“ครูปรีชา” โต้ปมโทรหาอดีตผู้การบิดสำนวน ยันมี ตร.พาพบ ทนายท้าเปิดคลิปฉาว (คลิป)

จากกรณีที่ตัวแทนของ ครูปรีชา ใคร่ครวญ เดินหน้ายื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และคณะทำงาน รวมถึงตำรวจกองปราบปราม ว่าประพฤติมิชอบหรือไม่ ในการทำคดีหวย 30 ล้าน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ล่าสุด วันนี้ (31 มี.ค.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับทีมข่าวอมรินทร์ ว่า เพิ่งทราบจากสื่อฯวันนี้ ซึ่งจะต้องนำเรื่องเรียนไปยัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ครูปรีชา และตัวแทน สามารถยื่นเรื่องตรวจสอบการทำหน้าที่ได้ แต่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทำคดีหวย 30 ล้าน ได้ยึดพยานและหลักฐานเป็นสำคัญ ไม่ได้ทำคดีตามกระแสสังคม และผลตัดสินของศาลจะเป็นคำตอบที่สำคัญ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายพนักงานสอบสวน กองปราบ ได้ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน และผลดำเนินงานเป็นไปด้วยความปกติ ไม่พบข้อพกพร่องต่อการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ ได้ถามกลับไปยังครูปรีชา และตัวแทน ว่า เมื่อไม่เข้าใจต่อการร้องเรียนผู้ตรวจการแผ่นดิน เหตุใดไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะตำรวจก็ปฏิบัติหน้าที่ในคดีอย่างเต็มที่ ทำด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะคดีหวย 30 ล้าน ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีความคืบหน้าก็มีการแถลงข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะ ท่ามกลางสื่อมวลชนที่รวมเป็นพยานการแถลงข่าว เพื่อนำเสนอสู่สังคม อย่างไม่มีข้อสงสัยใดๆ อีกทั้งตนอยากให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่างอีกด้วย

หากครูปรีชา มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง ทำไมไม่ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สิ้นสุด แต่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้ถามว่า ได้มีความกังวลใจต่อกรณีการร้องผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ ผบ.ตร.หรือไม่ พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ไม่มีความกังวลใจใดๆเลย เพราะทุกคดีเจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญทั้งหมด ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฏหมายทุกอย่างและทำอย่างเต็มที่

ส่วนกรณีความคืบหน้า ที่เมื่อวานนี้ (30 มี.ค.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ส่งสำนวนฟ้อง พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี , นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ “ครูปรีชา” , นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ “เจ๊บ้าบิ่น” และนางพัชริดา พรมตา หรือ “เจ๊พัช” ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการพิจารณาในฐานความผิดตามมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ

วันนี้ (31 มี.ค.) ที่จังหวัดกาญจนบุรี ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ เปิดเผยว่า ตอนนี้ตนมารับหน้าที่เป็นทนายความคดีอาญาให้กับครูปรีชาโดยตรง ทั้งนี้ ยังมีทีมทนายอีกหลายท่านคอยดูแลคดีของครูปรีชาในแต่ละส่วน ซึ่งในส่วนคดีอาญามี 3 เรื่องที่ต้องดูแล คือ คดีที่ครูเป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ คดีที่ครูถูกแจ้งความร้องทุกข์ และคดีที่ถูก ปปป.แจ้งความร้องทุกข์ ทั้งนี้ เท่าที่ตนได้พูดคุยเบื้องต้น จากการสอบข้อเท็จจริง ตนคิดว่า ครูปรีชาหรือลูกความตนไม่ได้มีการให้การเท็จตามที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนกรณีที่ไปร้องเรียนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ก็เป็นเพราะการกระทำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ผบ.ตร. และชุดคณะทำงานที่ถูกแต่งตั้งมา ดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยก่อนหน้านี้ ครูปรีชา เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนมีหมายเรียกให้หมวดจรูญ มารับทราบข้อกล่าวหาตามมาตรา 134 แต่ปรากฎว่า ทางลุงจรูญ มีการขอเลื่อนและโอนคดีไป ซึ่งฝ่ายตนอยากจะทราบว่า โอนคดีไปด้วยเหตุผลใด อำนาจตามกฎหมายใด และร้องขอโดยผู้ใด ดังนั้น การสอบสวนที่โอนคดีไปนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีคำสั่งในคดีนี้ให้ถูกเพิกถอนหรือยัง แล้วมีใครเป็นผู้ขอให้เพิกถอน

นายวรยุทธ บุญวงศ์ใส ทนายความ พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

นอกจากนี้ ขั้นตอนของสภ.เมืองกาญจนบุรี และตำรวจภูธรภาค 7 ได้มีการสอบสวนก่อน แล้วจึงออกหมายเรียกให้ครูปรีชามาพบ แต่ทางกองปราบปรามมีการออกหมายจับทันที ซึ่งวิธีการทำงานค่อนข้างแตกต่างกัน และสำหรับคดีมาตรา 157 ไม่ได้มีผลต่อด้านคดีแต่อย่างใด เพราะยังสามารถนำพยานหลักฐานไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ได้ แล้วทางป.ป.ช.จะเป็นผู้วินิจฉัยเอง แม้ว่าจะมีการอ้างถึงหลักฐานคลิปเสียงการโทรศัพท์สนทนา แต่ตนเชื่อว่า คลิปไม่มีจริง เพราะตอนที่ไปรับทราบข้อกล่าวหากับ ปปป. ในวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา อีกฝ่ายไม่ได้นำคลิปเสียงมาให้ดู เนื่องจากโดยหลักแล้ว หากมีหลักฐานใด ต้องนำมาให้ผู้ต้องหารับทราบ เพื่อให้ชี้แจงตามข้อเท็จจริงว่าใช่เสียงของตนเองหรือไม่ แต่ก็ยังไม่มีการนำหลักฐานมาแสดงให้เห็น

อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการไปร้องเรียนตามหน่วยงานต่างๆแล้ว แต่ขั้นต่อไปจะเริ่มมีการดำเนินการฟ้องต่อผู้ที่กล่าวหาให้กระทบต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพ หมิ่นประมาททางช่องทางออนไลน์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งผู้ที่ดำเนินคดีโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด นอกจากนี้ นายวรยุทธ ยังระบุด้วยว่า ตนไม่มีความกังวลที่จะเข้ามารับทำคดี เพราะตามพยานหลักฐานเชื่อได้ว่าลอตเตอรี่เป็นของครูปรีชา

นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษ

ต่อมาทีมข่าวเดินทางมาพูดคุยกับ นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษ เปิดใจกับอมรินทร์ทีวีว่า กรณีที่ตนโดนคดี ม.157 ด้วย ตนก็ได้รับหมายเรียก และไปปฏิเสธแล้วว่า พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญได้เรียกตนไปให้ปากคำ ซึ่งพนักงานสอบสวนถามอะไร ตนก็ตอบไปอย่างนั้น เมื่อสอบสวนเสร็จก็ให้ตนอ่านว่าคำให้การนั้น ตรงกับสิ่งที่ให้การหรือไม่ พออ่านเสร็จ ตนก็เซ็นชื่อกำกับว่า ตนได้ให้ปากคำเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมตัวเองจึงถูกดำเนินคดีในข้อหานี้ด้วย

สำหรับกรณีที่มีการแก้ไขสำนวน ครูปรีชา บอกว่าตนไม่ใช่คนที่จะแก้ไขสำนวนได้ เพราะตนคือคนที่โดนสอบปากคำ เช่นว่า ลอตเตอรี่หายที่ไหน อย่างไร วันนั้นแต่งกายชุดอะไร ใช้รถคันไหน ฯลฯ ซึ่งหากข้อมูลจะถูกดัดแปลงจากคำที่ตนให้การไว้ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่หน้าที่ของตนมีเพียงแค่ให้ปากคำ

นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษ พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ ครูปรีชา ยืนยันว่า ตัวเองไม่มีการโทรศัพท์พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไปแก้ไขสำนวน มีแต่การไปสอบเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นใหม่ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการนัดหมายไปแก้ไขสำนวนอย่างแน่นอน

ส่วนคลิปเสียงที่โทรศัพท์คุยกับ พล.ต.ต.สุทธิ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะตนไม่มีเบอร์โทรส่วนตัวกัน และไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว มีการไปพบปะกัน 2 ครั้ง โดยพนักงานสอบสวนพาไปพบ ซึ่งครั้งแรก คือ วันที่ 29 พ.ย. 2560 เป็นการสอบถามเกี่ยวกับคดีเบื้องต้น ส่วนครั้งที่สอง คือวันที่ 1 ธ.ค. 2560 ตนนำหลักฐานเพิ่มเติมไปให้ท่านดู เพราะฉะนั้น ข้อมูลที่บอกว่ามีการโทรศัพท์คุยกับกันนั้น ย่อมไม่ใช่ความจริง

นอกจากนี้ ตนเองรู้สึกไม่กังวลที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แม้คดีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะตนบริสุทธิ์ใจในทุกเรื่อง ส่วนเรื่องที่ตนไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องต่างๆ ตนก็ไปยื่นร้องเรียนกระทรวงยุติธรรมและผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะคดีของตนถูกโยกย้ายไปยังหน่วยงานต่างๆ จนกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีแจ้งความเท็จ ตนขอถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่ศาลแพ่งยังไม่พิจารณาว่าใครเป็นเจ้าของลอตเตอรี่

บรรยากาศ แผงลอตเตอรี่ของ “เจ๊บ้าบิ่น” และ “เจ๊พัช”

ทีมข่าวเดินทางมาที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว โดยแผงลอตเตอรี่ของเจ๊บ้าบิ่น และเจ๊พัช มีลูกค้าให้ความสนใจทั้งเข้ามาซื้อและขอถ่ายรูปคู่กับแม่ค้าทั้งสองคนเป็นจำนวนมาก โดยทั้งคู่มีสีหน้ายิ้มแย้ม ทีมข่าวจึงเข้าไปพูดคุย ซึ่งทั้งสองคนยังไม่ทราบว่าตัวเองโดนคดีในมาตรา 157 ด้วย เมื่อทีมข่าวสอบถามในประเด็นนี้ ทั้งคู่ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป คล้ายกับเริ่มวิตกกังวล

ลูกค้าลอตเตอรี่ เข้ามาพูดคุยกับ “เจ๊บ้าบิ่น” และ “เจ๊พัช”

โดยขณะนั้น มีลูกค้ารายหนึ่งมาสอบถามกับเจ๊บ้าบิ่น และเจ๊พัช โดยวิพากษ์วิจารณ์ถึงคดีหวย 30 ล้าน ว่า เงินส่วนตัวแม้แต่ 1 บาท หรือของมีค่า ตนยังไม่ทำหาย แล้วหากเป็นลอตเตอรี่มูลค่า 30 ล้าน จะหายได้อย่างไร อีกทั้ง ลอตเตอรี่อยู่ที่ใคร คนนั้นก็ต้องเป็นเจ้าของ ซึ่งในขณะที่ลูกค้ารายนี้กำลังวิพากษ์วิจารณ์ เจ๊พัช ก็บอกให้เปลี่ยนเรื่องพูดคุยดีกว่า เพราะเรื่องดังกล่าวทำให้เสียบรรยากาศ

keyboard_arrow_up