close sticky

แอร์ ภัทราริน เล่าวินาทีชีวิต เผยเหตุผลทำไมตัดสินใจชนท้ายรถ ดีกว่าเบี่ยงหลบ!!

0
30 พ.ค. 64

 


จากเหตุการณ์สุดระทึกของนักแสดงสาว แอร์ ภัทราริน ที่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เจ้าตัวออกมาออกมาโพสต์เรื่องราวและสภาพรถของตนเองที่ประสบอุบัติเหตุชน แต่ที่เธอห่วงที่สุดคงเป็นลูกชาย “น้องฮก” วัย 1 ขวบกว่า ที่นอนหลับอยู่บนคาร์ซีทพร้อมกับสามี


แอร์ ภัทราริน ใจหาย!! ประสบอุบัติเหตุขับรถชน คิดถึงลูกที่กำลังนั่งหลับในคาร์ซีท


โดยล่าสุด แอร์ ภัทราริน ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดกับเราว่า วันที่เกิดเหตุตนต้องเดินทางไปทำธุระในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นถนน 2 เลนและเป็นเส้นทางที่ตนไม่คุ้นมาก่อน จึงจำเป็นต้องพึ่ง google maps ในโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างหน้า แล้วพอถึงทาง 4 แยกหนึ่ง ทาง Google Maps บอกว่าจะต้องเลี้ยวซ้าย แต่ตอนนั้นตนอยู่เลนขวา และรถทั้ง 2 เลนถนนต่างก็วิ่งกันตามปกติ ไม่คิดว่ารถคันข้างหน้าจะหยุด แล้วบริเวณนั้นใกล้สถานีรถไฟฟ้าและมันมืดมากด้วย มองไม่ค่อยจะเห็นไฟเลี้ยวของคันหน้า ทุกอย่างมันกระชั้นชิดมาก กลายเป็นเป็นว่าพอเขาเบรกรถ ทำให้ตนเบรกไม่ทันไปด้วย จึงต้องตัดสินใจระหว่างเบี่ยงรถออกไปทางเลนซ้ายเพื่อหลบรถ หรือชนไปเลย


วินาทีนั้นตนก็เลยเลือกที่จะชน เพราะเห็นว่าเลนซ้ายก็มีรถวิ่งอยู่ตลอด กลัวว่าหากเบี่ยงไป ลูกที่นั่งหลับอยู่บนคาร์ซีทกับสามีตรงฝั่งซ้ายของเบาะหลังจะได้รับบาดเจ็บ ซึ่งพอเกิดอุบัติเหตุทุกคนก็ตกใจ แต่โชคดีที่ทุกคนคาดเข็มขัดนิรภัยหมด จึงปลอดภัยกัน


แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่ให้สามีขับ ตนก็บอกว่าด้วยความที่สามีทำงานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับลูก วันนั้นตนจึงอาสาที่จะขอขับรถแทนและให้ลูกกับสามีได้มีโมเมนต์ด้วยกัน


พร้อมกันนี้ แอร์ ก็อัปเดตว่าในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ตนและครอบครัวเลือกที่จะไม่ออกไปไหนเลยหากไม่จำเป็น อยากอยู่บ้านกับครอบครัวมากกว่า เพราะไม่รู้เลยว่าใครจะมีเชื้อบ้าง บวกกับในบ้านมีทั้งเด็กเล็กและผู้สูงอายุด้วย กลัวว่าจะกลายเป็นสุ่มเสี่ยง


ส่วนงานในวงการของแอร์ ตอนนี้ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกับศิลปินดารานักแสดงทุกคน เพราะว่าก่อนหน้านี้มีซีรีส์ติดต่อมาให้ไปแสดงเป็นรับเชิญ 2-3 เรื่อง แต่ทั้งหมดก็ถูกเบรกกองไป


สุดท้ายก็ขอถามถึงวาระสำคัญของชาติตอนนี้อย่างการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็บอกว่าตอนนี้ได้มีการลงทะเบียนให้กับคุณพ่อคุณแม่เรียบร้อยแล้ว แต่ของตัวเองยังไม่สามารถลงได้ ก็ต้องรอไปก่อน ซึ่งเหตุผลหนึ่งที่ตนเลือกจะฉีดเพราะแม้มันจะไม่ช่วยป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากวันหนึ่งเราติดโควิด-19 ขึ้นมา ก็เชื่อว่าอาการของโรคมันจะทุเลาลง ไม่สาหัสถึงขั้นชีวิตและถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย เพื่อให้มีการสร้างภูมิต้านทาน ในอนาคตโรคโควิด-19 จะได้ลดการแพร่เชื้อและหายไปในที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่