เปิดเส้นทางลอบขนยาบ้า 9.4 ล้านเม็ด โยงดักยิงกำนัน ชาวบ้านแฉจับแพะ ตัวจริงลอยนวล (คลิป)

ความคืบหน้ากรณีเหตุลอบยิง นายทวีศักดิ์ ยอดมณีบรรพต อายุ 54 ปี กำนัน ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย และประธานชมรมม้งแห่งประเทศไทย วันนี้ (1 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอความร่วมมือให้ผู้ที่มีอาวุธปืนของทางราชการในเขต อ.เวียงแก่น ไว้ในครอบครองส่งไปตรวจสอบ โดยก่อนหน้านี้มีการตั้งปมการลอบสังหารว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับการเข้าไปขัดขวางขบวนการค้ายาเสพติดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย.61 ชาวบ้านไทยเจริญ หมู่ 8 ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย จำนวนกว่า 100 คน พากันมาถือป้ายข้อความเรียกร้อง และทำพิธีทางความเชื่อ ที่บริเวณหน้าโรงพัก สภ.เวียงแก่น สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังร่วมกับ ทหารพราน นรข. ตชด. และชุดความมั่นคงชายแดนอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ตรวจยึดยาบ้า 9,400,000 เม็ด และไอซ์ 788 กก. เมื่อคืนวันที่ 2 เม.ย. 61 โดยจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยคาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์จำนวน 3 คน แต่ญาติผู้ต้องหาเชื่อว่าทั้ง 3 คนเป็นแพะ เพราะวันเกิดเหตุแค่นั่งดื่มสุราคุยกันข้างทางเท่านั้น

น.อ.วุฒิชัย ภู่เจริญยศ ผู้บัญชาการ นรข.เขตเชียงราย

วันนี้ (1 พ.ค.) ที่หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง หรือ นรข. เขตเชียงราย โดย น.อ.วุฒิชัย ภู่เจริญยศ ผู้บัญชาการ นรข.เขตเชียงราย เปิดเผยว่า ปฏิบัติการจับกุมยาเสพติดครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างหน่วยงานทหารและตำรวจ ภายหลังจากได้รับแจ้งว่ามีขบวนการขนยาเสพติดจากประเทสลาว ข้าลำน้ำโขงมาฝั่งไทย โดยน.อ.วุฒิชัยบอกว่า ขบวนการขนยาเสพติดข้ามประเทศ จะอาศัยช่องทางแนวฝั่งโขงเป็นจุดสำคัญ ซึ่งช่วงน้ำลดก็สามารถเดินข้ามได้ อีกทั้งเครือข่ายยาเสพติดมีผู้ร่วมเครือข่ายอยู่ฝั่งตรงข้าม ดังนั้นหมู่บ้านม้งที่ติดกับเขตชายแดนประเทศลาว จึงเป็นที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ อีกทั้งพื้นที่เวียงแก่น ก็มีชนเผ่าม้งจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ตำรวจ สภ.เวียงแก่น ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 3 ราย จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติด และก็มีญาติออกมาร้องหน่วยงานราชการเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะมองว่าการจับกุม 3 ราย เป็นแพะรับผิด

นรข.เขตเชียงราย พานักข่าวย้อนรอยกระบวนการขนยาเสพติด 9.4 ล้านเม็ด

ทีมข่าวยังได้รับความอนุเคราะห์จาก นรข.เขตเชียงราย ที่ได้พาที่ข่าวลงเรือ ไปย้อนรอยที่มาของขบวนการยาเสพติด 9.4 ล้านเม็ด โดยหัวหน้าหน่วยสถานีเรือเชียง บอกกับทีมข่าวว่า 2 ฝั่งโขง เป็นพื้นที่ของสปป.ลาวและไทย ซึ่งการขนถ่ายยาเสพติด กลุ่มผู้ค้าจะแอบนำยาเสพติดลงเรือแล้วข้ามมาฝั่งไทย และอาศัยช่วงเวลากลางคืนที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือช่องแคบที่มีต้นหญ้าปกคลุมริมฝั่งเพื่ออำพรางตัว ใช้ช่องทางหมู่บ้านม้งในการส่งยาเสพติด

