close sticky

กระฉ่อนโลก! เด็กรัสเซียตกน้ำพุร้อนยันมีป้ายเตือนแล้ว ตำรวจแจงไม่มีแจ้งความ (คลิป)

0
15 ต.ค. 64

กรณีแฟนเพจเฟซบุ๊ก “อีซ้อขยี้ข่าว2” ออกมาโพสต์ภาพเด็กชายชาวรัสเซียวัย 7 ขวบ ทราบชื่อ “มิชา” นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ตามแขนและขาทั้งสองข้างมีผ้าพันแผลเป็นแนวยาวจรดปลาย พร้อมระบุข้อความ ดังต่อไปนี้ 


324612


“…รู้ไหมข่าวบ้านเราดังอีกแล้ว แต่ไม่ได้ดังที่ไทยนะ ตอนนี้สื่อในรัสเซียทุกสื่อประโคมข่าวเรื่องสองแม่ลูกชาวต่างชาติอาศัยในไทย ไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อนแห่งหนึ่งที่ปาย แล้วลูกชายพลัดตกลงไปในบ่อน้ำพุร้อน ร่างกายถูกน้ำลวกไปถึง 90% ต้องปั๊มเครื่องหายใจให้กลับมา พอเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความขอให้ดำเนินการตรวจสอบสถานที่ท่องเที่ยวว่า ควรมีป้ายติดเตือนหรือควรมีที่กั้นหากเป็นบ่อใหญ่และอันตราย แต่ไปถึง 3 รอบ ตำรวจไทยกลับเซย์โน ไม่รับแจ้งเหตุ จนแม่เด็กต้องไปร้องสื่อรัสเซียให้ช่วย อ้าว...สื่อไทยถึงเวลาตรวจสอบแล้วแหละจ้า”


802734


เบื้องต้นจากการตรวจสอบ พบว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีรายงานแจ้งว่าช่วงวันที่ 1 ต.ค.64 มีนักท่องเที่ยวเป็นพ่อแม่ลูกชาวรัสเซีย เดินทางจากพัทยา จ.ชลบุรี มาที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนจะเดินทางไปเที่ยวที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ในวันที่ 4 ต.ค.64 แล้วก็เกิดอุบัติเหตุเหตุขณะพาลูกชายวัย 7 ขวบไปเที่ยว ณ “บ่อน้ำพุร้อน ธาราดล” หรือ “บ่อน้ำพุร้อนเหมืองแร่” ซึ่งตั้งอยู่หย่อมบ้านแหมืองแร่ เขตพื้นที่บ้านสบสา หมู่ 4 ต.เมืองแปง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยลูกชายวัย 7 ขวบที่ยืนอยู่ขอบบ่อให้แม่ถ่ายรูป กลับลื่นและผลัดตกลงไปในบ่อน้ำพุร้อน ประมาณ 5 วินาที


589280


ในระหว่างนั้นนางอิลิน่า เครปโตว่า อายุ 35 ปี ผู้เป็นแม่ พยายามนำตัวลูกชายส่งตัวไปรักษาที่รพ.ปาย ซึ่งโรงพยาบาลต้นทางไม่สามารถรักษาอาการได้ จึงส่งมารักษาที่โรงพยาบาลในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ แต่ขณะนั้นผิวหนังของเด็กพุพองและเริ่มยุ่ยแล้ว แพทย์ต้องผ่าตัดถึง 3 ครั้ง จนสุดท้ายก็พ้นขีดอันตราย แต่ยังต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู พร้อมกับค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 5 แสนบาทแล้ว ทั้งนี้ในเบื้องต้นทราบว่า มูลนิธิออร์โธด็อกซ์ในกรุงเทพมหานคร ก็ได้ประสานช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับย้ายผู้ป่วยไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ 


