คดีชมพู่พลิกอีก! คนหายจากหมู่บ้านปัดฆ่า เผยสะดิ้งหาน้อง 9 โมง ชี้เป้าถ้ำน้ำลอด (คลิป)

คดีชมพู่พลิกอีก! คนหายจากหมู่บ้านปัดฆ่า เผยสะดิ้งหาน้อง 9 โมง ชี้เป้าถ้ำน้ำลอด (คลิป)

0
6 ส.ค. 63

กรณีตำรวจชุดคลี่คลายคดีน้องชมพู่ นำโดย พ.ต.อ.ชัชชัย วงศ์สุนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยเเพทย์ที่ทำการชันสูตรศพน้องชมพู่คนเเรก คือ นายเเพทย์ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เดินทางขึ้นภูเหล็กไฟไปยังจุดพบศพ เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำอุปกรณ์ คือ ตลับเมตร เเละเครื่องมือวัดความลาดชันขึ้นไปด้วย


คลิกอ่านข่าว "น้องชมพู่" ทั้งหมดที่นี่ 


263305


จากนั้นทีมข่าวได้ปีนลงไปสำรวจใต้ถ้ำ ซึ่งปีนลงค่อนข้างยากลำบาก เพราะทางลงคับเเคบ 70 เซนติเมตร สูงชัน 5 เมตร ก้อนหินลื่นเนื่องจากฝนตกต่อเนื่องมาหลายวัน เมื่อลงมาถึงด้านล่าง พบว่าปล่องถ้ำสามารถใช้พักอาศัยได้


355996


ทีมข่าวใช้ตลับเมตรวัดขนาดถ้ำ ความสูง 1 เมตร ความกว้าง 2 เมตร ความยาว 15 เมตร หลังจากนั้นจะไม่สามารถคลานต่อได้ เพราะปล่องถ้ำเริ่มเเคบลง เหลือเพียง 50 เซนติเมตร


975033


ล่าสุดวันที่ 5 ส.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้พูดคุยกับนายหว่าง หรือนายสัตยา ปู่ฝ้าย ชาวบ้านกกกอก ถึงกรณีโซเชียลฯ ตั้งข้อสงสัยว่านายหว่างเป็นใคร โดยนายหว่างยืนยันว่าตนกับสามเณรสัตยา คือคนเดียวกัน ซึ่งนายหว่างเป็นหนึ่งในชาวบ้านที่ช่วยค้นหาน้องชมพู่ เเละเป็นคนที่ตำรวจเคยมาสอบปากคำ


โดยนายหว่าง ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีน้องชมพู่ พร้อมกันนี้ยังเต็มใจเปิดเผยไทม์ไลน์ ระหว่างวันที่ 10-14 พ.ค.63 เพื่อเเสดงความบริสุทธิ์ใจ โดยไทม์ไลน์ของนายหว่าง วันที่ 10 พ.ค.63 อยู่ที่บ้านทั้งวัน ไม่ได้ออกไปไหน


179300


วันที่ 11 พ.ค.63 ในช่วงเช้ายังอยู่ที่บ้าน จากนั้นเวลาประมาณ 09.00 น. น้องสะดิ้งเดินมาที่บ้านเพื่อหาน้องชมพู่ จากนั้นได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านประกาศเสียงตามสายให้ช่วยกันค้นหา ตนจำเวลาที่เเน่ชัดที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศไม่ได้เพราะไม่ได้ดูนาฬิกา เเต่คาดว่าอยู่ช่วงระหว่าง 09.00-10.00 น.


หลังจากได้ยินผู้ใหญ่บ้านประกาศ ตนก็ช่วยออกตามหาน้องชมพู่ โดยหาตามที่ร่างทรงเเละหมอธรรมเเนะนำ ซึ่งช่วงเเรกยังเดินหารอบ ๆ บ้าน สวนยางพารา เเละไร่มันสำปะหลัง จากนั้นเวลา 16.00 น. ได้เดินตามหาไปทางห้วยปุ่ง โดยไปกับลุงคล้าย 2 คน เเต่ไม่ได้ขึ้นเขา หากันอยู่ตีนภูเท่านั้น ก่อนจะกลับบ้าน เวลา 17.00 น.


