ฉะซึ่งหน้า! แม่แนนถามหม่อง จะย่ำยีไปถึงไหน ฝ่ายชายแฉ แจกทองให้แต่ถูกหลอก (คลิป)

จากกรณี  ภาพจากกล้องวงจรปิดร้านสะดวกซื้อ วันที่ 23 ม.ค.61 จับภาพ ผู้ชายเป็นอาสาตร. ชื่อ “หม่อง” วิ่งไล่ฉุดกระชากผู้หญิงพนักงานร้านสะดวกซื้อชื่อ “แนน” ออกจากร้านไป  ด้หายไป กระทั่ง มารดาหญิงสาววิงวอนให้ปล่อยตัวลูกสาว ขณะที่ตำรวจยืนยันว่า หม่อง ไม่ทำร้าย แนน เพราะก่อนหน้าเคยหายไปแบบนี้ สุดท้าย ตำรวจสามารถจับกุมตัวหม่องไว้ได้ ยอมรับสารภาพว่า ที่อุ้มแนนไปเพราะเคยคบหากัน เคยรักกัน แต่ฝ่ายหญิงกำลังตีตัวออกห่าง จึงพาไปปรับความเข้าใจ ขณะที่ แนน ปฎิเสธการคบหา คิดไปเอง และบอกว่า หม่อง มีปืน ล่าสุด แจ้งความเพิ่มข้อหา “ข่มขืน และชิงทรัพย์”

วันนี้ ( 7 มี.ค. 61) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ ศุภสิทธิ์ อ้นเพ็ง “หม่อง” ผู้ต้องหาลักพาตัวสาวร้านสะดวกซื้อสุรเดช ศรีสิริ (อาร์ม) ผู้อยู่ในเหตุการณ์, นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ, นางนิตยา สีสังข์ แม่ของผู้เสียหาย มาพูดคุยในรายการภายใต้หัวข้อ คดีพลิก! อาสาตร.ฉุดสาว รัก-ดูแล แต่กลายเป็นโจรขืนใจ

ศุภสิทธิ์ อ้นเพ็ง “หม่อง” ผู้ต้องหาลักพาตัวสาวร้านสะดวกซื้อ

นายศุภสิทธิ์ อ้นเพ็ง “หม่อง” ผู้ต้องหาลักพาตัวสาวร้านสะดวกซื้อ กล่าวว่า ตนคบกับแนนเป็นแฟนนานกว่า 3 ปี อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ที่ทำไปเพราะต้องการทราบสาเหตุว่า ทำไมถึงไม่ยอมคุยด้วยทั้งบล็อกเบอร์และไลน์ ไปคุยด้วยก็เดินหนี หาตัวที่ไหนก็ไม่เจอ พอเห็นรถเบนซ์มาจอดที่หน้าบ้านจึงเข้าไปถามว่าเป็นใคร และทุกครั้งที่มีปัญหากันก็เข้าไปเจรจา พาไปคุยด้วยแล้วจึงกลับมา ยอมรับว่าทำผิด แต่ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุไม่มีปืน

สุรเดช ศรีสิริ (อาร์ม) ผู้อยู่ในเหตุการณ์

นายสุรเดช ศรีสิริ (อาร์ม) ผู้อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ประมาณตี 2 หม่องโทรมาหาตนชวนไปหาแนน เพื่อขอคืนดี โดยตนขับรถไปจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อแล้วหม่องเป็นคนลงไป ซึ่ง นายหม่อง กล่าวว่า ที่ต้องเข้าไปฉุดกระชากเป็นเพราะ แนน ไม่ยอมคุยด้วย แม้จะเอาเบอร์แปลกโทรไป ก็ไม่รับสาย

ขณะที่ อาร์ม กล่าวเสริมว่า ตอนหม่องฉุดแนนมา ให้มานั่งหลังรถคู่กับตน แล้วหม่องเป็นคนขับ ระหว่างทางเจรจากับแนน ซึ่งหญิงสาวบอกว่าไม่ต้องมาพูดเลิกแล้ว ก่อนจะมัดมือแนน เพราะอาร์มจะลงจากรถระหว่างทาง และแนนพยายามถีบต่อสู้  โดย นายหม่อง กล่าวว่า ได้ขับรถพาแนนไปอยู่ที่บ้านใน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ นาน 10 วัน ก่อนจะย้ายไปอยู่ จ.ราชบุรี อีก 2 วัน

ส่วนประเด็นที่ แม่ของแนน ออกมาพูดว่า ให้หม่องปล่อยตัวลูก เพราะลูกไม่ได้คิดอะไรด้วย โดยหม่องกำลังคิดไปเองนั้น นายหม่อง กล่าวว่า ตนให้เงินกับแนนมาตลอด โดยบ้านที่ซื้อตนก็ช่วยผ่อน เคยเอาสร้อยทองให้เลือกตอนคบกัน โดยแนนเลือกสร้อยมีจี้ห้อยคอ

