"สุวัจน์" ประกาศ "ชาติพัฒนากล้า" ไร้ขั้วการเมือง พร้อมจับมือทุกฝ่าย

24 ม.ค. 66

 

"สุวัจน์-กรณ์" นำทีมชาติพัฒนากล้า เปิดตัว 12 นโยบาย สู้เลือกตั้ง ตั้งเป้าพลิกวิกฤตเศรษฐกิจ ภายใน5 ปี มีรายได้ให้ประเทศ 5 ล้านล้านบาท

วันที่ 24 ม.ค. 66 ที่โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ พรรคชาติพัฒนากล้า นำโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรค คณะผู้บริหารพรรค ร่วมกันแถลงเปิดนโยบาย 12 ด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งและขับเคลื่อนประเทศ บนแนวคิด “งานดี-มีเงิน-ของไม่แพง” อาทิ หาเงินใหม่ให้ประเทศ 5 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปี ลดภาษีบุคคล เงินเดือน 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี น้ำมัน แก๊ส ไฟฟ้าต้องถูกลง รื้อโครงสร้างพลังงาน ยกเลิกแบล็กลิสต์บูโร รื้อระบบสินเชื่อ รื้อระบบราชการ เป็นต้น

นายสุวัจน์ กล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในสถานการณ์วิกฤตที่ 35 ปีที่ผ่านมาที่ตนอยู่ในการเมืองไม่เคยเจอมาก่อน เชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้จะผ่านไปได้พร้อมกับประเมินว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากภาวะโรคระบาด เงินเฟ้อ น้ำมันแพง นอกจากนั้นยังมีภาวะหนี้ครัวเรือน กว่า 90% ทำให้ตัวเลขจีดีพีของไทยถดถอยรั้งท้ายอาเซียน

จากนั้นนายกรณ์​ กล่าวว่า ทุกนโยบายเศรษฐกิจ ทุกการรื้อโครงสร้างเหล่านี้ จะทำให้คนไทยมีงานดี มีเงิน และของไม่แพง เรามีนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ได้มุ่งใช้เงิน แต่เรามียุทธศาสตร์หาเงินใหม่เข้าประเทศ รองรับการทำงานของรัฐบาลในอนาคตต่อไป พร้อมทั้งฝากพี่น้องประชาชนพิจารณาพรรคชาติพัฒนาเป็นตัวเลขเข้าไปทำงานด้านเศรษฐกิจเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

จากนั้นนายสุวัจน์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากนี้จะไปเปิดตัวนโยบายในพื้นที่ จ.นครราชสีมา และพื้นที่ภาคอีสาน ในวันที่ 14 ก.พ. มั่นใจว่านโยบายที่พรรคเสนอจะทำให้โคราชกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และได้ส.ส. มากกว่าเดิมแน่นอน

เมื่อถามถึง ยุทธศาสตร์ของพรรคหลังเลือกตั้ง ต่อการจับขั้วทางการเมือง นายสุวัจน์ กล่าวว่า การเมืองมี 2 อย่างคือ ฝ่ายค้านและรัฐบาล หากเป็นรัฐบาลก็ดีเพื่อนำนโยบายที่นำเสนอไปปฏิบัติ ขณะที่ฝ่ายค้านคือฝ่ายตรวจสอบ  ซึ่งแล้วแต่ผลของการเลือกตั้ง โดยพรรคไปได้ทั้ง 2 กรณี

เมื่อถามว่า แสดงว่าสามารถจับมือได้ทั้ง 2 ขั้วใช่หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นมีขั้วการเมือง พรรคชาติพัฒนาให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาพรรคทำงานการเมืองแบบเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ไม่ใช่ทำการเมืองที่เข้าข้างกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และพยายามประนีประนอมเพื่อสร้างความสมานฉันท์ความร่วมมือทางการเมือง ตนมองว่าหลังการเลือกตั้ง หากไม่สามารถร่วมมือทางการเมืองได้ จะกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

advertisement

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม