ประมาทเกินเหตุ!! หนุ่มมะกันถูก “ลูกงูหางกระดิ่ง” กัดนิ้ว แต่ทำชิลจนเกือบเสียนิ้ว

เราต่างถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าหากถูกงูหรือสัตว์มีพิษกัดต่อย ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที แต่ก็มีบางคนที่ประมาทในขนาดของสัตว์ที่โจมตี และคิดว่าร่างกายจะสามารถทนทานพิษอ่อนๆ นั้นได้ จนสุดท้ายก็เกือบต้องเสียอวัยวะสำคัญไป อย่างเช่นกรณีของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Dalton Dorris ที่เล่าเรื่องราวของเพื่อนสนิทชื่อ Austin Mcgee ที่ถูกลูกงูหางกระดิ่งทิมเบอร์กัดเข้าที่นิ้ว ขณะที่กำลังก้มลงเก็บเหล็กบนพื้น ในพื้นที่เมืองแฟรงคลิน ทางตอนกลางของรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา

ผู้โพสต์ได้บอกเล่าว่า ตอนนั้นเขาคิดว่าเพื่อนคงโดนแมลงอะไรกัดต่อย เพราะเขาได้ยินเสียงหึ่งเบาๆ แต่ทั้งสองหนุ่มไม่คิดว่ามันคือสัญญาณเตือนจากงูหางกระดิ่ง และหลังจากที่โดนกัด ออสตินก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อน อีกทั้งสภาพนิ้วก็แย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่ง 24 ชั่วโมงต่อมา นิ้วที่ถูกกัดก็บวมจนเป็นสีม่วง

แม้จะอยู่ในสภาพที่แย่มาก แต่ชายคนนี้ก็เชื่อว่ามันจะหายได้เอง จนกระทั่งสภาพของมันแย่ลงไปอีก และไม่มีวี่แววว่าอาการบวมนั้นจะลดลง ทำให้เขาตัดสินใจไปโรงพยาบาลในที่สุด และหลังจากผ่านไป 7 วัน หมอก็ได้เจาะเอาเลือดออกจากนิ้วที่บวมเป่งของออสติน แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะดูเหมือนพิษงูหางกระดิ่งได้กินลึกลงไปใต้ผิวหนัง ทำให้เนื้อกลายเป็นสีดำ จนหมอต้องเลาะเอาหนังบริเวณรอบๆ ออก ต้องใช้ผ้าก๊อซหุ้มรอบนิ้วเอาไว้ตลอดเวลา และต้องเข้าไปให้หมอดูอาการทุกๆ 2 วัน รวมทั้งเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ ซึ่งกว่าที่นิ้วจะกลับมาเป็นปกติ ก็ต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานถึง 6-8 เดือน

งานนี้คงเป็นอุทาหรณ์ได้ว่า อย่าประมาทการถูกสัตว์มีพิษกัด ไม่ว่ามันจะตัวเล็กแค่ไหนก็ตาม

keyboard_arrow_up