148821674627


วันที่ 12 พ.ค.63 ในเวลา 08.00 น. เริ่มตามหาน้องชมพู่อีกครั้ง โดยเดินตามหาไปทางห้วยปุ่ง จากนั้นเวลา 17.00 น. มีการขึ้นเขา โดยเดินไปทางอ่างกบ เเล้วขึ้นภูเหล็กไฟไปกัน 3 คน ประกอบด้วย ตน ลุงคล้าย เเละลุงพล เเต่ขึ้นไปไม่ถึงจุดพบศพ ก่อนจะกลับบ้านเวลา 21.00 น.


758592


ส่วนวันที่ 13 เเละ 14 พ.ค.63 อยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน เพราะปวดขา หลังจากนั้นตนได้บวชเป็นสามเณรที่วัดภูผาเเอก ซึ่งจำวันบวชที่เเน่ชัดไม่ได้ คาดว่าเป็นวันที่ 30 พ.ค.63 บวช 15 วัน สาเหตุที่บวชเพราะตนมีปัญหาครอบครัว จึงบวชเพื่อเสริมบารมีให้กับชีวิต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตายของน้องชมพู่


โดยระหว่างที่บวชเป็นเณรอยู่นั้น ตำรวจได้มาสอบปากคำที่วัดภูผาแอก ถามเหมือนกับที่นักข่าวถาม ให้ไล่ไทม์ไลน์ มีการถามว่าได้ไปตามหาน้องชมพู่หรือไม่ เเละถามเหตุผลว่าบวชทำไม ตนก็ให้การไปตามที่บอกกับนักข่าว เมื่อถามว่าเคยขึ้นภูเหล็กไฟบ่อยหรือไม่ นายหว่าง กล่าวว่า ตนเคยขึ้นเเค่ 3-4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือเมื่อปีที่เเล้ว ก็ไม่ได้ขึ้นอีกเลย จนกระทั่งมาเกิดเรื่องน้องชมพู่


450941


นายไชย์พล วิภา ลุงของชมพู่ กล่าวว่า ตนไม่ทราบวันที่ค้นหาน้องชมพู่ ตนเดินขึ้นเขากับลุงคล้าย กับนายสัตยา หรือนายหว่าง กรณีนี้ต้องถามลุงคล้าย เพราะลุงคล้ายนำทาง ส่วนวันนี้ลุงคล้ายมาชวนตนขึ้นภูเหล็กไฟ ซึ่งตนก็สอบถามเรื่องถ้ำน้ำลอด ลุงคล้ายก็บอกว่าถ้ำอยู่ด้านซ้าย ใกล้จุดที่เราขึ้นเขาแล้วจะไปพัก ซึ่งหากเราขึ้นเขา ปกติเราจะไม่เดินผ่านอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีทางที่เดิน หรือทางที่ชาวบ้านเดินไว้อยู่แล้ว จุดนั้นตนก็คิดว่าไม่มีเป้าหมาย และไม่รู้ว่ามีถ้ำนี้ ตนก็เพิ่งรู้ตอนที่สื่อมา ตอนออกข่าว รวมทั้ง 9 ถ้ำก่อนหน้านี้


382770


คาดการณ์เส้นทางที่พาน้องชมพู่ขึ้นเขา ต้องผ่านถ้ำน้ำลอด ก่อนจะถุงจุดพบรถแบ็กโฮ และไปถึงจุดพบกางเกง โดยจุดสุดท้ายคือ จุดพบศพน้องชมพู่ รวมระยะทาง 2.670 กิโลเมตร 


199975387743


สำหรับสภาพพื้นที่มีก้อนหินในถ้ำมีหลายขนาด เเต่ละก้อนมีความเปียกชื้น เเละพบน้ำขังอยู่ตามพื้นถ้ำ ชื้นเเฉะเป็นอย่างมาก นอกจากนี้หินภายในถ้ำบางจุดยังมีน้ำหยดลงมา เเละภายในถ้ำได้ยินเสียงสัตว์จำพวกค้างคาว เขียด เเละพบซากปูภูเขา ซึ่งในช่วงฤดูฝน น้ำจากลำธารจำนวนมาก จะไหลลงสู่ถ้ำ ระยะความยาวรวมของถ้ำไปจนถึงปล่องอีกด้านที่น้ำไหลออก ไม่ต่ำกว่า 40-50 เมตร


251140


นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล เจ้าของเพจคุณหมอสตอรี่ มองว่า พฤติกรรมของเด็ก 3 ขวบ หากอยู่คนเดียวกลางป่า ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ และโขดหิน เป็นเวลา 1 คืน การใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีเสื้อผ้าที่เตรียมไปเปลี่ยน ไม่มีอุปกรณ์เดินป่าเลย ไม่มีน้ำดื่ม หรืออาหาร เป็นอะไรที่น่าเห็นใจมาก