สร้อยคอทองคำ หม่องส่งไลน์ให้แนนเลือกเป็นของขวัญ

ล่าสุด แนนฟ้องหม่องข้อหา “ข่มขืน” โดยหม่อง บอกว่า เป็นข้อหาหนักจนอยู่เฉยไม่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ เพราะตอนไปอยู่ที่ อ.ตาคลี ก็เหมือนการเริ่มต้นใหม่ โดย ป้าเจริญ เจ้าของบ้านเป็นพยานเห็นว่า ไม่มีการใช้ปืนข่มขู่ และระหว่างอยู่ด้วยกัน 10 วัน แนน บอกว่าตอนกลับไปทำงานจะถูกเพื่อนล้อ และชวนไปขายของด้วยกัน และมีนายตำรวจโทรมาบอกให้มอบตัว หลังจากให้แนนโทรหาแม่ ให้รู้ว่าอยู่ไหน ตำรวจบอกให้กลับเข้ามา หนักจะได้เป็นเบา ทางแม่เขาไม่เอาเรื่องแล้ว จึงถามแนนว่าเอาไง ซึ่งแนนก็บอกไม่ไป และบอกว่า จะบอกแม่เองว่าหนีไปอยู่สมุทรปราการ แม่จะได้ไม่ตาม

เมื่อทางรายการเปิดเทปสัมภาษณ์แนนให้กับหม่องฟัง นายหม่อง กล่าวว่า แนนถูกมัดมืออยู่ตอนไปถึงบ้านทีแรก ส่วนโทรศัพท์ตนปิดอยู่ตลอดเวลา เพราะแนนตั้งสัญญาณเครื่องของตนไว้ และเมื่อถึงบ้าน ป้าเจริญ ไม่รู้ว่าตนพาใครมา จึงบอกว่ามากับแฟน ทะเลาะกัน ป้าเจริญ ยังบอกว่าไม่เห็นด้วยและให้คุยกันดีๆ จากนั้น ครึ่งชม.ก็ปล่อยเชือกที่มือ โดยอยู่บ้านนี้นาน 10 วัน

นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ

นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ กล่าวว่า ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขืนจิตใจ โอกาสรอดยาก และระหว่างทางที่พามามีการมัดมือและเท้า ซึ่งเจ้าตัวยอมรับ โทษก็สูง ทั้งนี้ การอ้างสัมพันธ์รักใคร่ชอบพอ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต่อให้สามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมายหรือ ลูกกับพ่อแม่ จะไปบังคับลูกมัดมือมัดเท้ายังไม่ได้เลย  การอ้างแค่ความสัมพันธ์รักใคร่ชอบพอแต่ไม่มีสิทธิ์ไปฉุด เป็นความผิดตามกฎหมายไม่มีข้อยกเว้น

โดยระหว่าง 10 กว่าวัน มีพยานเห็นว่าไม่ได้ควบคุมตัวฝ่ายหญิงนั้น ทนายเกิดผล กล่าวว่า ความผิดกักขังหน่วงเหนี่ยว เริ่มจากพาตัวผู้หญิงมาจากร้านสะดวกซื้อ แต่หลังจากนั้น อาจจะกักขังหรือไม่ก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นข้อหา เพราะความผิดเกิดขึ้นแล้วแต่แรก

ส่วนกรณี ข่มขืน เป็นเรื่องพูดยาก เพราะไม่เห็นขณะที่ข่มขืนจิตใจ หรือร่างกาย อาจเอาปืนขู่บังคับทำให้เขากลัวตาย ทำให้ไม่ตะโกนขอความความช่วยเหลือ นี่คือข้อสังเกตเบื้องต้น เพราะว่าอารมณ์และจิตใจของ นายหม่อง กำลังร้อน ที่เขาบอกว่าถูกข่มขืนคือ “เขาไม่เต็มใจ”และถ้ามีการล่วงละเมิดทางเพศแล้วเขาไม่ยอมก็ผิด

โดย นายหม่อง กล่าวว่า เมื่อถึงนครสวรรค์ทุกอย่างมีความสุข ตนพาไปเดินตลาดทุกวัน หากจะหนีก็หนีได้  ทนายเกิดผล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวต้องไปพิสูจน์กันว่า ไม่ได้กักขังหน่วงเหนี่ยว

นางนิตยา สีสังข์ แม่ของผู้เสียหาย

นางนิตยา สีสังข์ แม่ของผู้เสียหาย กล่าวว่า ตอนนี้ลูกสาวทำงานอยู่ แม่ไม่รู้เรื่องการคบหากัน การแจ้งข้อหาเพิ่มเพราะหม่องทำผิด สิ่งที่หม่องบอกว่า แนน เอาเงินเอาทองไป แล้วเจอคนใหม่เลยอยากจะเลิก นางนิตยา กล่าวว่า ไม่ทราบเพราะลูกสาวไม่เล่าให้ฟัง และบ้านหลังที่ซื้อเป็นเงินของหม่องด้วย นางนิตยา ก็บอกว่า ไม่ทราบ เห็นแต่ลูกกู้เงินธนาคาร มีหนี้เป็นล้าน และอยากถามว่าพาลูกหายไป 10 กว่าวัน รับผิดชอบไหวหรือไม่ ลองเป็นลูกตัวเองบ้าง แล้วไม่รับผิดตรงนี้  และถ้าคบและดูแลกันจริง ทำไมไม่เข้าตามตรอกออกตามประตู ทำไมถึงทำแบบนี้ แล้วยังมาประฌามอีก ใครจะทนได้ ซึ่ง นางนิตยา กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้จักกับ นายหม่อง เลย เจอครั้งเดียวแล้วไม่เจออีก ไม่รู้จักครอบครอบครัว ภรรยานายหม่อง

