อัยการชี้ สั่งฟ้องเปรมชัยไม่ทัน ยังให้ อสส.เอาผิดได้ ห่วง ตร.เห็นแย้งคดีช้า (คลิป)

หลังจากที่อธิบดีอัยการภาค 7 ได้แถลงเรื่องการสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต และพวก กรณีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากนั้นสังคมเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดอัยการได้มีคำสั่งฟ้องเพียง 6 ข้อหา ทั้งที่ตำรวจสรุปสำนวนแจ้งทั้งหมด 11 ข้อหา โดยวันนี้ (5 เม.ย.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า จะส่งความเห็นแย้งอัยการในข้อหาที่สั่งไม่ฟ้อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอหนังสือจากอัยการ

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง และ นายภาณุเดช เกิดมะลิ เข้าร่วมพูดคุยในรายการ

วันนี้ ( 5 เม.ย. 61 ) “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และ นายภาณุเดช เกิดมะลิลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เข้ามาร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าว

นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แสดงความคิดเห็นในรายการ

โดย นายภาณุเดช กล่าว่า ตนรู้สึกพอใจในคำสั่งฟ้องนายเปรมชัยของทางอัยการ เพราะข้อหาที่สั่งฟ้องยังครอบคลุมอยู่ในส่วนของข้อหา “ร่วมกันล่า” เนื่องจากมองว่าเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นข้อหาหนัก นั่นคือ องค์ประกอบของข้อกล่าวหาหลัก 3 กลุ่ม คือ พฤติการณ์แห่งการล่า เพราะจะร่วมไปถึงการล่าสัตว์ป่าในเขตฯ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง และการครอบครองซากสัตว์ป่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญยังอยู่ครบ ส่วนองค์ประกอบอื่น เช่นการเข้าพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการทารุณกรรมสัตว์ ต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อหาที่เราทราบกันอยู่ว่า มันมีเหตุและมีปัจจัยที่เห็นว่าไม่ควรสั่งฟ้องอยู่แล้ว

สำหรับเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งนั้น เท่าที่ตนได้รับข้อมูลมาในเบื้องต้น มองว่าการตีราคาหรือการประเมินมูลค่านั้น มี 2 นัย ส่วนหนึ่งคือเรื่องของการประเมินโดยใช้สัตว์ที่อยู่ในกรง หรือในสวนสัตว์ ซึ่งมีรูปแบบหรือองค์ประกอบในการดูแลที่แตกต่างกับสัตว์ที่อยู่ในป่า ซึ่งสัตว์ที่อยู่ในป่านั้น จะมีเรื่องระบบนิเวศที่มีองค์ประกอบของความหลากหลายมากกว่า ในส่วนที่ทางมูลนิธิฯ มอง คือมองว่าสัตว์ที่อยู่ในป่านั้นมีมูลค่าต่อตัว ในการที่จะมีผลในเรื่องของการสูญเสียโดยตรงต่อระบบนิเวศ ซึ่งตนมองว่าเงิน 4 แสนบาท เป็นจำนวนเงินที่น้อยเกินไป สำหรับค่าเสียงหายทางแพ่งในคดีนี้

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พูดคุยแสดงความคิดเห็นในรายการ

ด้าน นายโกศลวัฒน์ ได้ชี้แจงว่า กรณีที่อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำนวน 5 ข้อหานั้น มีอยู่ 2 ข้อหา ที่พนักงานสอบสวนมีความเห็นเสนอสั่งไม่ฟ้องมาที่อัยการ คือ ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาร่วมกันทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งพนักงานอัยการก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามที่พนักงานสอบสวนเสนอมา ด้วยเหตุผลว่า พนักงานสอบสวนได้มีการไปตรวจสอบแล้วว่า ทะเบียนอาวุธปืนนั้น มีชื่อเป็นของนายเปรมชัย จึงสั่งไม่ฟ้อง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ

ข้อหาที่อัยการภาค 7 สั่งไม่ฟ้องนายเปรมชัย

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ จะเสนอความเห็นแย้งนั้น ก็คงจะเป็นการแย้งใน 3 ข้อหา เพราะอีก 2 ข้อหาข้างต้นนั้น ทางพนักงานสอบสวนเป็นผู้เสนอความเห็นสั่งไม่ฟ้องมาที่อัยการเอง ซึ่งหากจะทำความเห็นแย้งมากระบวนการดังกล่าวก็ถือว่าเป็นไปตามกฏหมาย โดยต้องส่งเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ทำความเห็นแย้งส่งมาที่อัยการ ซึ่งทางอัยการสูงสุดจะมีความเห็นชี้ขาดความเห็นแย้งนี้ว่า จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องต่อไป