เพราะอาหารการกินคงจะกินได้แต่พวกผลไม้ที่หล่นลงมาบนพื้น เพราะน้องปีนต้นไม้ไม่ได้ และเขย่าให้ผลไม้ร่วงลงมาไม่ได้ ส่วนน้ำคงจะกินจากแอ่งน้ำเล็ก ๆ โดยใช้มือวักน้ำ ไม่เอาหน้าจุ่มลงในแอ่งน้ำ เรื่องอาหาร และน้ำน่าจะมีไม่พอ และยิ่งช่วงกลางวันอยู่กลางแดดที่ร้อน น้องน่าจะสูญเสียน้ำ สูญเสียเกลือแร่ และเสียเหงื่อ จนร่างกายขาดน้ำ ช่วงกลางวัน อาจจะพอหลบสัตว์เล็ก ๆ พวกมดแมลงได้ และจะหลบแดดใต้ต้นไม้


308973


ส่วนช่วงเวลากลางคืน เด็กจะไม่เดินวนไปไหน เพราะเดินกลางคืนเด็กจะรู้สึกเป็นอันตราย จะอยู่นิ่ง ๆ ในที่ที่ปลอดภัย เช่น หลังก้อนหิน หรือบนโขดหิน สำหรับตอนนอน เด็กจะไม่รู้เลยว่า ต้องถอดเสื้อออกมารองนอน อาจจะปีนไปบนก้อนหินที่ไม่สูงมาก ประมาณ 10-20 เซนติเมตร เพื่อหลบมด หลบแมลง หลบตะขาบ และสัตว์มีพิษ ชนิดต่าง ๆ และอาจจะนอนบนก้อนหิน


875710


ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี ผู้เชียวชาญด้านนิติเวช มศว ระบุว่า กรณีด.ญ.อรวรรณ วงศ์ศรีชา อายุ 3 ปี หรือน้องชมพู่ ขึ้นไปอยู่ในป่าบนเขาเป็นเวลา 1 วัน จะด้วยวิธีการขึ้นไปเองหรือมีคนอุ้มตัวพาไปหรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาหากน้องชมพู่ อยู่คนเดียวตามเวลาจริงครบ 24 ชั่วโมง มีโอกาสเป็นไปได้ที่ร่างกายจะขาดน้ำ ขาดอาหาร แต่เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้น้อยมาก ที่จะขาดน้ำหรืออาหารจนเสียชีวิต เพราะฉะนั้นเด็กอายุ 3 ขวบ สามารถอยู่รอดได้ในป่าบนเขาในระยะเวลา 1 วัน


แต่ในกรณีที่วันเกิดเหตุ ที่สภาพอากาศร้อนมาก มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ซึ่งมีโอกาสที่เด็กอายุ 3 ขวบ จะเกิดอาการสูญเสียน้ำในร่างกายอย่างรุนแรง หรือสูญเสียเกลือแร่ในร่างกาย ทำให้มีโอกาสที่จะช็อกเฉียบพลันได้ หรือที่เรียกว่าอาการ “ฮีตสโตรก”


959176


ถัดมาในประเด็นที่หากน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบอยู่ในป่า 1 วัน แล้วเสียชีวิตจะพบร่องรอยบาดแผลอย่างไรบ้างนั้น ผศ.นพ.วีระศักดิ์ ระบุว่า ตามข้อมูล ยังไม่ชัดเจนว่า น้องชมพู่ขึ้นมาบนเขาได้อย่างไร ขึ้นมาเองหรือมีคนอุ้มพาขึ้นมาบนเขา และถ้าหากมีคนอุ้มขึ้นเข้า จะอุ้มน้องชมพู่ในลักษณะอย่างไร เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดบาดแผลได้


ในการเดินขึ้นเขาไม่ว่าจะเดินเองหรือมีคนอุ้มขึ้นเขา จากสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าสองข้างทางของการเดินขึ้นเขา ต้นไม้ กิ่งไม้ หรือจุดที่นำตัวน้องชมพู่ไปวางไว้ที่ไม่ใช่พื้นเรียบ ทำให้เกิดรอยบาดแผล ถลอกตามร่างกาย จากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ได้ ซึ่งบาดแผลเหล่านี้ สามารถผ่าชันสูตรได้แล้วว่าเป็นแผลถลอกเก่า แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิต ทั้งนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดจากบุคคลอื่นทำ หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมระหว่างการเดินทาง


