“หรั่ง” พร้อมเป็นทหาร สบายใจหลังกองทัพบุกคุยกลางดึก – ผู้รู้ยันเกณฑ์ทหารยังจำเป็น (คลิป)

หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊ก “Art Tua Por” โพสต์คลิปของหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งครบเกณฑ์ต้องมาตรวจคัดเลือกทหารกองเกินประจำปี 2561 หลังจับได้ใบแดง เจ้าตัวก็ร้องไห้ฟูมฟาย จนทราบว่าหนุ่มคนดังกล่าวเป็นห่วงยายจะไม่มีใครดูแล เนื่องจากตัวเองถูกพ่อแม่ทิ้ง ต้องอยู่กับยาย 2 คน และยายเพิ่งบอกมาว่า “เอ็งอย่าทิ้งยายไปนะ เอ็งต้องกลับมาอยู่กับยาย ยายมีเอ็งแค่คนเดียว”

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Art Tua Por

ซึ่งต่อมาทาง เจ้าหน้าที่ทหาร สัสดี ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับครอบครัวนายนายศักดิ์ฤทธิ์ ศรีสุนทร พร้อมรับปากว่าจะดูแลคุณยายของนายศักดิ์ฤทธิ์

จ่าเอก ศุภกฤต โพธิ์แก้ว สังกัดหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ผู้โพสต์คลิป

วันนี้ (19เม.ย.) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปสอบถาม จ่าเอก ศุภกฤต โพธิ์แก้ว สังกัดหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ผู้โพสต์คลิป โดนระบุว่า ตอนนั้นตนเองเห็นน้องเขาร้องไห้หนักมาก จึงเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายไว้ แต่ไปเมื่อน้องเขาร้องไห้หนักขึ้น อาการเริ่มหนักขึ้น จึงเข้าไปสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง น้องเขาจึงตอบกลับมาว่า “อยู่กับยาย 2 คน หากต้องมาเป็นทหาร ก็จะไม่มีคนดูแลยาย” ซึ่งในความรู้สึกของตนขณะนั้น รู้สึกสงสารอย่างมาก ที่แม้ตัวน้องเองจะต้องไปรับใช้ชาติ แต่ต้องมีภาระดูแลยาย ซึ่งที่จริงแล้วตนก็โพสต์คลิปหลายอารมณ์ในวันจับใบดำ-ใบแดง มีทั้งเฮฮาทั่วไป แต่ก็มีคลิปนี้ที่คนดูน่าจะรู้สึกดราม่าและสงสาร

ภาพคลิปวิดีโอ คสช. ลงตรวจพื้นที่บ้านของนายศักดิ์ฤทธิ์

ทีมข่าวอมรินทร์ได้เดินทางมาภายในซอยเทอดไท 59/3 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ

ทางเข้าบ้าน “หรั่ง” ซอยเทอดไท 59/3

โดยนางสมทรง ชำนาญเวช อายุ 75 ปี ยายของนายศักดิ์ฤทธิ์ ชายในคลิป เปิดเผยว่า นายศักดิ์ฤทธิ์เป็นเด็กดี ไม่เคยมีปากเสียงกับใคร ขยันทำมาหากิน ใครจ้างไปไหนทำอะไรก็ไปหมด และถือว่าเป็นเสาหลักของบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์พูดว่าอยากเป็นทหารเรือ แต่พอไปสมัครแล้วคนเต็ม พอมาเกณฑ์ทหาร จับได้ใบแดงสังกัดทหารบก ซึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์มาบอกกับตนว่าเสียใจ ไม่อยากทิ้งยายไป ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร แต่ถ้าจะต้องไปจริงๆ ตนก็อยากให้ไป เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นคนดี ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก ที่สำคัญคือมีโอกาสได้รับใช้ชาติ และตนตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมทุกอาทิตย์แน่นอน

นางสมทรง ชำนาญเวช ยายของนายศักดิ์ฤทธิ์

ซึ่งเมื่อเวลาประมาณ 01.00-02.00น.ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ทหารมาสอบถามความเป็นอยู่ แล้วก็พูดว่า ถ้าไปอยู่ที่นั่น ยังไงก็มีคนช่วยเหลืออยู่แล้ว และก็บอกว่าไว้จะมาเยี่ยมใหม่ ซึ่งตนก็ไม่ได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ตนก็ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป แต่ส่วนมากจะร้อยพวงมาลัยไปนั่งขายตามวัด ซอย และหมู่บ้านใกล้ๆ โดยจะไปขายตั้งแต่ 17.00-22.00น. ส่วนรายได้ก็ไม่แน่นอน วันที่ขายได้ก็มี แต่วันที่ขายไม่ได้ก็บ่อย ยิ่งเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดี เลยไม่มีอะไรแน่นอน ยิ่งตอนนี้ตนเปิดความดันต่ำ และปวดตามเนื้อตามตัว อาจจะมีบางครั้งที่ทำงานหนักๆ จะเหนื่อหอบ

