นักศาสนวิทยา ระบุ ‘ร่างทรงไทย’ กลายพันธุ์ พัฒนาการล้ำ ต้องมีสติใช้วิจารณญาณ

จากกรณีที่มีกระแสข่าวของร่างทรงที่ออกมาในโลกโซเชียลฯ อย่างมาก ล่าสุดทีมข่าวได้มีโอกาสมาพูดคุยกับนักวิชาการด้านศาสนวิทยา และปรัชญา โดยระบุว่า ร่างทรงในไทยตอนนี้ มีพัฒนาการที่ก้าวล้ำไปมากจากเมื่อก่อน ที่ต้องการที่พึ่งทางใจบางอย่าง แต่เดี๋ยวนี้เป็นลักษณะของร่างทรงการตลาด

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา และปรัชญา เปิดเผยว่า ร่างทรงเป็นความเชื่อ และศาสนาโบราณที่สุดอย่างหนึ่งที่อยู่ในทั่วโลก และทุกวัฒนธรรมโบราณ ซึ่งเป็นความต้องการที่จะพึ่งพาในอำนาจที่เหนือธรรมชาติของมนุษย์ และต้องการให้อำนาจเหล่านั้นให้คำตอบช่วยเหลือ หรือให้พรซึ่งการเป็นร่างทรงมีหลายแบบทั้งเป็นร่างทรงวิญญาณของผู้เสียชีวิต ร่างทรงเทพ ร่างทรงของปีศาจ

ส่วนจุดเริ่มต้นหรือที่มาของร่างทรง ดร.ศิลป์ชัย กล่าวว่า ร่างทรงเป็นขั้นสุดยอดของพัฒนาการในการนับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยปกติการนับถือบูชาเป็นลักษณะของการกราบไหว้ มีเครื่องเซ่นไหว้ พูดขอพร แต่เรื่องการเข้าทรงเป็นเรื่องที่ต้องการไปไกลกว่านั้น คือ ต้องการให้เทพ หรือวิญญาณหรือรูปแบบใดแบบหนึ่งที่ศรัทธา เชื่อถือ ให้มาพูดคุยด้วย ให้มาสื่อสารโดยตรง ไม่ใช่เพียงกราบไหว้บูชา เซ่นไหว้ เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องการให้สื่อสารกลับมาเรียกว่า เป็นพัฒนาการขั้นสุดยอดขั้นหนึ่งโดยมองว่า อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ถูกหรือไม่ ดีหรือไม่ แต่เป็นการพัฒนาการทางความเชื่อ

ดร.ศิลป์ชัย บอกว่า ในแต่ละประเทศมีร่างทรงที่ไม่เหมือนกัน ในไทยแต่เดิมมีร่างทรงของเทพพื้นบ้าน ร่างทรงวิญญาณผู้เสียชีวิตก็จะมีน้อยกว่า ส่วนร่างทรงที่มากที่สุด คือ ร่างทรงเทพ ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู แต่ต่อมาตอนนี้มีพัฒนาการมากกว่าในอดีต บางคนอยากเป็นร่างทรงอะไรก็เป็น แม้แต่ตัวละครในวรรณคดีที่ไม่มีอยู่จริง หรือในการ์ตูน
บางรายเป็นดาราคนดัง ไปจนถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ ซึ่งเป็นการประยุกต์และพัฒนาการของร่างทรงอย่างมาก เรียกว่าเป็นลักษณะหนึ่งของการตลาดก็ว่าได้

โดยหลักแล้วร่างทรงมี 4 ประเภท 1. เสแสร้งเพื่อหวังผลอาจจะเป็นวิชาชีพแต่ไม่ได้มีในแง่ร้ายที่เสมอไป อาจจะด้วยเหตุผลที่ว่าสามารถต้องการการยอมรับทางสังคมหรืออยากเข้าสังคม 2. ลักษณะของอุปทานคือเชื่อมากจนส่งผลต่อกิริยาความรู้สึกบุคลิกภาพ ให้กลายเป็นแบบนั้น 3. ประเภทจิตประสาทบางคนไม่ได้เสแสร้งแต่มีอาการจิตประสาทมาผสม เช่น อาการหูแว่ว ได้ยินเสียง เห็นภาพหลอน มีจินตนาการหลงผิด หลุดโลกเหนือธรรมชาติ และ 4. คือร่างทรงที่ไม่ระบุแบบแผน ซึ่งเป็นกรณีที่น่าสนใจ ที่จะพิสูจน์หรือศึกษา

ส่วนที่มองว่าร่างทรงช่วงหลังๆ เป็นมิจฉาชีพหรือไม่ ดร.ศิลป์ชัย บอกว่า มี ถ้ามีคนตั้งใจคิดไม่ดี ก็อาจเอามาใช้เพื่อหลอกลวง แต่ก็เป็นปัญหาที่ว่ามีคนเชื่ออยู่แล้ว เป็นของที่มีมานานทำให้แยกยาก ระหว่างการทำตามประเพณีเดิมกับคนที่ตั้งใจหาผลประโยชน์บางอย่าง

วิธีการป้องกัน คือ ถ้าร่างทรงเรียกเงินถ้าเป็นกุศลหรือเป็นสิ่งที่ดี มักไม่เรียกค่าใช้จ่าย แบบตั้งอัตราตายตัว หรือไม่แพง หรือไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการค้ากำไรเช่น 9 บาท 19 บาท แต่ในปัจจุบันพัฒนาเป็น 99 บาทจนถึง 499 บาท จะมีการทำแพคเกจเสริม หรือออฟชั่นเสริม แล้วต้องยอมรับว่า ร่างทรงไม่เหมือนเมื่อก่อนจะมีบริการเสริม เช่น ดูดวง ดูหมอไล่ผี ขจัดวิญญาณ หรือสิ่งรังควาน จะเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นลำดับ ถ้าจะพูดว่ามิจฉาชีพก็ได้เหมือนกัน

ดร.ศิลป์ชัย อยากฝากเตือนให้ระมัดระวังในเรื่องของร่างทรงส่วนหนึ่ง เรื่องดังกล่าวอยู่ในวัฒนธรรมไทยมานานจนยากที่จะทำให้หมดไป จะมีปัญหากับวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือมีปัญหากับเรื่องสิทธิเสรีภาพในความเชื่อ ขณะเดียวกันถ้าเชื่อแบบไม่มีสติ ไม่มีวิจารณญาณ ก็เสี่ยงต่อความเสียหายขอให้คนที่เชื่อระมัดระวัง คิดดีๆ อย่าให้เรื่องค่าใช้จ่ายมากจน ทำให้เดือดร้อน รวมถึงถูกชี้นำให้ทำอะไรขอให้คิดดีๆ ว่ามันเสี่ยงหรือไม่ อย่าทำเพราะถูกชี้นำแต่ให้คิดถึงเหตุผลแวดล้อมและตัดสินใจด้วยตัวเอง.

keyboard_arrow_up