318455


ล่าสุดวันที่ 15 ต.ค.64 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ไปยังบ่อน้ำพุร้อนที่เกิดเหตุ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกจุดนี้ว่า “บ่อน้ำพุร้อน ธาราดล” หรือ “บ่อน้ำพุร้อนเหมืองแร่” ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 4 บ้านสบสา ต.เมืองแปง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ระหว่างแม่น้ำปาย กับ ถนนทางหลวงหมายเลข 1265 ที่มุ่งหน้าลงไปยัง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่


บริเวณหลัก กม.ที่ 26 ห่างจากตัว อ.ปาย ประมาณประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งถูกสำรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 2536 โดยโครงการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แต่เพิ่งจะมีการปะทุเมื่อปี 2556 พบว่าบริเวณที่เป็นต้นน้ำ ซึ่งมีน้ำพุร้อนพุ่งขึ้นมาจากผิวดินโดยธรรมชาติ ความลึกตรงจุดนี้จะอยู่ที่ประมาณ 50 ซม. และมีน้ำพุ่งขึ้นมาจากปากบ่อสูงประมาณ 1.5 เมตร ส่วนจุดอื่น ๆ ที่น้ำไหลไปเป็นลำธารก็จะอยู่ที่ประมาณ 10 ซม. ยาวประมาณ 100 เมตร และจะไหลลงสู่แม่น้ำปาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร


769561781639


ทั้งนี้ ตรงบ่อน้ำพุร้อนจะมีอุณภูมิความร้อนสูงสุดถึง 96.4 องศาเซลเซียส และบางจุดมีอุณหภูมิประมาณ 94 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถต้มไข่ได้ แต่แน่นอนว่าเป็นระดับความร้อนที่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และพบว่าบริเวณที่ติดริมถนนทางหลวงของบ่อน้ำพุร้อน จะมีรั้วกั้นที่มีความสูงประมาณ 50 ซม. ยาว 100 เมตร ด้านในปล่อยโล่งไม่มีรั้วกันแต่อย่างใด แต่จะมีป้ายเตือนเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และรูปภาพประกอบระบุข้อความว่า เป็นพื้นที่อันตรายห้ามลงเล่น, ระวังน้ำร้อนลวก และอันตราย น้ำร้อนมาก ห้ามเข้าใกล้ พร้อมป้ายแนะนำวิธีต้มไข่ และป้ายให้ช่วยกันรักษาความสะอาด


โดยปัจจุบันบ่อน้ำพุร้อนเหมืองแร่ เป็นสถานที่พักรถและเป็นจุดชมวิว ภูเขา ป่าไม้ ซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติไว้เป็นอย่างดี จะสังเกตเห็นว่าไม่มีบ้านเรือนหรือเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัย เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปในบริเวณใกล้บ่อน้ำ ซึ่งมันจะเป็นโขดหิน แล้วเกิดลื่นพลัดตกลงไปจนได้รับอันตราย


254791


ในระหว่างที่กำลังสำรวจพื้นที่ มีชาวบ้านรายหนึ่งถือแกลลอนขนาดประมาณ 5 ลิตร เข้ามาตักน้ำที่ปลายทางของบ่อน้ำร้อน โดยนายดาวิช ยอดคีรินอรุณ อายุ 55 ปี เปิดเผยว่า บ่อน้ำร้อนตรงนี้ยังไม่ได้จัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่จุดพักรถเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในพื้นที่หากไม่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ จะไม่มีใครเข้ามา เพราะค่อยข้างอันตราย ส่วนตัวแล้ว ก็จะแวะเวียนเข้ามาตักน้ำเฉพาะช่วงที่มีอาการคัน ผื่นขึ้นตามผิวหนัง เพราะเชื่อว่าเมื่อนำน้ำร้อนไปผสมกับน้ำเย็นแล้วอาบ จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี แต่จะผสมในสัดส่วนเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับผสมให้ใครอาบ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะใช้น้ำร้อน 30 ต่อน้ำปกติ 70 ส่วนถ้าเป็นเด็กก็จะใช้น้ำร้อน 10-20 ต่อน้ำปกติ 80-90 อาบแค่ 1-2 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้าถามถึงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำ ตนไม่ได้เชื่อในส่วนนี้