นางสมถวิล สุขเกษม ป้านายศักดิ์ฤทธิ์

ด้านนางสมถวิล สุขเกษม อายุ 50 ปี ป้าของนายศักดิ์ฤทธิ์ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่นายศักดิ์ฤทธิ์ทราบผลว่าได้ใบแดง ก็กลับบ้านมาร้องไห้หนัก ตนจึงถามว่าเป็นอะไร ซึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์บอกกับตนว่าถ้าหนูไปเป็นทหาร แล้วใครจะดูแลยาย ตนเลยปลอบว่าใจเย็นๆ ไปเป็นทหารก็ไม่ได้เสียหายอะไร แค่ 1-2 ปี ขณะที่คุยกันยายก็กลับมาพอดี และพูดให้นายศักดิ์ฤทธิ์ “ไปทำหน้าที่ เพราะเราเป็นผู้ชาย ก็ต้องไปเป็นทหาร และไม่ต้องห่วงยาย เพราะยายดูแลตัวเองได้ ยังมีอีกหลายๆ คนดูแล” ซึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์ตอบเพียงว่า “ก็ยังห่วงอยู่ดี เพราะในบ้านมีแต่ผู้หญิง และน้องผู้ชายก็ยังเล็ก และญาติได้ฝากฝังให้ดูแลครอบครัว ดูแลยาย ต้องเป็นเสาหลักของบ้าน ขอโทษนะที่ทำตามสัญญาไม่ได้ เพราะหนูโดนทหาร”

จนกระทั่ง 2-3 วัน นายศักดิ์ฤทธิ์ถึงทำใจได้ เพราะมีกำลังใจจากครอบครัว และเพื่อนๆ คอยปลอบใจเสมอว่าไม่เป็นไร ถึงเป็นทหาร ก็เป็นแค่ประเดี๋ยวเดียว และการเป็นทหารก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย ล่าสุดนายศักดิ์ฤทธิ์บอกว่าพร้อมแล้ว สำหรับการรายงานตัววันที่ 25 แต่จำไม่ได้ว่าเดือนไหน และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ก็ไปทำหน้าที่ทันที

ภายในบ้าน “หรั่ง” ซอยเทอดไท 59/3

นางสมถวิล เล่าต่อว่า ตั้งแต่พ่อแม่นายศักดิ์ฤทธิ์แยกทางกัน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ได้นำนายศักดิ์ฤทธิ์มาให้ยายเลี้ยง และไม่กลับมา หรือติดต่อมาเลย ยายจึงดูแลมาโดยตลอด ทำให้ผูกพันกันพอสมควร ก็มีบางครั้งที่นายศักดิ์ฤทธิ์มักจะชอบคิดมากและน้อยใจ แต่เวลาที่ยายอยากจะกินอะไร นายศักดิ์ฤทธิ์ก็จะออกไปซื้อทันที ซึ่งถือว่านายศักดิ์ฤทธิ์เป็นเสาหลักของบ้าน เพราะทุกๆ เดือน เขาจะถามเสมอว่าค่าน้ำ ค่าไฟพอไหม หรือบางครั้งก็จะนำเงินมาให้

ยายและน้องสาวของ “หรั่ง” นั่งร้อยมาลัยเพื่อขาย

ทั้งนี้ อาชีพหลักของครอบครัวคือร้อยพวงมาลัย เพราะตอนนี้เศรษฐกิจก็ค่อนข้างแย่ วันหนึ่งก็ได้ 200-300 บาท ถือว่าพออยู่ได้ แต่วันไหนเป็นวันพระจะขายดีมาก แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ซึ่งในทุกๆ วันยายจะออกไปซื้อของ และขายพวงมาลัยด้วยตัวเอง ส่วนตนก็อยู่บ้าน จะคอยดูแลน้องสาวที่ป่วยมีอาการทางสมอง หลาน และลูก

ส่วนคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 01.00-02.00น. นั้น ก็มีเจ้าหน้าที่ทหารมาสอบถามเรื่องความเป็นอยู่ และบอกย้ำว่านายศักดิ์ฤทธิ์อยูในกองทัพแล้ว ยังไงก็ช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ ซึ่งตนก็ถามว่าทำไมมาในเวลานี้ ทางทหารแจ้งว่าพึ่งจะทราบข่าว และอยากมาพบก่อนนักข่าวจะมา

