10 ข่าวอาชญากรรมเด่น ประจำปี 63 Part 1

10 ข่าวอาชญากรรมเด่น ประจำปี 63 Part 1

1,743
30 ธ.ค. 63

ประเทศไทยเจอ "ปีหนูไฟ" แผลงฤทธิ์ใส่ ตลอดทั้งปี 2563 มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญและเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ให้ผู้คนเศร้าสลด เสียใจ ขุ่นเคือง ตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี จะมีอะไรบ้าง ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ขอย้อนรอยนำมาประมวลให้ได้ทบทวนกัน


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง


- 10 ข่าวอาชญากรรมเด่น ประจำปี 63 Part 2


+++++++++++++++++++++++++++++++


1.ผอ.กอล์ฟ กราดยิงชิงทอง จ.ลพบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 4 คน


289036


เปิดฉากต้นปีอย่างสุดสะเทือนขวัญ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.เกิดเหตุคนร้ายเป็นชายสวมเสื้อยืดแขนยาวสีดำ กางเกงลายพราง สวมหมวกคลุมหน้า สะพายเป้ ขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาว-แดง ก่อนจะใช้อาวุธปืน จี้ชิงร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน อ.เมือง จ.ลพบุรี ชิงสร้อยคอทองคำ น้ำหนักเส้นละ 1 บาท จำนวน 22 เส้น น้ำหนักเส้นละ 2 สลึง อีก 11 เส้น รวม 33 เส้น เป็นเงินทั้งสิ้น 664,470 บาท ก่อนใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในบริเวณนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน เป็นเด็กชายวัย 2 ขวบ 1 คน พนักงานร้านทองและพนักงานรักษาความปลอดภัย และผู้บาดเจ็บอีก 4 คน


ต่อมาวันที่ 22 ม.ค. ชตำรวจได้ติดตามสืบสวนสอบสวน จนสามารถจับกุมคนร้ายได้ ทราบชื่อคือ นายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ ผอ.กอล์ฟ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี โดยอัยการมีคำสั่งให้ฟ้อง 9 ข้อกล่าวหา คือ ฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ, พยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อตระเตรียมการ, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส, ยิงปืนในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน, พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, มีและใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุาตให้, ใช้อาวุธปืนฆ่าผู้อื่นและฐานชิงทรัพย์ และข้อหามียุทธภัณฑ์ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต


จากนั้นวันที่ 27 ส.ค. ศาลชั้นต้นได้พิพากษาประหารชีวิต "ผอ.กอล์ฟ" โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานและหลักฐานของพนักงานสอบสวนรวมถึงพยานในที่เกิดเหตุสอดคล้องตรงกัน มีความชัดเจน ทำให้เชื่อได้ว่า จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุในคดี ข้ออ้างที่จำเลยให้การต่อศาลว่าเป็นความคิดชั่ววูบ เพราะมีปัญหาหนี้สินจำนวนมาก รับฟังไม่ขึ้นเนื่องจากมีการเตรียมการและมีอาวุธปืนพร้อมที่เก็บเสียง แสดงให้ถึงการตระเตรียมที่จะกระทำความผิด ทั้งนี้คำรับสารภาพของจำเลยเป็นการจำนนต่อหลักฐาน การกระทำผิดของจำเลยเป็นภัยร้ายแรง คุกคามต่อสังคม ไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษตามกฎหมาย คำขอของจำเลยฟังไม่ขึ้น


เมื่อพิจารณาโทษทั้งหมดจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หลายกรรมต่างกัน พิพากษาให้ลงโทษทุกกรรม รวมโทษทุกกระทง ประหารชีวิต และปรับเงิน 1,000 บาท พร้อมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียทุกคน รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะแล้วเสร็จ


2.ทหารคลั่ง! กราดยิงดับ 9 ศพ กลางเมืองโคราช


204544


คนไทยยังหายตกใจ ก็ต้องพบข่าวช็อกครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ. เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนไล่กราดยิงประชาชนใน จ.นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จากการสอบสวนทราบชื่อคนร้ายคือ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา อายุ 32 ปี สังกัด กรมสรรพาวุธกระสุนที่ 22 บชร.2 ได้ก่อเหตุยิง พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแส อายุ 48 ปี พร้อมยิง นางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 65 ปี จากนั้นได้แย่งอาวุธปืนจากทหารเวรประจำการ ที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ และใช้อาวุธยิงทหารเวรจนได้รับบาดเจ็บ


เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้พยายามสกัดจับ จนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 2 นาย และกระสุนถูกชาวบ้านใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน จากนั้น เวลาประมาณ 17.00 น. จ.ส.อ.จักรพันธ์ ได้ขับรถยนต์หลบหนีเข้าไปในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช และได้โพสต์รูปภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก


ตลอดเวลาที่คนร้ายได้เข้าไปในห้าง เจ้าหน้าที่และประชาชนได้ยินเสียงปืนเป็นระยะๆ มารดาของทหารคลั่งได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้คนร้ายมอบตัว ส่วนเจ้าหน้าที่ได้ตรึงกำลังและทยอยนำประชาชนที่ติดค้างอยู่ในห้างออกมาตลอดทั้งคืน


จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่า จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ถูกวิสามัญแล้ว ด้านจังหวัดนครราชสีมา รายงานมีผู้เสียชีวิตประมาณ 20 ราย ผู้บาดเจ็บ 42 ราย นับเป็นช่วงเวลา 17 ชม. ที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของคนไทย และผู้คนทั่วโลกที่ได้รับทราบข่าวร้ายนี้


ด้าน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ผบ.ทบ. (ในขณะนั้น) ได้แถลงข่าวซึ่งบางช่วงมีน้ำตาคลอ โดยระบุว่า สาเหตุของการก่อเหตุเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและญาติ กรณีการซื้อขายที่ดินผิดสัญญาเรื่องผลตอบแทน


3.หนุ่มหึงโหด ควงปืนบุกยิงอดีตภรรยาในคลินิกเสริมความงาม ห้างเซ็นจูรี่ อนุสาวรีย์ชัยฯ


612912


ข่าวความรุนแรงยังมีต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เกิดเหตุชายบุกเข้าไปในคลินิกเสริมความงามภายในห้างสรรพสินค้า ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วใช้อาวุธปืนยิง น.ส.ปิยานุช ฉัตรไทย อายุ 28 ปี พนักงานสถานเสริมความงามเสียชีวิต ต่อมาตำรวจสืบทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายดนุสรณ์ นุ่มเจริญ อายุ 28 ปี ก่อนจะจับกุมตัวได้ที่ จ.เพชรบุรี


นายดนุสรณ์ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง เนื่องจากหึงหวงผู้ตายซึ่งเป็นอดีตภรรยาได้คบหากับชายอื่น แม้จะหย่าขาดกันไปแล้วแต่ก็ยังรักยังหวงอยู่จนขาดความยั้งคิดก่อเหตุสลดดังกล่าว


ต่อมาในวันที่ 7 ธ.ค. ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิตนายดนุสรณ์ แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกตลอดชีวิต และให้ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่บิดาผู้ตาย จำนวน 171,600 บาท ชดใช้ค่าไร้อุปการะแก่มารดาผู้ตาย จำนวน 249,600 บาท และค่าปลงศพอีก 1 แสนบาท รวมทั้วหมดกว่า 5 แสนบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี


4.จับ "เสี่ยบอย" ขายหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น


213751


เมื่อวันที่ 9 มี.ค. เพจแหม่มโพธิ์ดำ ออกมาแฉถึงกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ นายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี อ้างว่ามีหน้ากากอนามัยจำนวน 200 ล้านชิ้นเพื่อขายต่อให้กับนายทุนจีนและผู้อื่น พร้อมอ้างว่ารู้จักกับ นายพิตตินันท์ รักเอียด คนสนิทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ นักการเมืองคนดัง ทำให้สังคมเรียกร้องให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เพราะอาจเข้าข่ายการกักตุนสินค้าต้องห้าม


ต่อมา เสี่ยบอย ได้เข้ามาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมกับระบุว่า ตนอยากขอโทษพี่น้องประชาชน ตนไม่ได้มีหน้ากากตุนไว้จริงๆ แค่อยากโชว์ออฟเฉยๆ ที่พูดไปว่ามี 200 ล้านชิ้นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังจากนั้นตำรวจได้บุกค้นบ้านของเสี่ยบอยแต่ไม่พบหน้ากากอนามัยจำนวนมากตามที่อ้างแต่อย่างใด


ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หมช.เกษตรฯ ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักกับเสี่ยบอยมาก่อน และไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ กับการกักตุนหน้ากากอนามัยเพื่อไปส่งขายต่อให้กับนายทุนของจีน


