จบด้วยดี! หนุ่มกู้ภัยเปิดไซเรนไล่ด่าแท็กซี่ ไหว้ขอโทษ รับฉุนขับช้า-โชเฟอร์อภัย ให้ใจเย็น (คลิป)

จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Jakarin Kongnual ได้โพสต์คลิปวีดีโอ ขณะโดยสารรถแท็กซี่ และมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ติดไฟฉุกเฉิน แต่งกายชุดอาสาสมัครกู้ภัยแห่งหนึ่ง ใช้วาจาด่าทอคนขับรถแท็กซี่ อีกทั้งยังมีการนำหมวกกันน็อกฟาดใส่รถ ซึ่งผู้โพสต์ระบุว่า หลังเกิดเรื่องได้ให้คนขับแท็กซี่เข้าแจ้งความแล้ว

ภาพจากคลิปวีดีโอที่ถูกโพสต์บนโซเชียล

โดย นายเอกรัตน์ จักร์คร่อง คนขับขี่รถแท็กซี่ เปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา ช่วงประมาณ 23.00 น. ตนรับผู้โดยสารจากซอยคอนแวนซ์ ซึ่งตอนนั้นตนก็รับผู้โดยสารปกติ ไม่ทันเห็นว่ามีรถตามมา หรือ มีปัญหาขับรถปาดหน้าใคร ตนยืนยันว่าไม่ได้ขับรถปาดหน้า เพื่อรับผู้โดยสาร เนื่องจากตนออกมาจากซอย และรับผู้โดยสารบริเวณปากซอย

เอกรัตน์ จักร์คร่อง ผู้ขับขี่รถแท็กซี่

จากนั้นเมื่อตนขับรถไปตามถนนสาธร ข้ามสะพานตากสิน พอจะลงสะพานตากสิน ตนเห็นรถจักรยานยนต์คันหนึ่งไม่เปิดไฟหน้า มีเพียงไฟหลี่ของไฟเลี้ยวเปิดไว้อยู่ด้านหลังรถตน ขณะนั้นตนขับรถมาที่เลนขวาสุด ก่อนที่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวจะขับรถจี้ท้ายตน และเปิดไฟหน้า เป็นไฟสีเหลืองสว่างจนตนแสบตา จากนั้นตนจึงขับรถเข้าเลนกลางเพื่อหลีกทางให้ แต่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไม่ได้ขับแซง แต่ขับขึ้นมาประกบข้าง และใช้ถ้อยคำหยาบคายด่าทอ และถามตนว่า ขับรถอย่างไร มึงตายแน่ และทำท่าปาดคอ ก่อนที่จะขับรถปาดไปมาตามที่ปรากฎในคลิป

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ตนไม่รู้จักกับฝ่ายคู่กรณี ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ตนก็มั่นใจว่าก่อนหน้าที่จะมาถึงจุดเกิดเหตุ ตนก็ไม่ได้มีเรื่องกันก่อน เพราะตนเพิ่งมาเจอรถคู่กรณีตอนลงสะพานตากสิน รวมทั้งขณะเกิดเหตุถนนก็โล่ง

เอกรัตน์ จักร์คร่อง ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ พูดคุยกับผู้สื่อข่าว

จากนั้นคู่กรณีก็ขับรถปาดไป-มา ก่อกวนจนกระทั่งก่อนถึง สน.บางขุนเทียน คู่กรณีได้จอดรถขวางหน้ารถตน และนำหมวกกันน็อกมาฟาดที่กระจกมองข้างรถ และก็ฟาดเข้าที่ไฟหน้ารถ แต่โชคดีรถตนไม่เป็นอะไร ตอนนั้นผู้โดยสารก็บอกให้ตนขับรถออกไป และให้เลี้ยวเข้า สน.บางขุนเทียน เพื่อไปลงบันทึกประจำวันไว้ ตนไม่ได้ตั้งใจจะแจ้งจับ เพียงแค่กลัวว่าหากตนออกมาจาก สน. แล้วจะมีเรื่องกันอีก

ส่วนตัวไม่ทราบว่าเป็นอาสากู้ภัยที่ไหน เพราะตนมัวแต่มองทาง แต่ดูจากลักษณะไฟที่ติดรถ และเสื้อผ้าที่ใส่ ก็น่าจะเป็นอาสาจริงๆ ยอมรับว่าตอนนั้นตนก็มีอารมณ์โมโห แต่โชคดีที่ผู้โดยสารห้ามไว้ บอกให้ตนใจเย็นๆ และให้ขับรถไป สน. ส่วนตัวก็ไม่อยากจะโกรธคนแบบนี้ เข้าใจว่าคนเราก็โมโหกันได้ ตนไม่ได้ตัดสินว่าคู่กรณีเป็นคนไม่ดีจากพฤติกรรมที่แสดงออก แต่ก็ไม่ทราบว่าฝ่ายคู่กรณีมีปัญหาอะไรมาก่อนหรือไม่