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่านายศักดิ์ฤทธิ์มีอาการทางสมองนั้น ตนยืนยันเลยว่าไม่ใช่ เพราะนายศักดิ์ฤทธิ์มักจะชอบสวดมนต์ไหว้พระ และชอบไปทำบุญที่วัดปากน้ำตลอด โดยเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา นายศักดิ์ฤทธิ์เคยบวชทดแทนคุณให้กับยาย และขอให้ป้าๆ อาการดีขึ้น

นายศักดิ์ฤทธิ์ ศรีสุนทร หรือ หรั่ง ชายในคลิป

ขณะที่ นายศักดิ์ฤทธิ์ ศรีสุนทร หรือ หรั่ง อายุ 23 ปี ชายในคลิปดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน ตนเดินทางไปเพียงลำพัง เพื่อคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ ที่วัดจันทร์ประดิษฐาราม มีเพียงช่วงเที่ยงที่ยายแวะนำข้าวกล่องมาส่งให้เท่านั้น ซึ่งเมื่อจับได้ใบแดง ทหารบก ผลัด 2 ตนรู้สึกช็อกเป็นอย่างมาก เพราะในตอนนั้นคิดเพียงว่า ยายจะอยู่อย่างไร เพราะที่บ้าน มีตนเป็นเสาหลักดูแลครอบครัว

นายศักดิ์ฤทธิ์ บอกว่า ช่วงเกิดเหตุไม่มีใครให้คุย ให้ปรึกษา ตนจึงร้องไห้ออกมา ซึ่งก่อนที่ตนจะเดินทางไปจับใบดำใบแดง ยายพูดกับตนว่า ถ้าจับได้ก็ดี จับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร จะได้มาอยู่ด้วยกัน ไม่เคยมีสัญญาอะไรกันว่าต้องจับให้ได้ใบดำเท่านั้น

หลังจากนี้ ตนก็ต้องไปรับใช้ชาติตามหน้าที่ และตอนนี้ก็สบายใจขึ้น เพราะมีทหารเข้ามาพูดคุยเรื่องการให้ความช่วยเหลือทางบ้าน โดยก่อนหน้านี้ตนเคยผ่อนผันทหารมา 2 ครั้ง เพราะกำลังเรียนหนังสือ แต่ตอนนี้ไม่ได้เรียนแล้ว เนื่องจากไม่มีเงิน จึงต้องเข้าคัดเลือกตามกฎ โดยตอนนี้ตนทำงานธุรการ ที่ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง มีรายได้วันละ 300 บาท นำมาใช้จ่ายในครอบครัวทั้งหมด

นายศักดิ์ฤทธิ์ บอกว่า ตนอาศัยอยู่กับยายตั้งแต่อายุ 3 ขวบจึงผูกพันกันมาก หากไม่มียายตนก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร ซึ่งความฝันของตน คือ อยากเปิดร้านขายของชำให้ยาย ยายจะได้ไม่ต้องออกจากบ้านไปขายพวงมาลัย ส่วนตัวเองก็อยากมีธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นธุรกิจอะไรก็ได้ ที่สามารถหาเงินได้เยอะๆ เพื่อนำมาดูแลยาย
ส่วนการเข้าไปเป็นทหาร จะต้องไปรายงานตัวช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยยังไม่ได้พูดคุยกับทางบ้าน เกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังจากนี้ ซึ่งคิดว่าเมื่อใกล้วันรายงานตัวจะต้องพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ด้าน ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า กรณีของนายศักดิ์ฤทธิ์นั้นมีสิทธิ์ที่จะขอผ่อนผันไปก่อน เช่นเดียวกับการขอผ่อนผันเพื่อศึกษาต่อได้ แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าจับเพื่อคัดเลือกทหารอยู่ดี แต่ทั้งนี้ กองทัพจะมีมาตรการเข้าไปดูแล ช่วยเหลือครอบครัวของชายที่ได้รับคัดเลือกอยู่แล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับหัวหน้าหน่วยหรือผู้บังคับบัญชา ที่จะอนุเคราะห์ รวมทั้งอาจอนุญาตให้ลาพักจากการฝึกเป็นครั้งคราวได้

ส่วนตัวมองว่า การเป็นทหารเกณฑ์ยังเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะส่วนใหญ่ของชายที่เข้ารับการคัดเลือก มักขาดโอกาสในการศึกษาต่อในการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งการมาเป็นทหารเกณฑ์ยังสามารถช่วยในเรื่องของการเก็บเงิน รวมทั้งยังได้รับโอกาสทางด้านการศึกษา และความรู้ทางวิชาชีพ เรียกว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต ให้หลุดออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ การเข้ามาเป็นทหารเกณฑ์ ยังเป็นการเข้ามาหล่อหลอมสภาพจิตใจให้อดทน สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนที่หลากหลายได้ เพื่อที่จะได้ออกไปเป็นคนที่มีวุฒิภาวะ