ขณะเดียวกัน ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังอาคารย่านหนองแขม ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับที่เสี่ยบอยพูดว่า “พร้อมจำหน่ายหน้ากากอนามัยมีสินค้าประมาณ 200 ล้านชิ้น” ทั้งนี้พบว่า อาคารนี้ลักษณะเป็นอาคารพาณิชย์ปลูกติดกัน 7 คูหา มีรั้วรอบของชิด โดยมีนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคภราดรภาพ เป็นเจ้าของอาคาร


นายพันธ์ยศ ยอมรับว่ารู้จักกับเสี่ยบอยจริง โดยมีผู้ใหญ่ในกลุ่มนักธุรกิจแนะนำให้รู้จัก เสี่ยบอยได้ประสานขอให้ตนหาหน้ากากอนามัยในท้องตลาด เพื่อจะนำมาบริจาคในจำนวน 1 ล้านชิ้น เนื่องจากตนได้ทำธุรกิจกับชาวจีนเป็นส่วนใหญ่ ตนไม่ได้เป็นพ่อค้าคนกลางหรือบุคคลที่กักตุนสินค้าอย่างที่สังคมกำลังเข้าใจ ตนเห็นว่าเสี่ยบอยจะนำหน้ากากอนามัยไปบริจาค จึงรับเป็นธุระในการหาของในตลาดออนไลน์ให้เท่านั้น แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการก็มาเกิดเป็นประเด็นเสียก่อน ส่วนที่บอกว่าตนเองรู้จักหรือมีความเกี่ยวกับ ร.อ.ธรรมนัส ตนเองขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง


5.โซเชียลจับโป๊ะ "แม่ปุ๊ก" ขอรับบริจาคช่วยลูกป่วยโรคประหลาด คาดเป็นการวางยา


209914


เป็นข่าวสะเทือนใจในโลกโซเชียล สำหรับกรณีของ "แม่ปุ๊ก" หญิงวัย 29 ปีที่โพสต์รูปลูกสาววัยน่ารักที่ป่วยด้วยประหลาดเพื่อขอรับเงินบริจาค กระทั่งมีผู้โอนเงินช่วยเหลือจำนวนมาก จากนั้นไม่นานเด็กได้เสียชีวิต ก่อนที่โลกโซเชียลจะเกิดความสงสัยจนนำไปสู่การจับกุมเมื่อพบว่า "แม่ปุ๊ก" ได้โพสต์ว่าลูกชายคนเล็กป่วยลักษณะเดียวกัน มีสารพิษในร่างกาย ต้องเข้าไอซียู รักษาจนปลอดภัย


แพทย์เผยว่า จาการตรวจร่างกายลูกคนเล็ก พบสารเคมีประเภทออกฤทธิ์เป็นกรด คล้ายกับสารเคมีที่เป็นส่วนผสมของน้ำยาล้างห้องน้ำ หรือน้ำยาซักฟอก ในร่างกายจำนวนมาก และจากการเช็กประวัติของ "แม่ปุ๊ก" พบว่า ลูกคนโตที่เสียชีวิตไปเป็นเด็กที่ขอมาเลี้ยงดู ส่วนลูกคนเล็กนั้นชาวโซเชียลก็เกิดการตั้งคำถามว่าใช่ลูกของเธอจริงๆ หรือไม่ และหลายคนก็เข้าแจ้งความว่าถูกแม่ปุ๊กฉ้อโกงเพราะสั่งซื้อของ โอนเงินแล้ว แต่ไม่ได้รับสินค้า


วันที่ 18 พ.ค. ตำรวจเข้าจับกุม "แม่ปุ๊ก" ข้อหา รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ฉ้อโกงประชาชน โดยแม่ปุ๊กสารภาพว่าฉ้อโกงจริง แต่ไม่ได้วางยาลูกทั้งสองคนแต่อย่างใด


