close sticky

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ ช็อกเนื้อขาไหม้ ของลับมีแผล

21 มิ.ย. 65

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ “แม่ร้องลูกออทิสติก” ถูกครูพี่เลี้ยงทำร้ายจนมีตามตัว ช็อกเนื้อขาไหม้ ของลับมีแผล

 

กรณีทนายรณรงค์ พาแม่เด็กหญิงออทิสติกวัย 8 ขวบ เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของศูนย์รับเลี้ยงกระตุ้นพัฒนาการเด็ก จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นแพทย์จิตเวชโรงพยาบาลรัฐชื่อดังย่านปทุมวัน และครูผู้ดูแลรวม 3 คน หลังพบว่าลูกสาววัย 8 ขวบถูกทารุณกรรมระหว่างการฝากเลี้ยงอยู่ที่ศูนย์ดังกล่าวนั้น

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

วันที่ 21 มิ.ย. 65 แม่ของเด็ก อายุ 34 ปี ส่งรูปของลูกสาวให้ทีมข่าวดู เป็นภาพที่มีการส่งเข้าที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กพิเศษ ที่มีการศึกษาข้อมูลและดูโพรไฟล์ศูนย์ดังกล่าว ก่อนที่จะตัดสินใจพาลูกไปฝากที่ศูนย์ดังกล่าวช่วงเดือนกันยายน 2564 ภาพครั้งแรกที่พาลูกไปที่ศูนย์นั้นสภาพสดใส ไม่มีแผลไม่มีร่องรอย เมื่อเทียบกับภาพล่าสุดตอนที่แม่ตัดสินใจไปรับลูกช่วงเดือนเมษายน 2565 ค่อนข้างมีความเปลี่ยนแปลง มีร่องรอยของแผลเป็นและแผลคล้ายรอยเล็บ สภาพดูไม่สดใส ซูบผอม

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

แม่ของเด็ก เปิดใจว่า ลูกเป็นเด็กพิเศษ ตนตัดสินใจที่จะพาลูกไปเข้ารับการดูแล และฝึกฝนจากศูนย์ดังกล่าว วันแรกที่ตนเองพาลูกไปส่งนั้น เจ้าหน้าที่ของศูนย์ได้มีการประเมินอาการ ประเมินสภาพของเด็กว่าสามารถรับไหวและสามารถที่จะดูแลได้หรือไม่ แต่การรับแรกเข้าครั้งแรกทางศูนย์ก็ยืนยันว่าไม่เกินความสามารถ ตนเองจึงตัดสินใจที่จะนำลูกฝากที่ศูนย์

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

นับตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2564 ช่วงนั้นตนเองก็ยังเดินทางไปรับไปส่งลูกได้ทุกอาทิตย์ เพราะทุกวันศุกร์จะเป็นช่วงเวลาที่อนุญาตให้เด็กกลับบ้านได้ ตนเองก็จะเดินทางไปรับตลอด แต่ช่วงระยะหลังช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก จึงได้มีการออกมาตรการใหม่จากศูนย์ที่ดูแล ให้กินอยู่กับทางศูนย์ ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้า-ออก เพราะกลัวว่าเด็กจะติดโควิด-19

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

ทำให้ตนเองไม่สามารถที่จะไปเยี่ยมหาลูกได้นับตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม ถึงช่วงต้นเดือนเมษายน 2565 กระทั่งช่วงหนึ่งตนเองตัดสินใจที่จะไปรับลูกกลับบ้าน เพราะตั้งใจจะเดินทางไปที่ จ.ลำปาง บ้านเกิด จึงอยากจะพาลูกสาวไปด้วย วันที่ไปรับลูกปรากฏว่าไม่ได้ไปรับที่ศูนย์ ครูรวมทั้งคนดูแลประจำศูนย์อ้างว่ามีการคัดแยกนำเด็กไปเลี้ยงส่วนตัวที่บ้าน เพราะลดปัญหา กลัวว่าเด็กจะติดโควิด จึงได้นำไปเลี้ยงเองที่บ้านไม่ได้เลี้ยงที่ศูนย์ ส่วนตัวก็ได้พิกัดและเดินทางไปที่บ้านของครู ก็ไปรับลูกที่บ้านของครูในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