ผศ.วันวิชิต กล่าวด้วยว่า กรณีของนายศักดิ์ฤทธิ์ อาจเป็นเรื่องที่คนที่ไม่อยากเป็นทหารนำมาจุดประเด็นพูดถึง ว่าควรยกเลิกหรือไม่ ส่วนตัวยังมองว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งคนที่คิดเช่นนี้ต้องแยกระหว่างการเกิดสงคราม กับเรื่องการพัฒนาพลเมืองให้เข้มแข็ง ตนมองว่าปัจจุบันกองทัพเป็นองค์กรที่พร้อมที่สุดในเรื่องของงบประมาณและกำลัง ที่จะดูแลเรื่องนี้

ผศ.วันวิชิต ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

ส่วนตัวมองว่าคนที่ไม่อยากเป็นทหารนั้น มีอยู่ 3 ประเด็น ที่คนกลุ่มนี้กังวลกัน คือ 1.การไม่สบายใจจากข่าวสาร หรือข้อมูลที่ได้รับมาว่าเป็นทหารแล้วถูกฝึก ถูกซ่อม บางครั้งถึงเสียชีวิต และกองทัพก็มีความล่าช้าในการออกมาชี้แจงหาคนผิด 2.ความห่วงภาระ หน้าที่ สิ่งที่รับผิดชอบ เช่นกรณีนายศักดิ์ฤทธิ์ และ 3.การที่ยังติดเรื่องความสบาย ไม่พร้อมที่จะเข้ามาอยู่ในกรอบกฎระเบียของกองทัพ ซึ่งตนยังยืนยันว่ากองทัพยังจำเป็นที่จะทำให้คนในสังคมดีขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อมีคนสงสัยว่าเหตุใดกองทัพจึงไม่ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วรับสมัครแบบสมัครใจเพียงอย่างเดียว ผศ.วันวิชิต อธิบายว่า การเลือกแบบสมัครใจก็มีอยู่แล้ว แต่เป็นทั้งหมดไม่ได้ เพราะจะเห็นว่าแต่ละเขตคัดเลือก ก็ไม่มีผู้มัครใจทั้งหมด ส่วนใหญ่ก็เพียงเขตใหญ่ๆ ที่คนเลือกสมัคร เพราะอาจคิดเรื่องรายได้ เงินเดือนที่จะได้รับ

อย่างไรก็ตาม กฎหมายรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า ทหารมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ฉะนั้นเชื่อว่าจะไม่มีการยกเว้นการเข้ารับเป็นทหารเกณฑ์ของนายศักดิ์ฤทธิ์ เพราะกรณีแบบนี้มีอีกหลายคนที่พบเจอ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ดังนั้นกรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แค่เพียงไม่เป็นข่าวเท่านัั้น และเชื่อว่ากองทัพจะใช้หลักมนุษยธรรมในการดูแลครอบครัวของนายศักดิ์ฤทธิ์

นางอัมพร รจิเชาว์ เพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ นางอัมพร รจิเชาว์ อายุ 54 ปี เพื่อนบ้านนายศักดิ์ฤทธิ์ ยืนยันว่านายศักดิ์ฤทธิ์เป็นเด็กดี กตัญญู และทำงานรับจ้างเพื่อส่งเงินให้ที่บ้านและส่งตัวเองเรียนหนังสือ ซึ่งที่ผ่านมาก็อยู่กับยายมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่พ่อแม่เลิกกันไป และไม่เคยกลับมาหาเลยสักครั้ง ซึ่งนายศักดิ์ฤทธิ์เคยบอกว่าอยากเป็นทหารเรือ และเคยไปสมัครแล้ว แต่เต็ม เลยมาจับ พอรู้ผลว่าได้ใบแดงก็ร้องไห้ เพราะตกใจ และกลัวว่าจะไม่มีคนดูแลยาย เพราะกลัวว่าถ้าไปแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน เนื่องจากก่อนหน้านี้ยายก็ป่วยโรคโรคติดหลอดลมติดเชื้อ

ทั้งนี้ นายศักดิ์ฤทธิ์ถือเป็นเสาหลักของบ้าน ส่วนป้าทั้ง 2 คนที่อยู่บ้านนั้น คนนึงก็ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับประสาท ส่วนอีกคนก็คอยช่วยเหลือยาย โดยรวมแล้วทางบ้านค่อนข้างจะลำบากระดับหนึ่ง แต่ยังดีที่ยายพอจะออกไปขายพวงมาลัยหาเงินมาใช้ในแต่ละวัน

keyboard_arrow_up