6.ดราม่าเงินบริจาค "ฌอน บูรณะหิรัญ" ไลฟ์โค้ชคนดัง


497022


ส่วนอีกกรณีเรื่องเงินบริจาคที่เป็นข่าวครึกโครมไม่แพ้กัน คือ กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า "ฌอน บูรณะหิรัญ" ไลฟ์โค้ชชื่อดัง ได้เปิดบริจาครับเงินไปช่วยเหลือไฟป่า แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าตัว ต่อมาฌอนได้แจงว่า ได้รับเงินบริจาคทั้งสิ้นราว 8 แสนบาท โดยเงินที่ได้รับได้ไปซื้อหน้ากากอนามัย ซื้อเจลล้างมือ และนำไปทำสื่อให้ความรู้ผ่านทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวของตน ทำให้ผู้ที่บริจาคจำนวนมากต้องทักท้วง เพราะจุประสงค์การบริจาคคือช่วยไฟป่าไม่ใช่ช่วยโควิด-19 และการนำเงินบริจาคไปใช้ในช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวนั้นไม่ถูกต้อง จึงเกิดการร้องเรียนให้ตรวจสอบยอดเงินบริจาคที่แน่ชัด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าน่าจะสูงถึง 50 ล้านบาท


ต่อมาฌอนได้โพสต์คลิปชี้แจงเรื่องยอดเงินบริจาคว่า ที่บอกตอนแรกว่าประมาณ 8 แสนบาทนั้น เป็นการเข้าใจผิด ที่จริงยอดนั้นคือยอดที่ได้ใช้ไปโดยรวมจากใบเสร็จในขณะนั้น (มีการใช้คำผิด) และยอดจริงคือ 1,338,644.01 บาท ตนขอยืนยันความบริสุทธิ์เหมือนเดิม ที่ผ่านมาพยายมทำเพื่อสังคมมาโดยตลอด ในส่วนของสเตตเมนท์ที่มีการหักเงินจ่ายบัตรเครดิต เนื่องจากบัตรเครดิตดังกล่าวมีการผูกกับเฟซบุ๊ก จึงมียอดหักออกไป เมื่อมีค่าใช้จ่ายภายในเพจ


ส่วนเงินบริจาค 1.3 ล้าน เตรียมจะนำไปมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมฝากขอโทษประชาชนทุกคน โดยเฉพาะชาวเชียงใหม่ ที่ทำให้ต้องรู้สึกผิดหวัง และเกิดความเข้าใจผิด ส่วนกรณีที่มีคนจับผิดว่ามีการตัดต่อหลายครั้งในคลิปที่ออกมาชี่้แจงก่อนหน้านี้ ฌอนชี้แจงว่า เนื่องจากปกติฟังภาษาไทย และพูดภาษาไทยไม่คล่องเท่าไหร่ จึงต้องมีการเรียบเรียง ตัดต่อหลายครั้ง


7.มหากาพย์คดี "น้องชมพู่" จากข่าวอาชญากรรมกลายพันธุ์เป็นข่าวบันเทิง


314102


เป็นคดีมหากาพย์ที่ยังไม่ทราบผู้กระทำความผิดตัวจริง สำหรับคดีการหายตัวและเสียชีวิตของ "น้องชมพู่" เริ่มจากวันที่ 11 พ.ค. น้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ หายตัวปริศนาจากบ้าน ตั้งแต่เช้า ผ่านไป 3 วัน จึงได้พบศพน้องชมพู่อยู่บนภูเขา ซึ่งจากการสันนิษฐานของตำรวจคาดว่า จะต้องมีคนร้ายนำตัวน้องชมพู่ขึ้นมา เนื่องจากภูเขานั้นสูงและอยู่ไกลจากบ้านมาก ยากที่เด็กจะเดินพลัดหลงมาเอง ทำให้สังคมเกิดการตั้งคำถามว่าใครคือผู้ลงมือทำร้ายน้องชมพู่ เกิดเป็นกระแสแบ่งเป็นสองฝ่ายคือ นายอนามัย และ นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา พ่อแม่น้องชมพู่ และ นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล และภรรยาคือป้าแต๋น เนื่องจากทั้งสองครอบครัวมีความใกล้ชิดกับน้องชมพู่ และมีการให้การที่ไม่ชัดเจนในบางประเด็น