ส่วนกรณีบาดแผลที่ทำให้ เสียชีวิตได้นั้น จะต้องเป็นบาดแผลที่จุดสำคัญ เช่น สมอง ทรวงอก เป็นต้น แต่บาดแผลที่ปรากฎในตัวน้องชมพู่ เป็นบาดแผลภายนอกบริเวณผิวหนัง ซึ่งบาดแผลภายนอกสามารถสื่อพฤติกรรมได้ว่า เกิดจากการถูกตี ถูกเฆี่ยนหรือไม่


408008


ส่วนร่องน้ำที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นร่องน้ำที่มีความลึกประมาณ 5 เมตร ที่มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่น้องชมพู่จะตกลงไปแล้วเสียชีวิต ผศ.นพ.วีระศักดิ์ ระบุว่า หากน้องชมพู่ตกลงไปแล้วเสียชีวิตจริง จะต้องมีผลชันสูตรว่าได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะสำคัญ เช่น ศีรษะกระแทก สมองพกช้ำ ฉีกขาด หรือหน้าอกกระแทก บาดเจ็บอวัยวะภายใน จนเสียชีวิต แต่ผลการชันสูตรน้องชมพู่ ไม่พบร่องรอยดังกล่าว


ผศ.นพ.วีระศักดิ์ จึงมองว่า สามารถตัดประเด็นการตกร่องน้ำได้ ในขณะเดียวกัน ถ้าว่าน้องชมพู่ตกลงไปในร่องน้ำ แล้วมีแผลถลอก ก่อนจมน้ำเสียชีวิต ผลการชันสูตรต้องสามารถระบุได้ว่า จมน้ำเสียชีวิต ซึ่งประเด็นเรื่องการตกร่องน้ำมองว่า เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดน้อยมาก อีกทั้งหากจมน้ำจริง ศพขึ้นมาจากน้ำได้อย่างไร นั่นแปลว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง


นอกจากนี้ บาดแผลที่พบในศพของน้องชมพู่ ที่พบเนื้อเป็นรอยบุ๋ม แต่ไม่ทราบความลึกแท้จริงของบาดแผล มองได้หลายสาเหตุ คือ บาดแผลอาจเกิดจากตอไม้ ก้อนหิน ที่ตัวเด็กนอนกดทับ ทำให้เป็นรูได้ สาเหตุที่สอง คือ บาดแผลอาจจะเกิดจากการแทงจนเสียชีวิต ซึ่งถ้ามีการแทงก็จะแบ่งเป็น การแทงหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว เนื่องจากไม่พบเลือดในจุดที่พบศพ หรือ การแทงก่อนเสียชีวิต ลักษณะแทงมาจากจุดอื่น แล้วนำศพมาวางไว้ และมาเหตุที่สาม คือ บาดแผลที่เกิดจากหนอนเจาะศพก็สามารถเป็นไปได้


438708311394


เหตุผลที่ชาวบ้านไม่ค้นหาที่ถ้ำน้ำลอดนั้น นายไชย์พล บอกว่า "ค้นแบบไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ตรงนั้นมีถ้ำ" ส่วนป้าแต๋น บอกว่า "ไม่เคยรู้ว่ามีถ้ำอยู่จุดนั้น" ด้านนายคล้าย บอกว่า "ค้นตามจุดร่างทรงบอก ไม่ได้นึกถึงจุดนี้" และนางจำลอง บอกว่า "นึกไม่ถึง ไม่ใช่ทางปกติที่ชาวบ้านผ่าน"


722102


ทีมข่าวสอบถาม นางนลิน เงินนาม ชาวบ้านที่เคยขึ้นเขา เปิดเผยว่า ตนมองว่าไม่แปลกหากคนไม่ผ่านถ้ำน้ำลอด เพราะไม่ใช่ทางผ่านของคนในหมู่บ้าน เวลาขึ้นเขาหากไม่ใช่จุดหมายก็ไม่ผ่าน ส่วนตัวคิดว่าไม่แปลกหากคนไม่ได้ไปค้นหาที่จุดนั้น ตนก็ไม่เคยไปหา ตนจะเดินเฉพาะฝั่งของตน ไม่เคยไปตั้งแต่แรก ก็จะไม่ไป ถ้ำนี้ไม่จำเป็นต้องผ่านอยู่แล้ว ส่วนเรื่องหาของป่าปกติหากไปแล้วไม่ได้อะไร ก็จะไม่ไปซ้ำอีก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่