"แอ๋ม" เฮี้ยน! อาฆาตแก๊งหั่นศพ โผล่รับรู้คำขอขมา "เปรี้ยว" ร่ำไห้ ญาติคาดจิตตก (คลิป)

3
24 ก.พ. 61
จากกรณี น.ส.วริสรา กลิ่นจุ้ย หรือ “แอ๋ม” ถูกกลุ่มของ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ “เปรี้ยว” ก่อเหตุฆาตกรรมหั่นศพ โดยในวันทำแผนมีการขอขมาญาติ ซึ่ง "เปรี้ยว" ยอมรับว่า ผิดและสำนึก แต่ล่าสุด เมื่อสอบคำให้การจำเลย เปรี้ยว กลับปฎิเสธข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน” โดยอ้างว่า ไม่มีเจตนา แต่เป็นการพลั้งมือ

วันนี้ ( 23 ก.พ. 61) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้ นางพิชชาภา คำเพิงใจ แม่ของแอ๋ม, นายสุชาติ คำเพิงใจ พ่อเลี้ยงของแอ๋ม, นายนพดล สีดาทัน ทนายความของครอบครัว และ น.ส.ประภาศิริ สมศรี พี่สาวเปรี้ยว มาพูดคุยในรายการ ภายใต้หัวข้อ คดีพลิก “แอ๋ม” ถูกหั่นศพ “เปรี้ยว” พลิกลิ้น กลับคำให้การ

นางพิชชาภา คำเพิงใจ มารดาของแอ๋ม


นางพิชชาภา คำเพิงใจ แม่ของแอ๋ม กล่าวว่า ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียลูกสาว ทุกวันนี้ยังร้องไห้ด้วยความคิดถึง รู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสีย และมีบางคนไม่เข้าใจว่า เราไปฟ้องร้องทำไม เพราะหากไม่ทำ อีกมุมหนึ่งก็ถูกมองว่า ทำไมถึงนิ่งเฉยปล่อยให้ลูกตายฟรี ซึ่งตนทรมานมาก ได้แต่ทำใจให้สงบคิดว่า ถ้าเราทุกข์ลูกก็ทุกข์ด้วย จะดึงให้ลูกไม่ไปสู่ภพภูมิที่ดี จึงทำบุญเรื่อยมา จนกระทั่งผ่านมาได้ถึงทุกวันนี้

แก๊งเปรี้ยว ถูกดำเนินคดี


นางพิชชาภา กล่าวว่า เจอเปรี้ยวทุกครั้งที่ไปศาล ครั้งแรกที่ทำแผน มียายกับน้องไป มาครั้งหลังศาลอนุญาตให้ เปรี้ยว มาขอขมาญาติ จึงเข้ามาจับมือตน ร้องไห้น้ำตาคลอ แต่ตนสังเกตุว่า สายตาของเปรี้ยวยังแข็งๆ ซึ่งคำพูดของ เปรี้ยว ที่ว่า “ขอโทษที่ทำน้อง รักน้อง เป็นอารมณ์ชั่ววูบ” และกุมมือตนแน่นนาน 10 นาที ตอนนั้น ความรู้สึก คือ ยังไม่ได้รับคำขอโทษจากเปรี้ยว ได้แต่ฟังเปรี้ยวพูดไป เพราะภายในใจยังเสียใจ แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธเรื่องขอขมา ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังไม่อโหสิให้ รอให้คดีจบทุกอย่างก่อน ซึ่งลูกก็คงคิดเช่นเดียวกัน

เหตุการณ์เข้ามาขอขมา ตอนนั้นกลุ่มของเปรี้ยว 4-5 คน ได้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาพูด แย่งกันจับมือ และกราบเท้าแม่ ซึ่งนาทีนั้นตนพูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ เสียใจสงสารลูก และนึกในใจว่า เป็นเพื่อนกันทำไมถึงทำกันขนาดนั้น? เพื่อนเปรี้ยวพูดกับแม่ว่า “พลาดไปแล้ว ตอนนี้ได้รับกรรม ทรมานเหมือนตกนรก” ส่วนตัวเปรี้ยว นั่งจ้องตาแม่ และพูดว่า “ถ้ามีอะไรให้ช่วยบอกนะ”