นายศิวกร บรรเทิง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์

ล่าสุด วันนี้ (26 มี.ค.) ที่สถานีตำรวจบางขุนเทียน นายศิวกร บรรเทิง อายุ 24 ปี ได้เดินทางเข้ามาให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเปิดเผยกับทีมข่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. ตนกำลังจะเดินทางกลับบ้าน โดยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนสะพานตากสิน ขณะนั้น มีรถแท็กซี่ขับอยู่เลนกลางเป็นเลนเดียวกับตน แต่แท็กซี่ขับรถช้า ในขณะที่ตนขับขี่มาด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แล้วเมื่อเห็นเช่นนั้น ตนจึงต้องกดปุ่มเปิดไฟหน้ารถ (ซึ่งไฟหน้ารถเสีย จึงต้องกดปุ่มที่ทำเสริมขึ้นมา) ประกอบกับเปิดสัญญาณไซเรน เพื่อให้แท็กซี่หลบทาง เนื่องจากเสียงแตรรถตนเบา

ในขณะนั้น แท็กซี่คันดังกล่าว ได้เบรกอย่างกะทันหัน ทำให้ตนต้องขับแซงขึ้นไป พร้อมกับถามคนขับแท็กซี่ว่า “พี่ๆ เมื้อกี้พี่เบรกใส่ผมทำไม เพราะถนนมันโล่ง”  หลังจากนั้น ตนเห็นว่าทางคนขับแท็กซี่ทำท่าทางเหมือนไม่พอใจ พร้อมกับท่าทางคล้ายจะเอาเรื่อง ตนจึงได้ขับรถตามมาถึง สน.บางขุนเทียน พร้อมลงจากรถ แล้วทำท่าคล้ายจะฟาดหมวกกันน็อกใส่ทางรถแท็กซี่ แต่ไม่ได้มีการฟาดแต่อย่างใด พร้อมกับบอกว่า “จะจอดไหม ถ้าไม่จอดจะทุบ” ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าพูดจาหยาบคาย เนื่องจากความโมโห ก่อนที่จะเอามือไปตบกระจกข้างรถ แล้วขับกลับบ้านไป แต่ไม่ได้มีการทำท่าปาดคอ อย่างที่ถูกกล่าวอ้าง

นายศิวกร บรรเทิง ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ สาธิตวิธีการเปิดไซเรนและเสียงแตรจักรยานยนต์

ส่วนกรณี ที่ขับรถตามแท็กซี่ เพราะอยากจะถามว่า “ทำไมถึงขับรถเช่นนี้” แต่ทางแท็กซี่กลับไม่ยอมเปิดกระจกมาพูดคุย และยังมีการขับรถมาเบียดตนอีก ทำให้ตนยิ่งโมโหมากขึ้น

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ นายศิวกร ขอยอมรับผิด ตนแค่ต้องการคำขอโทษจากอีกฝ่ายเท่านั้น ซึ่งตนอยากถามว่า “ถ้าคนขับรถดีๆ ผมจะไปหาเรื่องเขาทำไม” นายศิวกร กล่าวว่า ตนขอโทษฝ่ายแท็กซี่ที่อารมณ์ร้อน แต่แค่อยากเตือนว่าให้ขับรถดีๆ ซึ่งส่วนตัวแล้วตนเคยมีปัญหากับบุคคลอื่นในท้องถนนมาบางแล้ว แต่ไม่เคยมีเหตุการณ์ใหญ่จนมาครั้งนี้ และส่วนตัวตนก็เป็นคนใจร้อน

ทั้งนี้ นายศิวกร ได้ระบุภายหลังว่า นอกจากทำงานประจำแล้ว ตนเป็นจิตอาสา แต่ไม่อยากบอกหน่วยงานที่ทำงาน เนื่องจากทำในยามว่างเท่านั้น

นอกจากนี้ นายศิวกร ได้พาทีมข่าวไปดูรถจักรยานยนต์คันที่ขับในวันเกิดเหตุ พร้อมบอกว่า หากสตาร์ทรถไฟหน้ารถจะไม่ติด เนื่องจากไฟเสีย จึงทำอุปกรณ์เสริมขึ้นมา คือการทำปุ่มเอาไว้กดเปิดไฟหน้า ประกอบกับเสียงแตรรถตนเบา วันเกิดเหตุเมื่อบีบแตรไป ทางคู่กรณีไม่ได้ยิน จึงต้องเปิดสัญญาณไซเรนแทน ส่วนดอกยางรถจักรยานยนต์ตนก็ไม่มี โดยหากรถคันหน้าเบรกกะทันหัน จนเกิดอุบัติเหตุแรง ตนอาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้

keyboard_arrow_up