เสี่ยบี-ภรรยา ไหว้ขอโทษ หลังเกิดเหตุไฟไหม้ รับเครียดถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง

9 ส.ค. 65

เสี่ยบี พร้อมภรรยา เจ้าของผับ "เมาท์เทนบี" ตั้งโต๊ะแถลงหลังเกิดเหตุ 5 วัน ยันไม่เคยคิดหนีแม้บวชยังไม่กล้า รับเครียดถึงขั้นอยากจบชีวิตตัวเอง

 

วันนี้ (9 ส.ค.65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพงษ์ศิริ ปั้นประสงค์ หรือ เสี่ยบี อายุ 27 ปี และนางอนงค์นาถ ปั้นประสงค์ หรือ เฟิร์น อายุ 31 ปี เจ้าของเมาท์เทนบีผับ เปิดใจครั้งแรกต่อสื่อมวลชน หลังเหตุการไฟไหม้สถานบริการผ่านไป 5 วัน โดยกล่าวขอโทษสื่อมวลชนที่วิ่งหนีขึ้นรถช่วงทำพิธีอุทิศส่วนกุศลเมื่อเช้า เนื่องจากคิดว่าเป็นกลุ่มญาตผู้เสียชีวิตเข้ามาจะทำร้ายตัวเอง

 

นายพงษ์ศิริ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุไม่ได้หลบหนีไปไหน ได้อยู่ในที่เกิดเหตุกับภรรยา ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและประสานเจ้าหน้าที่เข้าช่วยดับไฟ ก่อนแจ้งกู้ภัยลำเลียงคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และหลังจากนั้นตำรวจก็คุมตัวไปสอบปากคำ จึงไม่มีโอกาสออกมาชี้แจง ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงวันนี้ภาพในเหตุการยังติดตาและไม่สามารถทำใจได้ โดยคุยกับภรรยาตั้ฃแต่เห็นคนเจ็บ คนตาย ว่า อยากฆ่าตัวตายตามผู้เสียชีวิต เพราะไม่รู้ว่าจะรับผิดชอบจากเหตุการณ์นี้ยังไง และยังมีความคิดจะไปบวช แต่หากไปบวชก็กลัวจะถูกสังคมกล่าวหาว่า หนีไปบวชอีก จึงดำเนินการตามกฏหมายและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทุกคนก่อน

 

ส่วนประเด็นสงสัยที่สังคมตั้งข้อสังเกตุว่าตนกับภรรยาอายุน้อย จนอาจไม่ใช่เจ้าของตัวจริง ยืนยันว่า ตนกับภรรยาเป็นเจ้าของกิจการและเจ้าของเงินทั้งหมด ไม่มีหุ้นส่วน หรือนอมินีอื่น

 

นางอนงค์นาถ หรือ เฟิร์น ภรรยาเสี่ยบี ชี้แจงเรื่องประตูทางเข้าว่าจะเป็นหน้าที่ของการ์ดในร้านดูแลและถือกุญแจ ซึ่งการ์ดในร้านจะมีด้วยกันทั้งหมด 8 คน แบ่งกันดูแลประตูเข้าออก 3 ทาง คือ ด้านหน้าร้าน  ด้านข้าง และด้านหลัง ซึ่งที่ผ่านมาประตูทั้งหมดช่วงเปิดร้านจะไม่มีการล๊อคประตู ซึ่งในวันเกิดเหตุก็ยังไม่รู้ว่าประตูล๊อคหรือเปิดอยู่ แต่ประตูทั้งหมดจะล๊อคตอนปิดร้านพร้อมกันทุกบาน

 

ส่วนเรื่องวัสดุอุปกรณ์และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนเปิดร้านพนักงานจะตรวจเช็คอย่างละเอียดอยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าก่อนเกิดเหตุ 3 วัน ไฟมูฟวิ่งเฮด หรือ ไฟหมุน (ไฟเทค) น๊อตหลุดและตกลงมาใส่หัวลูกค้าบาดเจ็บ ก่อนพาลูกค้าไปรักษาพยาบาลและเรียกช่างมาซ่อมแซม

 

ส่วนเรื่องการขอใบอนุญาตทางร้านแจ้งขอเปิดเป็นร้านอาหารและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มแรกเปิดเป็นร้านนั่งชิวอยู่ติดถนนสุขุมวิท ก่อนถูกชาวบ้านร้องเรียนเรื่องเสียงดัง จึงไปขอนายทุนเช่าที่ด้านหลังร้านนั่งชิล เพื่อสร้างอาคารหรือผับแบบปิด เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาการร้องเรียนเรื่องเสียงดัง ซึ่งยอมรับว่าไม่ได้มีการแจ้งขออนุญาตต่อเติมและดัดแปลงอาคาร   

    

หลังจากนี้ 2 สามีภรรยาเจ้าของเมาท์เทนบีผับ ยืนยันจำเป็นจะต้องประกอบธุรกิจร้านอาหารนั่งชิวต่อไป เพราะมีพนักงานในความดูแลกว่า 60 คน จึงขอความเมตตาจากประชาชนเปิดโอกาสให้ได้ทำธุรกิจต่อไป เพื่อหาเงินเลี้ยงธุรกิจ และนำเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

 

อย่างไรก็ตามยังไม่มีการตั้งกองทุนช่วยเหลือชัดเจน เนื่องจากแต่ละรายได้รับผลแตกต่างกัน จึงเตรียมที่จะเข้าเจรจาเป็นกรณีไป ซึ่งได้มีการเตรียมหลักทรัพย์ไว้บางส่วนแล้ว เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ดีที่สุด

 

แม้จะผ่านไป 5 วันแล้ว แต่ก็ยังมีญาติผู้เสียชีวิตเดินทางมาจุดเกิดเหตุ เพื่อทำพิธีเชิญดวงวิญญาณผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า หลานสาวเป็นผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ ซึ่งพบศพบริเวณหน้าประตู เกือบออกมาจากที่เกิดเหตุได้แล้ว แต่สุดท้ายต้องมาจบชีวิตลง

 

เบื้องต้นทางสถานบริการติดต่อและนำเงินมาเยียวยาแล้วส่วนหนึ่ง ซึ่งส่วนที่เหลือต้องมาคุยกันเพิ่มเติม แต่ตอนนี้ทุกคนยังเสียใจอยู่ แค่มาที่เกิดเหตุก็รู้สึกสะเทือนใจแล้ว

 

สำหรับวันพรุ่งนี้ร่างของนายกรวิทย์ เม็งคำมี (นักเรียน ม.5) ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ อายุ 17 ปี ซึ่งญาติทำพิธีทางศาสนาที่วัดสัตหีบจะทำการเผาศพในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ และหลังจากนี้ร่างของผู้เสียชีวิตที่ตั้งประกอบพิธีศาสนาตามวัดในเขตพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรีก็จะทยอยฌาปนกิจศพตามลำดับจนครบกำหนดต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่