นายสุชาติ คำเพิงใจ พ่อเลี้ยงของแอ๋ม


นายสุชาติ คำเพิงใจ พ่อเลี้ยงของแอ๋ม กล่าวว่า ในตอนกราบเท้าขอโทษ ตนรู้สึกว่า กลุ่มของเปรี้ยวไม่มีความจริงใจ โดยให้มองที่ตาจะรู้ ซึ่งเท่าที่ตนสัมผัสมายังไม่เห็นความจริงใจ เหมือนกับทำเพื่อให้ศาลเห็นใจว่าสำนึกแล้ว เพราะถึงแม้บางคนจะร้องไห้ ก็ไม่ได้ร้องกันทุกคน และเปรี้ยวเองก็ร้องไห้เพียงชั่วครูคล้ายกับแสดงละคร จากนั้นก็เดินหัวเราะกันไปในห้องพิจารณาคดี

นายนพดล สีดาทัน ทนายความครอบครัวแอ๋ม


นายนพดล สีดาทัน ทนายความครอบครัวแอ๋ม กล่าวว่า เหตุการณ์วันนั้นเป็นนัดสอบคำให้การ ผู้พิพากษาได้อ่านข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฎิเสธฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ทั้งที่ตอนทำแผน มีการรับสารภาพ ชี้จุดซื้ออุปกรณ์ ใบเรื่อย เทปกาว ถุงดำ และจุดทิ้ง แต่จู่ๆ มาปฏิเสธ เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ทำให้คดีที่คาดว่าจะเป็นฆ่าโดยไม่ไตร่ตรอง กลายเป็น “คดีทำร้ายร่างกาย” โดยเปรี้ยวไม่รับข้อหา “หั่นศพและซ่อนเร้น” แต่วันนั้นไม่ใช่วันสืบพยาน

นายนพดล กล่าวว่า ตอนที่เจอ เปรี้ยว ครั้งแรกไม่ยอมสบตาตน หน้าตามีความเลือดเย็นมาก และสายตาค่อนข้างอาฆาต ซื่งหากศาลชั้นต้นตัดสินออกมา ตนจะคัดค้านการยื่นประกันตัวให้ถึงที่สุด เพราะเป็นอันตรายกับพยานและครอบครัวของแอ๋มเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ แก๊งเปรี้ยวได้หลอกล่อ "แอ๋ม" ให้ออกมาพบที่ร้านตะวันแดง สาเหตุแรกเริ่มเกิดจาก “บ๊อบบี้” แฟนแอ๋ม ถูกจับคดีเสพยาเสพติด แอ๋มจึงช่วยแฟนขยายผลเพื่อให้ได้รับโทษน้อยลง จึงแจ้งเบาะแส ตำรวจพาไปจับคนขายซึ่งเป็น แฟน กับพี่ชายของเปรี้ยว แต่เปรี้ยวคิดว่าตัวเองโดนหมายจับด้วยจึงหลบหนีอยู่นาน สร้างความแค้นให้กับเปรี้ยว แต่ภายหลังรู้ว่าไม่มีหมายจับ จึงกลับมาทำงานและเริ่มมีเงิน

