เปิดใจที่แรก! “ออฟฟี่ แม็กซิม” ชีวิตติดกรรม สูญเสียทุกอย่างจนเฉียดตาย!

1 ก.พ. 64

เรียกว่าหายหน้าจากวงการบันเทิงและโลกออนไลน์ไปนานเลยทีเดียวสำหรับอดีตพริตตี้สาวชื่อดัง “ออฟฟี่-อรพรรณ ด่านศิริวัฒนกุล” หรือ “ออฟฟี่ แม็กซิม” หลังชื่อของเธอถูกคนรอบตัวที่เคยสนิทนำออกมาแฉยับจนไม่เหลือชิ้นดี ทั้งเรื่องที่ไปหลอกลวงคนอื่น อมเงินบริจาค ใส่ร้ายเพื่อน แย่งแฟนชาวบ้านและอีกหลายประเด็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เล่าไม่ได้แม่! "มดดำ-แอนนา" แท็กทีมแฉ "ออฟฟี่" เข้ารพ.บ้า แก้ผ้าในบ่อน ลั่นเวรกรรมมีจริงอย่าเล่นกับเงินบริจาค
-  "ออฟฟี่ แม็กซิม" เผยชดใช้กรรม ไร้มิตรคบ ล้มละลาย ผ่อนบ้านไปได้ 49 ล้าน เจอโควิดไปต่อไม่ไหว

จนทำให้ชื่อของ “ออฟฟี่ แม็กซิม” จากที่เคยมีอิทธิพลต่อคนบนโลกออนไลน์เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยก็กลายเป็นไม่มีใครอยากจะพูดถึงเลยก็ว่าได้ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ทำได้แค่ออกมาชี้แจงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด พร้อมอ้างว่าตนเองป่วยเป็นไบโพลาร์และโรคซึมเศร้า จนทำให้มีปัญหากับคนรอบข้าง

จนล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Orapan Dansiriwattanakun ว่า "จำเอาไว้นะออฟ วันที่มึงล้มละลาย วันที่มึงไม่เหลือใคร มีใครอยู่กับมึงบ้าง #300964" ก่อนที่จะตัดสินใจโพสต์เล่าถึงชีวิตที่ต้องชดใช้กรรมสารพัดในตอนนี้ทั้งเพื่อนเลิกคบ งานหาย ของมีค่าหาย ธุรกิจล้มละลาย ไม่มีเงินผ่อนบ้านราคา 100 ล้านต่อ ต้องกู้เงินมาเลี้ยงลูกน้อง

หลังจากทราบข่าว วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2564 น้องนิวยอร์กทีมข่าวอมรินทร์ทีวีของเราก็ได้เดินทางเข้าไปเยี่ยม ทำให้ทันทีที่ได้เห็น “ออฟฟี่” ก็รู้เลยว่าร่างกายไม่ค่อยจะมีแรง ใบหน้าดูไม่มีความสุข และเมื่อได้พูดคุยกัน เจ้าตัวก็ถึงก็เล่าให้ฟังว่าเหตุผลที่ตัดสินใจออกมาโพสต์ข้อความทั้งหมดนี้เพราะจุดหนึ่งเกิดความรู้สึกแย่มากๆ กับชีวิตที่ต้องสูญเสียเพื่อน คนรัก โดนสังคมรอบข้างรังเกียจและกำลังจะสูญเสียบ้านราคา 100 ล้านไป

โรคที่รุมเร้าอยู่ทั้ง ไบโพลาร์ฮาร์ฟซึมเศร้า ไทรอยด์ พาหะธาลัสซีเมีย เลือดจาง
พร้อมกับอัพเดตอาการป่วย ณ ตอนนี้ที่ยังคงมีหลายๆ โรคที่รุมเร้าอยู่ทั้ง ไบโพลาร์ฮาร์ฟซึมเศร้า ไทรอยด์ พาหะธาลัสซีเมีย เลือดจาง จึงทำให้กลายเป็นคนที่ต้องเข้าพบหมอทุกวัน กินยารักษาตั้งแต่ตื่นนอนไปตลอดชีวิต เพื่อควบคุมสติเมื่อต้องอยู่กับคนอื่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หากต้องออกไปเจอคนข้างนอกจะต้องกินยา เพื่อไม่ให้อารมณ์สวิงหรืออาละวาดใส่ใครอีก

"สมัยก่อนที่มองว่าตัวเองเป็น ออฟฟี่ แม็กซิม แล้วจะสามารถเอาแต่ใจ ขี้วีน ขี้เหวี่ยงกับใครก็ได้ คิดว่าโลกจะหมุนรอบตัวเองมาโดยตลอด ทุกอย่างต้องเป๊ะโดยที่ไม่คิดถึงจิตใจคนอื่น"

มิหนำซ้ำยังชอบพูดทำร้ายจิตใจ เหยียดหยามคนรอบข้างเสมอ แต่แล้ววันหนึ่งทุกคนก็เอือมระอา มิตรภาพทุกอย่างหนีห่าง หายไปเพราะการกระทำที่เกิดจากการประมาทในการใช้ชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อว่า “ออฟฟี่ แม็กซิม” เช่นกัน

พยายามฆ่าตัวตายครั้งที่ 1 กินยานอนหลับชนิดออกฤทธิ์แรงไปถึง 150 เม็ด
จนในที่สุดคนก็เริ่มเกลียด เริ่มออกมาแฉ ออกมาเหยียดถึงการกระทำอันเลวร้ายของตน และเมื่อมันมีกระแสมากขึ้น ผลที่ตามมาคือตัวเองรับไม่ได้เพราะชีวิตนี้ไม่เคยโดนถูกกระทำมาก่อน จึงก่อให้เกิดภาวะที่คิดจะฆ่าตัวตายครั้งแรกด้วยการ กินยานอนหลับชนิดออกฤทธิ์แรงไปถึง 150 เม็ด จนเกือบจะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปตลอดกาลหากมาพบหมอไม่ทันในวันนั้น

ซึ่งในช่วงนั้นหลังจากที่ฟื้นจากการกินยานอนหลับก็ถึงขั้นที่ว่าจิตใจไม่สามารถรับรู้อะไรได้อีกเลย โดยเฉพาะความจริงที่สังคมกำลังรุมด่า รู้เพียงแค่อยากนอนหลับไปเท่านั้น จึงให้หมอฉีดยานอนหลับทุกครั้งที่ตื่น ก็ยิ่งทำให้อาการเริ่มแย่ขึ้นเรื่อยๆ

แพทย์จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่ศูนย์จิตรักษ์ หรือถ้าเรียกภาษาชาวบ้านคือ โรงพยาบาลบ้า
ห้ามติดต่อกับคนภายนอก ห้ามญาติเข้าเยี่ยม ห้ามเล่นโทรศัพท์ ใช้ชีวิตอยู่กับหมอและผู้ป่วยด้วยกัน ทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูจิตใจด้วยการเล่นโยคะ วาดรูประบายสีให้ใจเย็นลง แชร์ประสบการณ์ของตัวเองกับคนอื่นทุกวันตลอดเกือบ 2 เดือน ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าคนที่เป็นหนักกว่าตนยังมีอีกเยอะ

พยายามฆ่าตัวตายครั้งที่ 2 กรีดแขนตัวเอง หมอเย็บถึง 42 เข็ม
ครั้งที่ 2 คือการทำร้ายร่างกายด้วยการใช้มีดกรีดแขนตัวเองจนเป็นแผลเหวอะโดยไม่รู้สึกเจ็บ เพื่อให้เลือดออกจากร่างกายให้มากที่สุดแล้วตายไปแต่เพื่อนมาเห็นก่อน ก็เลยพาเข้าโรงพยาบาล หมอต้องเย็บถึง 42 เข็ม จนเมื่อตัวเองหันกลับไปมอง ก็รู้เลยว่าชีวิตนี้ตกต่ำที่สุดที่เคยมีมาและถึงขั้นที่ใช้คำว่าชีวิตล้มเหลวไปแล้วก็ว่าได้ ถือว่าเป็นบททดสอบชิ้นดีที่ทำให้ได้สำนึกถึงผลกรรมของตัวเองที่เคยทำมา

นอนกกชายชู้ 2 เดือน ทิ้งสามีและลูกอยู่บ้าน
ส่วนในเรื่องของความล้มเหลวด้านครอบครัว อันเนื่องมาจากความเจ้าชู้ของตนนั้น “ออฟฟี่” ก็เล่าย้อนให้ฟังว่าท่ามกลางชีวิตที่ประสบความสำเร็จทั้งธุรกิจและชีวิตคู่ แต่ตัวเองกลับรู้สึกไม่พอ เลือกที่จะย่ำยี ทำร้ายจิตใจคนรักด้วยการสรรหาความสุขจากชายชู้อยู่เรื่อยๆ ถึงขั้นที่ว่าไปนอนกกอยู่กับเขาแบบไม่กลับบ้านเลยนานถึง 2 เดือน ทั้งๆ สามีอยู่เลี้ยงดูลูกอยู่ในบ้าน

เท่านั้นยังไม่พอ หลงตัวเอง คิดว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกอย่างได้เพราะมีเงิน มีงาน สนุกกับการใช้ชีวิต ไม่เคยคิดถึงแม้กระทั่งหน้าลูก ก็เลยไล่สามีออกจากบ้านทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด จนวันนี้เมื่อรู้สึกผิดก็มีโอกาสได้เข้าไปอโหสิกรรมกับอดีตสามีคนล่าสุดแล้ว

untitled222-33

แต่ก็ต้องทำใจเพราะแม้เขาจะอโหสิกรรมให้ สถานะความเป็นสามีภรรยาหรือครอบครัวอบอุ่นเหมือนเดิม ก็คงหวนคืนมาไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายก็เจ็บมามากกับการกระทำของตนและเขาก็แฟนใหม่ไปแล้วด้วย ทำได้แค่แชร์เรื่องลูกกัน พูดคุยกัน ช่วยเหลือกันในฐานะแม่และพ่อของลูกเท่านั้น เพราะตอนนี้ลูกคนกลางวัย 4 ขวบอยู่กับเขาและลูกคนเล็กวัยจะ 3 ขวบที่มีด้วยกันอยู่กับตน ซึ่งในจุดนี้ “ออฟฟี่” ก็ยอมรับได้ ดีกว่าหายไปแล้วไม่ช่วยเหลือเลย

นอกจากนี้เมื่อเวลาผ่านไป ตนมารู้ว่าลูกคนโตวัย 12 ขวบกับสามีคนแรก เริ่มรับรู้วีรกรรมของแม่ทั้งที่เริ่มต้นจากการท้องในวัยเรียน จนวันนี้ที่ต้องสูญเสียคนรอบตัว ตนก็พยายามอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ดี ซึ่งก็ “ออฟฟี่” ก็รู้ดีว่า ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเวรกรรมนี้จะตามสนองตนด้วยการทำให้ลูกเลียนแบบหรือเปล่า

เรื่องของบ้านราคา 100 ล้าน ที่ตัดสินใจซื้อเพราะความโลภในช่วงที่รุ่งเรือง ณ ตอนนี้ผ่านมาเกือบ 2 ปีก็ผ่อนไปได้ประมาณ 49 ล้าน แต่ก็ไปต่อไม่ไหว ไม่สามารถผ่อนต่อได้ ซึ่งแน่นอนในเมื่อยังผ่อนไม่หมดก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเหยียบเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ ตนจึงจำเป็นต้องทำเรื่องขอเงินประกันเกือบ 30 ล้านคืน