ส่วนในข้อหา ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ ร่วมกันมีเครื่องมือ สำหรับการล่าสัตว์ป่า หรือจับสัตว์ป่า หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น ข้อหานี้ไม่มีบทลงโทษ เพราะบุคคลจะได้รับผิดทางอาญานั้น ต่อเมื่อกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดและมีบทลงโทษ เมื่อไม่มีบทลงโทษอัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง

นายโกศลวัฒน์ ชี้แจง กรณีที่ไม่สั่งฟ้องในข้อหา ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

เพราะในส่วนนี้มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งเป็นกฏหมายเพื่อให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการดูแลและควบคุมพื้นที่ ตลอดจนถึงการตรวจค้น หรือสั่งให้ออกนอกพื้นที่ แต่ไม่มีบทลงโทษ ทางอัยการจึงไม่ได้สั่งฟ้องในส่วนนี้

ส่วนข้อหา ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น จะเห็นว่าในส่วน ข้อหา ร่วมกันล่าฯ ที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้ว เป็นข้อหาหลักที่มีอัตราโทษหนักกว่า และเป็นความผิดสำเร็จ และเมื่อได้สั่งฟ้องในส่วนของข้อหาที่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องฟ้องในส่วนของร่วมกับพยายามล่าฯ อีก เพราะอาจจะเกิดข้อสงสัยตามมาได้ว่าจำเลย “ล่า” หรือ “พยายามล่า” กันแน่

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อกลุ่มผู้ต้องหา ที่ก่อนหน้าที่ตั้งไว้เป็นเงิน 3 ล้านบาท แต่ล่าสุดเหลือเพียง 4 แสนบาท นั้น เนื่องจากอัยการได้มีการสอบเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ และเป็นผู้ดูแลสัตว์ป่า เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีข้อมูลและความรู้ในเรื่องนี้ ส่วนอัยการต้องยอมรับว่า ไม่มีข้อมูลในเรื่องดังกล่าว เช่น ราคาสัตว์ป่า ความเสียหายต่อระบบนิเวศ ว่ามีค่าหรือมูลค่าเท่าไร แล้วพนักงานอัยการก็จะเอาคำตอบของเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ มาเป็นข้อมูลพิจารณาตั้งเรื่อง เพื่อที่จะนำไปเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งต่อไป

นายภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้สัมภาษณ์หลังจบรายการต่างคน ต่างคิด

โดยหลังจากจบรายการต่างคนต่างคิด นายภาณุเดช ได้ยอมรับว่า มีความกังวลหากครบกำหนดฝากขัง เพราะในตอนนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ให้ข่าวว่าตำรวจมีความเห็นแย้งและยังไม่ได้รับเอกสารจากอัยการ จึงเป็นห่วงว่ากว่าตำรวจจะส่งข้อโต้แย้งถึงอัยการ อาจจะเกินวันที่ 1 พ.ค. ซึ่งจะเกินระยะเวลาฝากขัง 7 ผัด ศาลจะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา จึงอยากให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ประสานงานกันโดยเร็วที่สุด

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์หลังจบรายการต่างคน ต่างคิด

ขณะที่รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า หากคดีนี้ทำความเห็นแย้งเลยระยะเวลาฝากขัง แม้ศาลจะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา แต่ทางอัยการยังคงทำงานต่อไปเพื่อทำสำนวนให้เสร็จสิ้น รอคำสั่งชี้ขาดความเห็นแย้ง ถ้าพิจารณาแล้วว่า สั่งให้ฟ้อง พนักงานอัยการก็จะมีหนังสือแจ้งพนักงานสอบสวนให้ไปติดตามตัวนายเปรมชัย และจะนำสำนวนที่มีคำสั่งฟ้องไปยื่นต่อศาล นั่นคือ คดียังสามารถดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า นายเปรมชัย คงจะไม่หนีออกนอกประเทศอย่างแน่นอน รวมทั้งคาดว่าคงจะใช้เวลาไม่นานในการพิจารณาความเห็นแย้ง

keyboard_arrow_up