น.ส.วริสรา กลิ่นจุ้ย หรือ “แอ๋ม” ผูู้ตาย


ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ แอ๋มแต่งงาน แล้วกลับมาอยู่กับแม่ที่ จ.นครปฐม ไม่ถึงอาทิตย์ เปรี้ยวกับ "เอิร์น" น.ส.กวิตา ราชดา ก็กลับมาจากประเทศไต้หวัน ซึ่งขณะที่ "แอ๋ม" ไปฮันนีมูน "เอิร์น" ได้โทรมาตาม และพยายามสอบถามกับเพื่อนว่า "แอ๋ม" พักอยู่ที่ไหน ก่อนจะมี นางนกต่อ มาชักชวน "แอ๋ม" ให้ออกไปที่ร้านตะวันแดง มีพยานในกลุ่มเปรี้ยว ระบุว่า เปรี้ยวมาดักรอที่ร้านอาหาร โดยเปรี้ยวซ่อนอยู่ท้ายรถ และให้นายวศิน นามพรหม หรือ "นิว" เป็นคนขับรถมารับ ขณะที่ "เอิร์น" โทรศัพท์เรียกให้ "แอ๋ม" ออกมา ส่วน น.ส.อภิวันท์ สัตยบัณฑิต หรือ "แจ้" นั่งหลังคนขับ เมื่อ "แอ๋ม" มาถึง "เปรี้ยว" ได้โผล่ออกมาล็อกคอ แล้วช่วยกันรุมจับตัวมัดไว้ ก่อนขับรถพาไปทำร้ายร่างกายผ่าน 3 อำเภอ จาก อ.เมือง ไปถึง อ.ชื่นชม จ.มหาสารคาม เกือบถึงตลาดกาฬสินธุ์ แล้วขับย้อนกลับมาเป็นเวลา 5 ชั่วโมง

โดยสภาพของ "แอ๋ม" ถูกตีจนสลบ ไม่มีทางสู้ กระทั่งเวลา 8.00 น. ของวันที่ 23 พ.ค. 60  กลุ่มของเปรี้ยวได้แวะซื้ออุปกรณ์ ปูน เลื่อย ธนู มีด ถุงดำ เทปกาว ในร้านวัสดุก่อสร้าง ก่อนที่เปรี้ยวจะเอาถุงดำ รัดคอแอ๋มจนเสียชีวิต ซึ่งผลพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า แอ๋มถูกรัดคอจนขาดอากาศหายใจ มีการสำลักอาหาร และเสียชีวิตในเวลา 9.00 น. แต่เปรี้ยว อ้างว่า ทำโดยไม่ได้ไตร่ตรอง ซึ่งขณะที่ "แอ๋ม" เสียชีวิต ตนไม่อยากเห็นหน้าจึงใช้ถุงดำห่อไว้ และอ้างว่าไม่มีอาวุธ โดยอาวุธที่พบติดมากับรถเช่า

รีสอร์ทที่เกิดเหตุ


ขณะที่ หลักฐานจากกล้องวงจรปิด จับภาพขณะที่ นายวศิน ขับรถเข้าไปในโรงแรม มีการถอยรถเข้าจอดเพื่อจะนำศพแอ๋มเข้าทางหน้าต่างรีสอร์ท แต่เข้าไม่ได้จึงกลับรถเอาด้านหน้าเข้า โดย นายวศิน เป็นคนอุ้มแอ๋มไปไว้บนเตียง แล้วอ้างว่าออกมาสูบบุหรี่ โดยให้ 3 สาว เป็นคนหั่นศพ ใส่ถังดำ และยกออกมาให้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม่ของแอ๋ม ไม่เชื่อคำให้การของเปรี้ยวที่ว่าเป็นการพลั้งมือ แต่เชื่อว่าเป็นการตระเตรียม วางแผนเป็นขั้นตอน ตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอกและเตรียมการในเมืองไทย ขณะที่ พ่อแอ๋ม ก็เชื่อว่า กลุ่มของเปรี้ยว ต้องรู้กัน เห็นแอ๋มที่ตะวันแดง แล้วออกไปประชุมวางแผนกันที่ร้านลาบ หลังจากนั้นจึงมาดักรอ อีกทั้งช่วงหัวค่ำ "เปรี้ยว" ยังโพสต์เฟซบุ๊กว่า “วันนี้จะจับหนูตัวใหญ่”

สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ น.ส.ประภาศิริ สมศรี พี่สาวเปรี้ยว