โดย นางนิตยา กล่าวยืนยันว่า ลูกสาวไม่ได้ปิดบัง เป็นเด็กดี บอกแต่ว่า ร่วมงานกันเท่านั้น การที่ว่าแนนปิดบังเป็นลูกกำพร้านั้น ตนว่าเป็นสิทธิ์ของเขาจะพูดยังไงก็ได้ ส่วนที่หม่องบอกว่าเคยส่งเสียแนนแล้วกำลังจะตีจาก นางนิตยา กล่าวว่า ไม่เคย ทำงานเสร็จสิ้นเดือนก็จะนำของมาให้แม่ ถ้าคุณทำอะไรไว้ ทำไมไม่มาหาแม่

ขณะที่ หม่อง บอกว่า อยากเข้าไปคุยด้วย แต่กลัวว่าแม่จะหาว่าเข้าไปคุยเพื่อยอมความ  ที่ไม่ได้เข้าไปหาแม่ก่อนหน้านี้ เพราะแนนบอกว่าไม่มีแม่ และแม่ไม่ทราบว่ามีการซื้อบ้าน เพิ่งมารู้เมื่อปลายเดือน พ.ย. โดย นางนิตยา บอกว่า รู้ตั้งแต่กู้เงินแล้ว แต่เห็นว่าลูกโตแล้วรับผิดชอบได้

สิ่งที่หม่องกำลังบอกว่าทำไปเพราะความรัก และพอสูญเสีย จะขอคืนได้หรือไม่ ทนายเกิดผล กล่าวว่า ตามข้อกฎหมายในเมื่อให้ด้วยความรัก แปลว่า ให้โดยเสน่หา การเอาคืนฝ่ายหญิงต้องประพฤติเนรคุณเท่านั้น การที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ฝ่ายหญิงจะไปอยู่กับใครก็ได้ สิ่งที่ให้ไปเป็นช่วงที่รักกันคือให้ด้วยเสน่หา และต้องการผลประโยชน์ตอบแทน แต่ไม่ใช่สิ่งผูกพัน ซึ่งคือ ทะเบียนสมรส

นายหม่อง กล่าวว่า แนน เคยพาแม่เข้าบ้าน และตนจะสู่ขอ เมื่อเจอแม่ถามว่า มาคบกับลูกเมื่อไหร่ ก็บอกว่าคบนานแล้ว แต่แนนไม่ได้บอกแม่  นางนิตยา กล่าวโต้ว่า ไม่จริง ตนรู้จักนายหม่อง เพราะนายหม่อง มาทุบรถ จึงมาขอเปลี่ยนรถกับแม่ และลูกคงไม่เอาทอง 5 บาท จากหม่อง ตอนนี้ ลูกสาวทำงานใช้หนี้ ไม่ต้องการเปิดเผยกับสังคม เพราะอาย ต้องทำงานเพื่อครอบครัว และลูกสาวไปด้วยเพราะมีอาร์ม

โดย นายอาร์ม บอกว่า เป็นเรื่องปกติเวลา 2 คน ทะเลาะกัน แล้วตนจะไปเจรจาให้ทุกครั้ง ขณะที่ นายหม่อง กล่าวยอมรับผิดที่ฉุดกระชากออกจากร้านสะดวกซื้อ และบอกกับ นางนิตยาว่าการแจ้งข้อหาข่มขืน และชิงแหวนนั้นเป็นบาป

ทนายเกิดผล กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ผิดก็สำนึกผิด รู้อยู่แก่ใจ โดยขอแนะนำให้ยุติ เพราะความเสียหายอยู่ที่ผู้หญิงเป็นส่วนมาก คดีให้ไปว่ากันในศาล ที่ยอมได้ก็ไปคุยกัน อะไรยอมไม่ได้ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ  ไม่จำเป็นต้องมาเปิดโปงอะไรกันอีก เพราะเป็นเรื่องเสียหายทั้ง 2 ฝ่าย

โดยข้อหากักขังยอมได้ แต่ข่มขืนจิตใจโดยใช้อาวุธปืนยอมไม่ได้  ชิงทรัพย์ ยอมไม่ได้ ข่มขืนยอมได้ โดยคุยกันให้ดี ข้อหาไหนไม่ได้ทำก็สู้ไป ข้อหาไหนผิดก็รับสารภาพ แล้วศาลจะพิจารณาบรรเทาโทษให้ โดยพฤติการณ์ค่อนข้างอุกอาจ ถ้ารับสารภาพอาจรอลงอาญา แต่ถ้าไม่รับมีโอกาสติดคุก

keyboard_arrow_up