สวนกล้วย จุดที่มีการจับกุมยาเสพติด

จากนั้นทีมข่าวเดินทางไปที่ริมฝั่ง จุดที่มีการจับกุมยาเสพติดได้ โดยรถของผู้ต้องหาที่ขนยาเสพติด ยังจอดอยู่ในสวนกล้วย ซึ่งเป็นการขับมาแอบไว้เพื่ออำพรางเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง ผู้ต้องหาที่ขนยาเสพติดก็หนีไป แต่ทิ้งรถกระบะและยาเสพติดเอาไว้

นายดำ (นามสมมติ) ชาวบ้านไทยเจริญ

ที่บ้านไทยเจริญ ซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้กับจุดจับยาเสพติด ที่ห่างออกไปประมาณ 900 เมตร นายดำ (นามสมมติ) ชาวบ้านไทยเจริญ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า การจับยาเสพติดของคนในหมู่บ้าน ตำรวจทำการจับกุมคนผิด เพราะคนเหล่านั้นเป็นแค่ประชาชนที่ขับรถผ่าน ไม่มีส่วนเกี่ยวของกับการขนยาเสพติด นายดำยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมหลักฐานที่จุดเกิดเหตุ มีทั้งรถของกลาง ข้อความข้างรถ และยังทราบว่าในรถมีบัตรประชาชนของคนในหมู่บ้านห้วยคุและห้วยหานตกอยู่ ทำไมคนเหล่านั้นไม่ถูกจับ แต่เหตุใดประชาชนแค่ขับรถผ่านจึงถูกตั้งข้อหาว่าเป็นขบวนการ

นายดำ ยังให้ข้อมูลนอกรอบกับทีมข่าวว่า ทำไมตำรวจไม่จับคนร้ายที่มีหลักฐานชัด เพราะทั้งรถ ทั้งบัตรประชาชนก็สามารถสืบต่อไปได้ แต่กลับไม่ทำ โยนความผิดให้กับคนในหมู่บ้านไทยเจริญ แต่ความเป็นจริงที่คนรู้กัน คือบ้านห้วยคุ ห้วยหาน ตำบลปอ ที่เป็นแหล่งยาเสพติด

นางนัน (นามสมมุติ) ภรรยาผู้ต้องหาที่ถูกจับ

นอกจากนี้ นางนัน (นามสมมุติ) ภรรยาของหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกจับ และอ้างว่าเป็นแพะในคดี บอกกับทีมข่าวว่า วันเกิดเหตุสามีของตนเองก็อยู่ด้วยกัน และไปรับลูกที่ จ.พะเยา ก่อนที่สามีจะขอไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ บริเวณบ้านของญาติใกล้จุดเกิดประมาณ 700 เมตร ต่อมาสุราที่ดื่มนั้นหมด ทุกคนจึงขึ้นรถ เพื่อจะออกไปซื้อในอำเภอเวียงแก่น แต่ขับผ่านมาเจอตำรวจสะกัดจับฐานเมาแล้วขับ และถูกนำตัวไปสอบปากคำที่สภ.เวียงแก่น แต่มาทราบภายหลังว่าถูกตั้งข้อหาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

นางนัน ยังบอกว่า สามีเป็นเกษตรกร ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และไม่เคยใช้จ่าย หรือมีเงินแปลกเพิ่มเติมเข้ามาในครอบครัว ทำไมตำรวจจึงตั้งข้อหานี้กับสามีของตัวเอง ครอบครัวตนเป็นคนจน ไม่รู้กฏหมาย เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ก็ไม่ทราบว่าจะไปร้องเรียนกับใคร มีเพียงไปขอความเป็นธรรมต่อนายอำเภอ แต่ก็ได้รับคำตอบว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ตนเองก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว จะไปจ้างทนายความก็ไม่มีเงิน

keyboard_arrow_up