น.ส.ประภาศิริ สมศรี พี่สาวเปรี้ยว กล่าวว่า ได้ไปเยี่ยมเปรี้ยวเมื่อต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา และไม่ทราบเรื่อง การปฎิเสธข้อกล่าวหาของน้องสาว ตอนที่เจอกันก็ไม่ได้บอกอะไร มาเล่าตอนที่เกิดเรื่องไปแล้ว ตนรู้ว่าน้องมีความทุกข์ จากคนที่เคยร่าเริง กลายเป็นคนที่มีสีหน้าเหม่อลอย น้ำตาไหลตลอดเวลาที่พูดคุย คิดว่าเป็นเพราะขาดอิสระภาพ ทำให้หน้าตาหมองเศร้า นัยน์ตามีแต่ความกังวล เวลาคุยตนจึงคุยแบบให้กำลังใจ ไม่ถามอะไรมาก เพราะเปรี้ยวมักจะตัดบทไม่ให้ตนพูดอะไรด้วย  จะถามถึงญาติว่าเป็นยังไง ฝากบ้านด้วย ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องทำ แต่ไม่พูดเกี่ยวกับคดี

นอกจากนี้ น.ส.ประภาศิริ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ครอบครัวแอ๋ม เรียกค่าเสียหายกับเปรี้ยวจำนวน 10,300,000 บาท ว่า เปรี้ยวไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย บ้านที่ปลูกอยู่ก็เป็นของพี่สาว เพิ่งสร้างได้แค่ 3 เดือนก่อนเกิดเรื่อง ส่วนประเด็นคิดถึงแฟนนั้น เปรี้ยวเคยพูดว่า ให้ทางบ้านหาบัตรประชาชน และทะเบียนบ้านให้เพราะคิดว่า ต้องติดคุกนาน และรู้ว่าแฟนติดคุกอยู่ฝั่งนักโทษชาย ให้หาให้หน่อยว่าอยู่ไหนอยากคุยด้วย

โดย นางพัชชาภา แม่แอ๋ม กล่าวว่า หากเปรี้ยวไม่มีเงิน ก็ขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน เรามีสิทธิ์ที่จะยื่น และฟ้องตามชอบธรรม เมื่อถึงเวลาผู้ต้องหาอาจเปลี่ยนคำพูดก็ได้ ขณะที่ทนายระบุว่า การฟ้องเป็นไปตามฐานะของผู้ตายที่สามารถเลี้ยงพ่อแม่ได้ ส่วนจำเลยจะมีจ่ายหรือไม่ ถึงเวลาศาลจะบังคับเองตามกฎหมาย โดยคดีนี้พนักงานสอบสวน รวบรวมหลักฐานไว้อย่างละเอียด คิดว่า คงไม่ถึงศาลตัดสิน คาดว่าจำเลยอาจกลับมารับสารภาพ เพราะหากสู้ถึงศาลพิพากษามีโทษถึงขั้นประหารชีวิต และต้องรีบสารภาพเพราะหากถึงขั้นสืบพยานทุกปาก แล้วมากลับคำจะถือว่า “จำนนต่อหลักฐาน” ศาลไม่รับฟัง เพราะไม่สำนึกตั้งแต่ต้น

"เบนซ์" แก๊งเปรี้ยว


ส่วน น.ส.จิดารัตน์ พรมคุณ หรือ "เบนซ์ " ถูกแจ้งข้อหารับของโจร ขณะเกิดเหตุอยู่กรุงเทพ อาจไม่ยุ่งเกี่ยวกับการวางแผน แต่พอรับทราบว่า จะมีการทำอะไร โดยนายวศิน อ้างว่าสูบบุหรี่, น.ส.อภิวันท์ สัตยบัณฑิต หรือ "แจ้" อ้างว่าเมา "เอิร์น" เป็นคนอุ้ม และมีดีเอ็นเอเลือดของ "แอ๋ม" ติดที่เสื้อ "เอิร์น" โดยสาเหตุที่เกิดเรื่องนี้มาจากปัญหายาเสพติด ทำให้ขาดสติควบคุมตัวเอง สุดท้ายเชื่อว่ากลุ่มเปรี้ยวต้องรับสารภาพ เพราะตำรวจ สภ.เขาสวนกวาง เต็มที่กับคดีนี้ เหมือนอยากทำบุญกับคนตาย

