน 1 นัด แต่คนตายยังคงใช้มีดคัตเตอร์ปรี่เข้าหาเสี่ยอ้วน เสี่ยอ้วนจึงยิงซ้ำใส่เข้าที่ต้นคอขวาทะลุไหปลาร้า 1 นัด แขนซ้าย 2 นัด และชายโครงด้านซ้าย 1 นัด

อาวุธปืนที่เสี่ยอ้วนใช้ก่อเหตุ


ภาพจำลองตำแหน่งวิถีกระสุนที่เสี่ยอ้วนยิงนายอำพัน


ซึ่งเหตุเกิดชั้น 4 ของหอพัก แต่นายอำพันวิ่งลงไปตายที่ชั้น 3 โดยมีมีดคัตเตอร์อยู่ข้างศพ แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คัตเตอร์มีลักษณะที่ยังใหม่อยู่ ไม่เปื้อนเลือด และใบมีดยังไม่ถูกเลื่อนออกมาจากด้าม

มีดคัตเตอร์ที่พบข้างศพนายอำพัน


อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนพบว่า อาวุธมีดที่นายอำพันพกติดไว้ใช้ตลอดเป็นมีดพับ และยังไม่มีร่องรอยการถูกใช้

มีดพับของนายอำพัน


สำหรับคดีดังกล่าว ขณะนั้นอัยการพิจารณาสำนวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ขั้นตอนต่อไปคือส่งให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นรูปคณะกรรมการตรวจสอบสำนวน และมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเสี่ยอ้วนก่อเหตุยิงน้องสปายและน้องฟอส ทำให้มีการพูดถึงคดีที่เสี่ยอ้วนยิงนายอำพันอีกครั้ง โดยแม่ของน้องสปายเคยให้สัมภาาณืผ่านสื่อว่า เสี่ยอ้วนเคยขู่ฆ่าน้องสปาย โดยอ้างว่าสามารถใช้เงินช่วยให้จบคดีได้ ทำให้กลายเป็นข้อกังขาว่าเหตุใดคดีของเสี่ยอ้วนในตอนนั้นจึงไม่มีการฟ้องร้อง

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด


วันที่ 23 ส.ค.61 นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตนได้ติดต่อสอบถามไปที่อัยการผู้รับผิดชอบคดีนี้ โดยได้รับข้อมูลมาว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยพนักงานสอบสอบได้แจ้งสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่ชั้นของตำรวจแล้ว เมื่อส่งมาถึงชั้นอัยการจึงไม่สั่งฟ้อง จากนั้นได้ส่งไปที่ตำรวจภาค ว่าจะเห็นแย้งหรือไม่ ปรากฏว่าไม่ได้เห็นแย้งกันจึงไม่สั่งฟ้อง โดยเหตุผลในชั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นระบุว่า เป็นการทำไปเพื่อป้องกันตัว

ทั้งนี้ นายโกศลวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาในคดีนี้คือเป็นการพูดกัน หรือตั้งข้อสงสัยกันในโซเชียล แต่ยังไม่มีการปรากฏว่าฝ่ายผู้ตายหรือทายาท คือผู้เดือดร้อนโดยตรง  รวมถึงไม่มีหน่วยงานรัฐยื่นคำร้องเพื่อตรวจสอบในคดีนี้แต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่าเป็นไปเพื่อการป้องกันตัว ส่วนทางฝ่ายผู้ตายสงสัย หรือต้องการให้รื้อคดีเพื่อตรวจสอบสามารถทำหนังสือยื่นไปที่อัยการได้ หรือจะยื่นที่สำนักงานอัยการภาค ที่ จ.สุราษฎร์ธานีก็ได้ หรือจะมายื่นที่สำนักงานอัยการที่กรุงเทพฯ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งครอบครัวผู้ตาย คือผู้เดือดร้อนโดยตรง ฉะนั้นหากครอบครัวพบความผิดปกติของคดี และเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็ให้จะยื่นร้องขอตรวจสอบคดี ตามช่องทางของกฏหมายได้

อย่างไรก็ตาม รองโฆษกอัยการสูงสุดกล่าวอีกว่า ภายหลังทางสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เห็นกระแสข่าวที่โซเชียลมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีดังกล่าวนั้น จึงได้มอบหมายภายในให้ผู้บริหารไปดำเนินตรวจสอบดูสำนวน ซึ่งหากยังไม่ได้มีฝ่ายผู้เสียหายยื่นร้อง เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการได้เพียงการตรวจดูสำนวนเท่านั้น แต่ทั้งนี้สำนักงานอัยการสูงสุดไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามตรวจสอบทุกครั้งเพื่อทำให้บ้านสะอาด ขณะนี้ก็ยังไม่พบว่ามีการยื่นร้องเข้ามาแต่อย่างใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวเด่นในหมวดหมู่