ตำรวจและสื่อมวลชนพยายามขุดคุ้ย สืบเสาะหาหลักฐานเพื่อคลี่คลายคดี แต่สิ่งที่ตีคู่มากับความกังขาว่าใครคือคนทำร้ายน้องชมพู่ นั่นคือสปอตไลต์ที่ส่องไปหาบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่งของ "ลุงพล-ป้าแต๋น" ที่มีแฟนคลับติดตามให้กำลังใจกันอย่างหนาแน่น เหมือนดาราซูเปอร์สตาร์ ประชาชนจำนวนมากแห่แหนไปที่บ้านกกกอกจนกลายเป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยว จ.มุกดาหาร "ลุงพล" มีงานฝั่งวงการบันเทิงเข้ามาไม่ขาดสายทั้งการร้องเพลง เดินแบบ โชว์ตัว ฯลฯ จนหลายฝ่ายต้องตั้งคำถามว่า จากคดีอาชญากรรมทำไมกลับกลายเป็นเรื่องของข่าวบันเทิงที่ผู้คนให้ความสนใจในชีวิตประจำวันของบุคคลใกล้ชิด จนแทบลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการตามหาคนร้ายตัวจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับน้องชมพู่


แม้ว่า ณ วันนี้ ผ่านไป 7 เดือน ตำรวจก็ยังไม่สามารถลากตัวคนกระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ซึ่งประชาชนก็ได้แต่หวังว่าเรื่องของน้องชมพู่จะไม่เงียบหายไปตามกาลเวลา ทิ้งไว้เป็นแค่เพียงเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ในช่วงเวลาหนึ่ง ที่กระแสสังคมช่วยพลิกผันทำให้คนธรรมดาโด่งดังจนที่เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ


8.จำคุก 1,446 ปี เจ้าของ "แหลมเกตุซีฟู้ด"


996044


เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก นายอพิชาต หรือ โจม บวรบัญชารักษ์ หรือ พารุณ จุลกะ และ น.ส.ประภัสสร บวรบัญชา จำเลยที่ 2-3 เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง "แหลมเกตุซีฟู้ด" ในความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน รวม 723 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 1,446 ปี ส่วน บริษัท แหลมเกตอินฟินิท จำกัด จำเลยที่ 1 ให้ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 3,615,000 บาท


คดีนี้เริ่มจาก นายโจม กับ น.ส.ประภัสสร ได้เปิดขายวอยเชอร์โปรโมชั่นรับประทานอาหารทะเลแบบบุฟเฟ่ต์ในราคาถูก เช่น โปรราชาทะเลบุฟเฟ่ต์ ชุดละ 880 บาท จำนวน 10 ที่นั่ง เป็นต้น จนมีผู้กดจองและโอนเงินจำนวนมาก จากนั้นทางร้านได้ประกาศยกเลิกและงดโปรโมชั่นทุกชนิด โดยให้เหตุผลว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทำให้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความจำนวนมาก


ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเเล้วพบว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดรวม "723 กระทง" ให้จำคุกจำเลยที่ 2,3 ทุกกระทง กระทงละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 1,446 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 3,615,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งทุกกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 จำคุกจำเลยที่ 2,3 คนละ 723 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2,3 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2)จำเลยที่ 1 คงปรับ 1,807,500 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินจำนวน 2,500,960 บาทแก่เจ้าของ


9.กองปราบเผย "พ.ต.ท.บรรยิน" วางแผนแหกคุก จุดระเบิดให้ ฮ.มารับ


860315


ตำรวจกองปราบปราม ล้มแผนแหกคุกของ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในคดีฆ่าอำพรางนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ทำทีเป็นอุบัติเหตุรถชน และคดีอุ้มฆ่าเผานั่งยางนายวีรชัย ศกุนตะประเสริฐ พี่ชาย น.ส.พนิดา ศกุนตะประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังจับกุมนายสุธน หรือโจ ทองศิริ อายุ 42 ปี และนายณัฐพล หรือท็อป นรการ อายุ 30 ปี 2 อดีตผู้ต้องขังในเรือนจำเดียวกันที่ได้ประกันตัว โดยรับว่า พ.ต.ท.บรรยิน วางแผนให้ทนายประกันตัวออกไปคุยกับอดีต ส.ส.ลูกน้องเก่า พ.ต.ท.บรรยินให้จัดชุดพาหลบหนีออกจากเรือนจำ หรือชิงตัวระหว่างทางถูกคุมตัวไปขึ้นศาล ถ้าไม่สำเร็จให้จับภรรยา ผบ.เรือนจำเป็นตัวประกันต่อรอง


ด้าน พ.ต.ท.บรรยิน ที่เดินทางมานัดตรวจพยานหลักฐานในคดี ยังแถลงต่อศาลอาญาว่า ข่าววางแผนแหกคุกหลบหนีโดยการวางระเบิดก่อนจะให้เฮลิคอปเตอร์มารับนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาถูกคุมขังเดี่ยวและไม่ได้ติดต่อกับใคร จึงทำให้เกิดความเครียดจนพยายามผูกคอเพื่อฆ่าตัวตาย