cg-1_1


ส่วนเหตุการณ์ที่เด็กชาวรัสเซียพลัดตกลงไปนั้น ตนขับรถผ่านบริเวณนี้ แล้วเห็นครอบครัวของเด็กชายประมาณ 3 คน เหมือนเป็นพ่อแม่ลูกกำลังยืนถ่ายรูปกันอยู่ที่ด้านใน ฝั่งที่ไม่มีรั้วกัน แต่ตนก็ไม่ได้จอดรถดู เพราะคิดว่าเป็นนักท่องเทียวแวะถ่ายรูปขณะพักรถทั่วไป มารู้ข่าวอีกทีก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะประสบอุบัติเหตุ ซึ่งตนมองว่าควรจะมีการเพิ่มความสูงของรั้วริมถนนให้อยู่ที่ประมาณ 1.5 เมตร และกั้นรั้วบริเวณรอบ ๆ ทั้งหมดของบ่อเพิ่มด้วย เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและชาวบ้าน


เวลาประมาณ 17.00 น. พ.ต.อ.ธนดล บินทปัญญา ผกก.สภ.ปาย พร้อมกับว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผอ.ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน และนางอำไพ ไชยศรี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ได้ลงพื้นที่มาสำรวจยังจุดเกิดเหตุ


341067


ทีมข่าวจึงได้พูดคุยกับพ.ต.อ.ธนดล กล่าวว่า กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในแฟนเพจเฟซบุ๊ก น่าจะมาจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรวจสอบยืนยันจาก รพ.ปาย ว่ารักษาผู้บาดเจ็บตั้งแต่เวลา 12.30 น. ของวันที่ 4 ต.ค.64 เนื่องจากแผลค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากโรงพยาบาล ยังขาดอุปกรณ์ช่วยเหลือ เวลาประมาณ 13.10 น. จึงทำเรื่องส่งตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในตัวเมือง จ.เชียงใหม่


290565


ส่วนประเด็นที่แม่ของผู้บาดเจ็บอ้างว่า เข้าไปแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.ปาย มากถึง 3 ครั้ง แต่ไม่มีใครรับแจ้งนั้น ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะตนได้ตรวจสอบกล้อวงจรปิด บันทึกประจำวัน และสอบถามกับร้อยเวรแล้ว พบว่าช่วงเวลาประมาณ 40 นาทีที่เด็กรักษาตัวอยู่ใน รพ.ปาย ตั้งแต่ 12.30-13.10 น. ไม่พบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาแจ้งความแม้แต่รายเดียว ซึ่งข้อมูลที่ถูกเผยแพร่อาจเป็นความเข้าใจผิดในเรื่องของสถานที่


ต่อมาเมื่อตนได้สอบถามไปยังแม่ของผู้บาดเจ็บ จึงทราบว่าแม่เด็กได้ไปแจ้งความไว้กับ สภ.ช้างเผือกแล้ว หลังถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ แต่ไม่ได้มาแจ้งความใน สภ.ปายแต่อย่างใด และหากแจ้งความจริง จะประสานตำรวจท่องเที่ยวและล่ามอาสาเข้ามาพูดคุยช่วยเหลือตามขั้นตอนปกติ


497747


อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะ ผกก.ในพื้นที่เกิดเหตุ ต้องขอแสดงความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ ส่วนเรื่องของจุดเกิดเหตุ ในวันนี้เท่าที่ตนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบได้ตัวเอง ก็มีนโยบายแล้วว่าหลังจากนี้จะประสานกับ อบต. กรมป่าไม้ และการท่องเที่ยวของ จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อติดรั้วและป้ายเตือนให้มีความปลอดภัยอย่างเป็นทางการมากขึ้นโดยเร็วที่สุด พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแลนมาร์กแห่งใหม่ของ จ.แม่ฮ่องสอน หรือจะเรียกว่าพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส



ข่าวยอดนิยม

ข่าวเด่นในหมวดหมู่