ซึ่งโอกาสที่จะได้และไม่ได้ก็อยู่ที่ 50 ต่อ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ได้คืน สุดท้ายก็คงต้องทำใจทิ้งบ้านหลังนี้ที่ผ่อนไปแล้ว 49 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินหามาทั้งชีวิตไป เพราะความผิดพลาดของตัวเอง แล้วกลับมายอมรับความจริง คิดบวกเพื่อให้ชีวิตได้เดินหน้าต่อไปและหาใหม่โดยเร็วที่สุด

ทีนี้เราก็ได้พูดคุยกันถึงโอกาสดีๆ ที่ “ออฟฟี่” เสียไปจากวันนั้นจนถึงวันนี้ในฐานะของคนที่มีอิทธิพลของโลกออนไลน์มากที่สุดคนหนึ่ง จนกลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากพูดถึง เจ้าตัวก็ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ จากรายได้ตอนที่รุ่งเรืองมากๆ กับแค่การรับงานรีวิว ทำยูทูบเบอร์ก็อยู่ที่เดือนละหลักล้าน รายจ่าย 7-8 แสนต่อเดือน หรือบางวันที่ช้อปปิ้งของแบรนด์เนม เที่ยวหนักๆ ถึงขั้นจ่ายวันละ 5 แสนก็มีมาแล้ว แต่วันนี้เมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิม รายได้ก็หายไปทั้งหมด แถมยังต้องกู้เงินมาใช้เพราะรายจ่ายแต่ละเดือนก็ยังคงอยู่ที่ประมาณ 3-4 แสนบาท

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้รู้สึกพอ เพราะบทเรียนครั้งนี้สอนให้รู้ว่าทุกอย่างที่เคยได้มาไม่มีอะไรคุ้มกับการสูญเสียมิตรภาพดีๆ และคนที่รักตนไปแบบอาจจะไม่มีวันหวนกลับมาเลย จึงหันมาหมั่นสวดมนตร์ทุกวัน ทำบุญเท่าที่จะทำได้ ช่วยเหลือผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่ไหว เพื่อให้ชีวิตได้เริ่มต้นใหม่

บวกกับตอนนี้กำลังหาช่องทางเป็นที่มาของรายได้ด้วยการจะรับเสื้อผ้ามาขายที่ตลาดนัด และเริ่มกลับมารับงานแชร์โพสต์ รีวิวสินค้า เพื่อนำเงินมาเลี้ยงลูก พ่อแม่ที่อยู่ในบ้านและลูกน้องอีกเกือบ 20 ชีวิตที่ยังต้องให้เงินเดือน ดังนั้นทำให้รู้ว่าจะตายไม่ได้ การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

สุดท้าย “ออฟฟี่” ก็อยากบอกกับทุกคนว่า แม้วันนี้เรื่องราวที่ตนได้พูดและได้โพสต์ออกไปหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างคอนเทนท์เพื่อเรียกร้องความสนใจ ตนก็เข้าใจในความคิดเหล่านั้นได้ ดังนั้นทุกคนอาจไม่จำเป็นต้องเชื่อ แค่อยากจะบอกว่าชีวิตของตน ณ ตอนนี้มันแย่มาก เพราะได้รับผลกรรมในสิ่งที่เคยกระทำไว้แล้วก็เท่านั้น

พร้อมกับขอใช้โอกาสตรงนี้ ผ่านอมรินทร์ทีวีของเราในการยกมือไหว้ขอโทษ ขออโหสิกรรมเพื่อนๆ คนรักและทุกคนที่เคยโดนตนทำร้ายจิตใจ ไม่ให้เกียรติในอดีต ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดีและขอโอกาสให้ “ออฟฟี่ แม็กซิม” เริ่มต้นชีวิตใหม่มา ณ ที่นี้ด้วย

advertisement

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่