ขณะที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยว่า การคุมขัง พ.ต.ท.บรรยิน เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักมนุษยธรรม ไม่ได้กลั่นแกล้ง และเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม การสอบปากคำ 2 นักโทษ คือ โจ กับ ท็อป ผู้ต้องหาที่ได้รับการประกันตัวเพื่อเตรียมการช่วยเหลือ พ.ต.ท.บรรยิน โดย 2 ผู้ต้องหาดังกล่าวอยู่ในเรือนจำจริง ยืนยันว่ามีแผนชิงตัวประกัน แต่ขอให้เป็นการสืบสวนของตำรวจ


ต่อมาวันที่ 14 ก.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนนครไชยศรี กทม. ได้รับสารภาพกลางศาลว่าอุ้มฆ่าพี่ชายผู้พิพากษาจริง โดยเป็นคนแต่งชุดตำรวจไปอุ้มหน้าศาลเพื่อต่อรองคดี อ้างเหตุผลโมโหที่ผู้พิพากษาทำคดีลำเอียง


จากนั้นวันที่ 15 ธ.ค. ศาลได้อ่านคำพิพากษา ตัดสินให้ประหารชีวิต "พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์" อดีต รมช.พาณิชย์ แต่ให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 ทุกข้อหา คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว


10."โจ๋สำโรง" ยกพวกตีกันกลางห้องฉุกเฉิน ชกแพทย์หญิง อ้างหมอทำงานช้า ทำให้เพื่อนรักต้องตาย


975579


เหตุการณ์สุดอุกอาจนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ค. ในพื้นที่ สภ.สำโรงใต้สมุทรปราการ กลุ่มโจ๋หลายสิบคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทและไล่ทำร้ายกันภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ จ.สมุทรปราการ มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินของทางโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย หลังตำรวจได้รับแจ้งจึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเดินทางเข้าตรวจสอบ


ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องฉุกเฉินของทางโรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ พบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นของฝ่ายผู้เสียชีวิตพากันกรูเข้ามาชกต่อย แพทย์หญิงธนิกานต์ สู่พานิช แพทย์ที่เข้าเวรและปั๊มหัวใจช่วยเหลือนายรัชต์พงษ์หรือ "คิว" หลังจากที่กลุ่มผู้ก่อเหตุทราบจากแพทย์ว่าเพื่อนเสียชีวิตแล้ว ทำให้กลุ่มวัยรุ่นอันธพาลไม่พอใจ อ้างหมอทำงานช้า ทำให้เพื่อนรักต้องตาย จึงพากันเข้ามาชกต่อยแพทย์หญิงและพยาบาลสาว รวมถึงเจ้าหน้าที่ชายของทางโรงพยาบาลแบบชุลมุน ก่อนที่กลุ่มเพื่อนผู้ตายจะยกพวกไปรุมฝ่ายตรงข้ามที่โรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้า จนทรัพย์สินของโรงพยาบาลเสียหายซ้ำอีก


หลังเกิดเหตุแพทย์หญิงผู้เคราะห์ร้ายได้ขอลาออกจากการทำหน้าที่ เนื่องจากขวัญเสียกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลัวว่าจะถูกแก๊งอันธพาลกลับมาทำร้ายอีก แต่ พล.อ.ท.นพ.ชูพันธ์ ชาญสมร ผอ.โรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ จ.สมุทรปราการ เผยว่าทางโรงพยาบาลจึงให้แพทย์หญิงธนิกานต์ พักงานไปดูแลจิตใจให้ดีก่อน พร้อมทั้งพยายามปลุกขวัญกำลังใจของคุณหมอให้กลับคืนมา


จนกระทั่งวันที่ 10 ต.ค. ศาลจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำพิพากษาวัยรุ่น 2 คนที่ทำร้ายแพทย์และเวรเปลได้รับบาดเจ็บให้ 1.นายภานุวัฒน์ แย้มสุข (คนชกหมอ) ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี 6 เดือน รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 ปี 3 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และนายนิพล วันชม (คนชกเวรเปล) ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา


ติดตาม 10 ข่าวอาชญากรรมเด่น ประจำปี 63 Part 2 ได้ในวันพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่