ภายหลัง นางพัชชาภา ได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีทุกคน และกล่าวถึงเปรี้ยวว่า คนที่กล้าหั่นศพได้จิตใจคงไม่ใช่คนในเวลานั้น คงมีอะไรสิงสู่ให้กลายเป็นสัตว์นรก ซึ่งไม่รู้จะใช้คำไหนมาเปรียบเปรย ทุกวันนี้ตนมีแต่ความทุกข์ ได้แต่มองภาพถ่าย กับทำบุญส่งให้วิญญาณลูกไปสู่ภพภูมิที่ดี และลูกอาจจะรอให้ศาลตัดสินจึงหมดห่วง

ซึ่งตนมักจะฝันเห็นลูก เห็นอยู่ไกลๆ เหมือนลูกมาให้เห็นว่า ยังอยู่ดี บางทีก็ก้มหน้าหยิบของโน่นนี่ เหมือนเป็นของที่เคยซื้อให้ และเครื่องประดับที่เคยคุยกันว่าจะซื้อให้แต่ยังไม่มอบให้แม่ เป็นความรู้สึกผูกพันระหว่างแม่ลูก และทุกครั้งที่เห็น ลูกยังยิ้ม ยังสวย เหมือนว่าทำบุญให้แล้วลูกมีความสุข อยู่ในที่ดีของเค้าแล้ว จึงพยายามปล่อยวาง ไม่คิดอาฆาต แต่ก็ไม่อยากเห็นหน้าคนที่ทำลูก

นายสุชาติ พ่อเลี้ยงแอ๋ม กล่าวว่า ตนสามารถรับรู้ได้ว่าวิญญาณแอ๋มยังอยู่ เพราะเวลาลูกมาจะมีปฏิกิริยากับไฟฟ้าทำให้ไฟดับ โดยตนเจอกับเหตุการณ์นี้เมื่อครั้งไปศาล ขณะออกจากห้องพิจารณาคดี ได้เดินไปเข้าห้องน้ำแล้วเจอกับ พ่อของวศิน มีการพูดคุยกัน และกล่าวขอโทษแทนลูกชายว่า เสียใจกับเหตุการณ์ ซึ่งตนได้กล่าวว่า ถ้าแอ๋มอยู่และรับรู้ไฟจะดับนะ ยังพูดไม่ทันขาดคำไฟที่หน้าห้องน้ำก็ดับจริงๆ

นางพัชชาภา แม่แอ๋ม ให้สัมภาษณ์


หลังจบรายการ ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้คุยกับ น.ส.พิชชาภา คำเพิงใจ มารดาของแอ๋ม เปิดเผยว่า ตนคิดว่า เปรี้ยว คงหนีความผิดไม่พ้น จะต้องได้รับผลของการกระทำในสิ่งที่ก่อ หลังจากที่ "แอ๋ม" เสียชีวิตไป ก็คิดว่าลูกยังไม่ไปสู่สุคติ ยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเอง และมักได้กลิ่นหอม ซึ่งความรู้สึกบอกว่า ลูกมาหา หรือไม่บางทีก่อนวันพระลูกก็จะมาเข้าฝันเสมอ

นอกจากนี้ ตนคิดว่าที่ แอ๋ม ยังไม่ไปสู่ภพภูมิที่ดี เนื่องจาก ยังเป็นห่วงคดี และคงอยากรู้ว่า จุดจบจะเป็นเช่นไร หากผลออกมาก็คงจะไปสู่ภพภูมิที่ดี อย่างไรก็ตาม หากชาติหน้ามีจริง อยากให้ "แอ๋ม" กลับมาเป็นลูกอีกครั้ง โดยตนจะชดเชยในสิ่งที่ไม่เคยให้กับลูก จะดูแลลูกให้ดีกว่าเดิม เพราะคิดว่าชาตินี้ตนคงปล่อย และเลี้ยงดูลูกไม่ดีพอ



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวเด่นในหมวดหมู่