การไปรับลูกในวันนั้นค่อนข้างแปลกตา ไม่มีความสดใส แถมยังดูซูบผอม ตอนนั้นก็ยังไม่ทันได้สังเกตว่าลูกสาวมีร่องรอยและบาดแผลในร่มผ้า ต่อมาดูที่ข้อเท้าของลูกเห็นแผลเป็นและแผลคล้ายกับถูกล่ามโซ่ ถอดกางเกงก็ตกใจหนักขึ้น มีแผลกดทับบริเวณก้น เมื่อตัวเองพยายามโทรศัพท์ติดต่อหาครู ได้รับคำตอบมาว่ายังไม่เห็นแผลดังกล่าว

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

หลังจากนั้น เมื่อตนเองทราบคำตอบว่าทางศูนย์มีลักษณะบ่ายเบี่ยง จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปแจ้งความเพื่อเอาผิดกับครูประจำศูนย์ แต่เมื่อฝั่งของตัวแทนศูนย์รวมทั้งครูรู้ว่าตนเองมีการแจ้งความ ก็เริ่มติดต่อมา อ้างว่าเป็นการรักษาและปรับบุคลิกของเด็กพิเศษ อ้างว่ามีการใช้ถุงทรายในการที่จะรัดข้อเท้าให้เด็กเดินเสมอกัน เนื่องจากเด็กมีบุคลิกเดินเท้าเหยียบย่ำไม่สม่ำเสมอ แต่ตนเองเชื่อว่าเกิดจากโซ่และการถูกพันธนาการ เพราะถุงทรายไม่น่าจะทำให้เด็กมีแผลเป็นแบบนี้ได้ ประกอบกับบริเวณตามตัวของลูกสาวมีรอยเล็บและรอยแผลเป็นบริเวณคิ้วและแขนขา

 

ภายหลังเกิดเหตุตนเองได้มีการส่งลูกกลับไปอยู่บ้านที่ จ.ลำปาง เพราะไม่สามารถที่จะให้ลูกกลับไปเรียนหรืออยู่ที่ศูนย์ดังกล่าวได้อีก เนื่องจากกลัวว่าสภาพจิตใจจะย่ำแย่ ที่สำคัญตัวเองได้พาลูกไปรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปรากฏว่ามีการยืนยันว่าลูกสาวอยู่ในอาการผวา หวาดกลัว และไม่กล้าที่จะพูดหรือเปล่งเสียงอะไรออกมา คาดว่าเกิดจากการถูกทำร้ายหรือการข่มขู่ จนทำให้เด็กไม่กล้าที่จะพูดคุยกับใคร แม้แต่ตนเองผู้เป็นแม่หรือคนในครอบครัวลูกสาวก็ไม่พูดด้วย ตนเองก็เชื่อว่าเกิดจากผลของการกระทำที่ถูกครูพี่เลี้ยงทำร้าย ทำให้ลูกสาวเลือกที่จะไม่พูดและเงียบ เพราะกลัวว่าจะมีภัยถึงตัว

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

แม่ได้มีการส่งคลิปเสียงให้กับทีมข่าว เป็นคลิปเสียงช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา พูดคุยระหว่างแม่ของเด็กกับครูอิ๋ว ซึ่งมีการโทรมายอมรับสารภาพและขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยามอธิบายว่าทำไมต้องมีการกระทำดังกล่าว จะทำให้ลูกของตนเองมีแผลเป็นตามตัว คลิปเสียงนี้ลักษณะพยามโทรมาเพื่อที่จะขอให้มีการไกล่เกลี่ย อ้างว่าตนเองสำนึกผิดแล้ว แต่คลิปเสียงดังกล่าวแม่ได้ใช้เป็นหลักฐานเพื่อจะมอบให้กับพนักงานสอบสวน เพราะทราบว่าเจ้าตัวมีการปฏิเสธในชั้นพนักงานสอบสวน

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

ทีมข่าวเดินทางไปที่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กพิเศษ ย่านเทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ นายกอล์ฟ (นามสมมติ) เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนเองไม่เคยรู้มาก่อนว่าศูนย์ดังกล่าวมีเหตุการณ์ครูทำร้ายเด็ก เห็นว่ามีการเปิดให้บริการและขึ้นป้ายว่าเป็นศูนย์รับเลี้ยงดูเด็กพิเศษตามปกติ มีการเริ่มต่อเติมและเปิดเป็นศูนย์รับดูแลเด็กตั้งแต่ปี 2560 กระทั่งผ่านไปไม่ถึง 1 ปี มีการตกแต่งสวยงาม ช่วงพักหลังสังเกตว่ามีการปิดประตูสนิท ใช้ประตูทางเข้าออกด้านข้าง ซึ่งมีครูพี่เลี้ยงและเจ้าของนำเด็กเข้าไปเลี้ยงอยู่ด้านใน สังเกตว่าเริ่มมีความแปลก ใช้ประตูด้านข้างในการเข้าออกแทน มีการติดตั้งป้ายว่า "ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต" และบริเวณโดยรอบของศูนย์ก็ได้มีการใช้กระจกทั้งประตูและหน้าต่าง ค่อนข้างที่จะเก็บเสียง

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวไม่คิดว่าศูนย์ที่ใช้ชื่อว่ารับเลี้ยงและดูแลเด็กพิเศษ จะมีครูพี่เลี้ยงหรือผู้ช่วยทำร้ายเด็กแบบนี้ ถ้าหากเป็นไปได้ก็อยากให้ศูนย์อื่นมีการระมัดระวังและคัดกรองคนที่จะมาดูแลเด็กพิเศษเป็นอย่างดี ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

 

เด็กพิเศษถูกครูพี่เลี้ยงทารุณ

 

ทีมข่าวเดินทางไปที่บ้านของครูพี่เลี้ยง ที่ช่วงภายหลังเกิดเหตุ และช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก มีการเปลี่ยนจากศูนย์ที่เปิดย่านเทพารักษ์ นำเด็กมาเลี้ยงและดูแลส่วนตัวที่บ้านส่วนตัว ทีมข่าวเดินทางไปถึงได้เจอกับครูท่านหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูหน้าบ้านรีบเดินเข้าบ้านทันที พร้อมกับบอกสั้น ๆ ว่าไม่ให้ข่าว

 

เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นมีการรับเลี้ยงเด็ก แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในรั้วบ้าน และในช่วงเช้าและตอนเย็นก็จะมีผู้ปกครองเหมือนพาเด็กมาฝากเลี้ยง ตนเองซึ่งมารู้ภายหลังว่าบ้านหลังดังกล่าวรับเลี้ยงเด็ก แต่ไม่รู้ว่าเป็นการรับเลี้ยงเด็กพิเศษ สำหรับการเลี้ยงดูเด็กหรือรับเลี้ยงเด็กของบ้านหลังดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะรับเลี้ยงและดูแลกันอยู่ภายในตัวบ้าน ไม่ได้ปล่อยออกมาวิ่งเล่นบริเวณลานหน้าบ้านแต่อย่างใด ที่สำคัญตนเองก็จะได้ยินเสียงเด็กกรีดร้องและร้องไห้บ้างบางเวลา บางครั้ง 2 ทุ่ม ก็ยังมีเด็กร้องเสียงดังลั่นออกมาจากตัวบ้าน มีบางเหตุการณ์ได้ยินเสียงผู้หญิงหรือเสียงผู้ชายตะคอก เพื่อบอกให้เด็กหยุดร้อง จากนั้นเสียงก็จะเงียบลง

 


ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่